Skip to content

วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มจีดีพีปี 69 โต 1.9% ชี้ ส่งออกขยายตัวดี-ภาษีทรัมป์กระทบน้อย

20 ก.พ. 2569 | 14:23น.
วิจัยกสิกรไทย ปรับเพิ่มจีดีพีปี 69 โต 1.9% ชี้ ส่งออกขยายตัวดี-ภาษีทรัมป์กระทบน้อย

ศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับประมาณการจีดีพีปี’69 เพิ่มจาก 1.6% เป็น 1.9% หลังประเมินภาษีสหรัฐ 1 ปี กระทบไทยไม่มาก ชี้ภาคการส่งออก “AI-อิเล็กทรอนิกส์” โตสูง 20% หนุนส่งออกพลิกบวก 1.5% จากคาดการณ์เดิมหดตัว -1.5-2% มอง กนง.คงดอกเบี้ยดูทิศทางเฟด มองโอกาสผลเลือกตั้งเป็นโมฆะเกิดขึ้นน้อย

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ และ Chief Economist บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ผลกระทบต่อไทยจากการดำเนินนโยบายภาษีสินค้านำเข้า (Reciepocal Tariffs) ของโดนัลด์ ทรัมป์ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา จะเห็นว่าจากเดิมคาดว่าในปี 2569 จะส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออก เพราะมีเรื่องของการเร่งส่งออกไปก่อนหน้า (Front Loading) แต่ปัจจุบันพบว่าไทยยังสามารถส่งออกได้ เนื่องจากส่วนใหญ่ไทยส่งออกสินค้า AI และอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะอิเล็กทรอนิกส์ที่ตอนนี้มีการฟื้นตัวค่อนข้างดี มีการเติบโตกว่า 20%

อย่างไรก็ดี จากแนวโน้มค่าเงินบาทที่ปรับแข็งค่า 10% เมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านที่อ่อนค่า 4-5% ส่งผลให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขัน และการเข้าถึงตลาดที่จะสูญเสียตลาดส่งออกได้ เช่น สินค้าประเภทอัญมณี สิ่งทอ เมื่อเทียบกับประเทศอินเดียที่ค่าเงินอ่อนค่า 3-4% ทำให้ความน่าสนใจของไทยลดลง ทั้งสินค้าและการย้ายฐานการผลิตเข้ามาไทย จึงเป็นโจทย์ใหญ่ที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งแก้ไข หรือเร่งเจรจาข้อตกลงการต้าเสรี (FTA) เพื่อลดผลกระทบภาคการส่งออก

ทั้งนี้ ภาคส่งออกที่ได้รับได้ผลกระทบจาก Tariffs ที่น้อยกว่าคาด ศูนย์วิจัยจึงมีการปรับประมาณการเติบโตทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในปี 2569 ใหม่ จากเดิมคาดว่าจะขยายตัวอยู่ที่ 1.6% เพิ่มเป็น 1.9% เนื่องจากภาคการส่งออกที่ดีขึ้น จากเดิมคาดว่าตัวเลขการส่งออกปีนี้จะหดตัว -1.5-2% คาดว่าจะกลับมาเป็นบวกได้ 1.5% ส่วนหนึ่งจากผล Tariffs ที่น้อยกว่าคาด และการส่งออกยังขยายตัวได้ดีขึ้น และความเชื่อมั่นจากรัฐบาลใหม่ที่มีเสถียรภาพ การดำเนินนโยบายได้ต่อเนื่อง

สำหรับทิศทางนโยบายการเงิน มองว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) น่าจะ “คงดอกเบี้ย” ที่ระดับ 1.25% ต่อปี ในการประชุมวันที่ 25 กุมภาพันธ์นี้ เนื่องจาก กนง.อาจจะรอดูทิศทางนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ก่อน เพื่อตัดสินใจ อย่างไรก็ดี ความเห็นส่วนตัวน่าจะปรับลดเลย เพราะยังมีรูมในการปรับลดได้อีก 1 ครั้ง จะช่วยลดภาระครัวเรือน และช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ เนื่องจากปัจจุบันไม่ได้มีความเสี่ยงด้านเงินเฟ้อหรือเศรษฐกิจโตร้อนแรง

“เดิมเรามองว่าจีดีพีไตรมาสแรกน่าจะติดลบ แต่จากส่งออกที่ดีขึ้น การเมืองมีเสถียรภาพ เราเลยคิดว่าจีดีพีไตรมาสแรกน่าจะบวกได้“

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ

นายบุรินทร์กล่าวว่า โอกาสความเป็นไปได้ของผลการเลือกครั้งนี้จะเป็น “โมฆะ” นั้น มองว่ามีโอกาสค่อนข้างน้อยมาก อย่างไรก็ดี กรณีหากเป็น “โมฆะ” จริง มองว่าจะกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและตลาดหุ้น ที่ในช่วงที่ผ่านมาทยอยปรับตัวดีขึ้น

โดยหากมีการเลือกตั้งใหม่อาจจะกระทบต่อการลงทุนที่จะล่าช้าออกไปอีก เพราะเดิมนักลงทุนมองว่ารัฐบาลจะอยู่ครบเทอม 4 ปี การดำเนินนโยบายมีความต่อเนื่องและมีเสถียรภาพ ซึ่งหากเป็นโมฆะ ทำให้การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่จะเข้ามาอาจจะชะลอเข้ามา หรือรอดูสถานการณ์ นอกจากนี้ การเบิกจ่ายงบประมาณปี 2570 จะล่าช้าออกไป เพราะเดิมมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลได้ภายในเดือนเมษายน-พฤษภาคม และทยอยเบิกจ่ายได้ภายในเดือนมิถุนายน-กรกฎาคมนี้ ปัจจัยเหล่านี้อาจจะกดดันการเติบโตของเศรษฐกิจได้

อย่างไรก็ดี โอกาสน้อยมากที่การเลือกตั้งจะเป็นโมฆะ ซึ่งหากการเลือกตั้งเดินหน้าต่อไปได้ มองว่านโยบาย 10 Plus ของรัฐบาลมีทั้งนโยบายระยะสั้นและระยะยาว ซึ่งได้รับผลตอบรับที่ดีจากตลาด รวมถึงมีแผนการดำเนินนโยบายทางการคลังระยะกลางที่จะช่วยให้ไทยไม่โดนปรับลดอันดับเครดิต หลังจากก่อนหน้านี้ได้รับคำเตือนจากบริษัทจัดอันดับเครดิต (Rating Agency) โดยจะเห็นว่ารัฐบาลนี้ให้ความสำคัญและมีกรอบการคลังชัดเจน (Fiscal Farmwork) เพราะที่ผ่านมารัฐบาลสนใจเศรษฐกิจระยะสั้นเท่านั้น

ขณะเดียวกัน รัฐบาลพยายามแก้ไขเรื่องของ ”เกษตร“ สะท้อนจากความพยายามที่จะเข้ามาดูแลกระทรวงเกษตรฯ เพื่อจะเชื่อมโยงกับกระทรวงพาณิชย์ และปฏิรูปเกษตรที่มีกว่า 20 ล้านครัวเรือน โดยหนุนให้คนที่อยู่ในภาคเกษตรไปอยู่ภาคบริการมากขึ้น จะช่วยสนับสนุนให้เกษตรกรมีรายได้มากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ไทยปลดล็อก “คนป่วยของเอเชีย” ได้

“ในสมมติฐาน Based Case เรามองว่าโอกาสโมฆะน้อยมาก แต่หากโมฆะแผนทุกอย่างจะดีเลย์ออกไป เพราะต้องมีการเลือกตั้งใหม่ กระบวนการจัดทำงบประมาณและการเบิกจ่ายงบประมาณล่าช้า แผนลดขาดดุลการคลังที่วางไว้ และเรื่อง Trade Deal และการเจรจา FTA จะฉุดชะงักไปด้วย”