Skip to content

เตือนพายุถล่มเศรษฐกิจ ขาดดุลแฝด-เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

04 มิ.ย. 2569 | 14:44น.
เตือนพายุถล่มเศรษฐกิจ ขาดดุลแฝด-เงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

หลังจากสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ประกาศตัวเลขอัตราการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจไทย (จีดีพี)ไตรมาสแรก ปี 2569 ออกมาขยายตัวได้เกินคาดที่ 2.8% ทำให้ สศช.คงประมาณการจีดีพีทั้งปีนี้ไว้ที่ 1.5-2.5% ต่อปี (ค่ากลาง 2%) ท่ามกลางสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ยังไม่มีบทสรุป

เดือน เม.ย. รับเอฟเฟ็กต์สงคราม

ล่าสุด ผลกระทบจากปัญหาความขัดแย้งในตะวันออกกลางเริ่มสะท้อนมากขึ้น โดยธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ชี้ว่า เศรษฐกิจไทยเดือน เม.ย. 2569 ชะลอตัวลงอย่างที่คาดไว้ จากผลกระทบสงครามตะวันออกกลาง ในทุกเครื่องชี้ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อทั่วไปเป็นบวกที่ 2.89% เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนที่ติดลบที่ 0.08% มาจากหมวดพลังงานเป็นสำคัญ ตามราคาขายปลีกน้ำมันที่เพิ่มขึ้น ด้านอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน มาจากการส่งผ่านต้นทุนราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้นในหมวดอาหารสำเร็จรูปและค่าโดยสารสาธารณะเป็นหลัก

ด้านดุลบัญชีเดินสะพัดในเดือน เม.ย. พลิกกลับมาขาดดุลที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ จากที่เกินดุลในเดือนก่อน หลัก ๆ มาจากการขาดดุลการค้า 6.8 พันล้านดอลลาร์ ตามมูลค่าการนำเข้าสินค้าที่เพิ่มขึ้น โดยเฉพาะน้ำมันดิบและชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ ส่วนดุลบริการ รายได้ และเงินโอนขาดดุล 0.8 พันล้านดอลลาร์ จากเกินดุลในเดือนก่อน จากรายรับภาคการท่องเที่ยวที่ลดลง

พาเหรดปรับจีดีพีตาม สศช.

โดยที่ผ่านมา หลายสำนักพยากรณ์เศรษฐกิจมีการปรับประมาณการจีดีพีปีนี้ดีขึ้น หลังจากตัวเลขไตรมาสแรกออกมาไม่แย่อย่างที่คาดไว้

เริ่มจาก “ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ที่ปรับประมาณการเศรษฐกิจไทยทั้งปีขึ้นมาที่ 2% จากเดิมคาดที่ 0.8-1.2% เนื่องจากจีดีพีไตรมาสแรกเติบโตสูงกว่าคาด และผลบวกจากพระราชกำหนดให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหาวิกฤตพลังงานและการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานของประเทศ พ.ศ. 2569 วงเงิน 4 แสนล้านบาท

ขณะที่ “วิจัยกรุงศรี” คาดว่า เศรษฐกิจไทยปี 2569 จะเติบโต 1.9% แม้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐจะช่วยพยุงการเติบโตในช่วงครึ่งหลังของปี แต่แรงกดดันจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ ความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าสหรัฐ ตลอดจนข้อจำกัดเชิงโครงสร้างภายในประเทศ จะทำให้แรงส่งของเศรษฐกิจโดยรวมอ่อนแอลงจากปีก่อน

โดยการส่งออกแม้ว่าจะขยายตัวได้ดีในไตรมาสแรก แต่มีแนวโน้มชะลอตัวในช่วงที่เหลือของปี จากอุปสงค์โลกที่อ่อนแรงลง ประกอบกับความเสี่ยงที่สหรัฐอาจเพิ่มความเข้มข้นของมาตรการภาษีนำเข้า

“ความตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยืดเยื้อ ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลก และปัญหาเชิงโครงสร้างจะยังคงเป็นแรงกดดันสำคัญต่อเศรษฐกิจไทยในระยะถัดไป”

จับตาไทยเสี่ยง “ขาดดุลแฝด”

ต่อมา “KKP Research” ปรับประมาณการเศรษฐกิจจาก 1.3% เป็น 1.9% จากตัวเลขเศรษฐกิจที่ออกมาดีกว่าคาด การลงทุนที่มีสัญญาณชัดเจนขึ้น และการออกมาตรการด้านการคลังเพื่อพยุงเศรษฐกิจ อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจไทยยังค่อนข้างอ่อนแอและมีความเสี่ยงที่จะได้รับผลกระทบจากสงครามต่อไป ขณะที่ในระยะปานกลางประเมินว่า ไทยมีความเสี่ยงจะเผชิญกับปัญหาขาดดุลแฝด ที่เรียกว่า Dual หรือ Twin Deficit คือขาดดุลการคลัง พร้อมกับการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งจะส่งผลต่อค่าเงิน

“TISCO ESU” เตือนพายุของจริง

ฟาก “ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้” (TISCO ESU) ปรับเพิ่มคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปีนี้ขึ้นเป็น 1.8% อานิสงส์จากไตรมาสแรกโตดีกว่าคาด และมาตรการ “ไทยช่วยไทยพลัส” แต่หั่นเป้าจีดีพีปีหน้าเหลือ 1.7% จากเดิมคาด 2.4% เนื่องจากผลของฐานที่สูงขึ้นและการหมดมาตรการกระตุ้นแบบชั่วคราวของภาครัฐ

“เมธัส รัตนซ้อน” หัวหน้าฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจ TISCO ESU กล่าวว่า แม้ตัวเลขเศรษฐกิจไตรมาสแรกจะดูดี แต่เมื่อเจาะลึกลงไปกลับพบสัญญาณความเปราะบางและการฟื้นตัวที่ไม่เท่าเทียม (K-Shaped Recovery) อย่างชัดเจน ด้าน “การส่งออก” แม้ภาพรวมจะขยายตัวดี โดยเฉพาะกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center แต่พบว่าดุลการค้าในไตรมาส 1 กลับมาติดลบเป็นครั้งแรกในรอบ 14 ไตรมาส สะท้อนว่าสินค้าหลายรายการเข้าข่ายเป็นสินค้าทางผ่าน (Transshipment) หรือแค่รับจ้างประกอบ

ขณะที่ “การลงทุนรวม” ที่ดูเหมือนจะเป็นพระเอกด้วยการเติบโต 9.9% ต่อปี จากการลงทุนภาคเอกชนที่โตถึง 10.1% สูงสุดในรอบ 3 ปีครึ่ง มาจากเงินลงทุนต่างชาติและการตื่นตัวเรื่อง AI

“ความจริงที่น่าตกใจ คือ มีจำนวนโรงงานที่ ‘ปิดกิจการ’ มากกว่า ‘เปิดใหม่’ เป็นครั้งแรกในรอบ 10 ไตรมาส โดยเฉพาะโรงงานขนาดเล็ก สวนทางกับโรงงานขนาดใหญ่และกลางที่ขยายกิจการ ภาพนี้ตอกย้ำว่า ธุรกิจดั้งเดิม (Traditional Industry) กำลังย่ำแย่ ขณะที่กลุ่มเทคโนโลยีขั้นสูง ซึ่งโดยมากเป็นรายใหญ่ มีเงินทุนมาก โตกระจุกตัว และยังได้อานิสงส์จากอุปสงค์โลกที่มีต่อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับ AI และ Data Center ที่ยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง”

สำหรับนโยบายแจกเงิน “ไทยช่วยไทยพลัส” TISCO ESU ประเมินว่า จะช่วยบวกจีดีพีได้ราว 0.3% ซึ่งมองว่าเป็นการประคองมากกว่ากระตุ้น และมีผลแค่ชั่วคราวเท่านั้น

“ขอเตือนว่าอย่าประมาท เพราะพายุของจริงกำลังจะโถมเข้ามา หากสงครามยืดเยื้อ ราคาน้ำมันอาจดีดขึ้นไปได้อีก 40-50% และเสี่ยงจะขาดแคลน นอกจากนี้ วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซยังส่งผลให้ปุ๋ยและเม็ดพลาสติกขาดตลาด ราคาอาหารจ่อจะปรับขึ้น ธุรกิจบางรายขาดของต้องหยุดผลิต ผู้คนเริ่มรัดเข็มขัดและลดรายจ่ายอย่างจริงจัง และอัตราการว่างงานเริ่มถีบตัวสูงขึ้น ดังนั้นต่อจากนี้จะเริ่มเห็นความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ”

นโยบายการเงิน “กระสุนด้าน”

ในแง่ของนโยบายการเงิน “เมธัส” มองว่า การลดดอกเบี้ยนโยบายอาจเป็นเพียง “กระสุนด้าน” ที่ไม่สามารถแก้ปัญหาที่เกิดจากฝั่งอุปทาน (Supply-Side) ได้ TISCO ESU จึงคาดว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ตลอดทั้งปีนี้ และมีความเสี่ยงที่ปีหน้าดอกเบี้ยอาจต้องกลับมาเป็น “ขาขึ้น” ตามทิศทางโลกและเงินเฟ้อที่ดื้อรั้น

“ค่าเงินบาท มองว่ามีแนวโน้มอ่อนค่า โดยในช่วง 3 เดือนข้างหน้า มีโอกาสแตะระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ นอกจากนี้ ยังมีความเป็นไปได้ที่ค่าเงินบาทนั้นอาจอ่อนค่าไปได้ไกลกว่าระดับ 34.0 บาทต่อดอลลาร์ โดยเฉพาะในกรณีที่ราคาน้ำมันพุ่งแรง (Spike) 40-50% ซึ่งอาจเกิดขึ้นได้หากสงครามยังหาข้อยุติไม่ได้”

แนวโน้มเงินบาทเสี่ยงอ่อนค่า

“ดร.กอบสิทธิ์ ศิลปชัย, CFA ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (ห้องค้ากสิกรไทย) ให้มุมมองว่า ปีนี้ภาพรวมดุลบัญชีเดินสะพัดไทยมีแนวโน้มอ่อนแอกว่าที่เคยประเมินไว้มาก จากแรงกดดันทั้งฝั่งดุลการค้าและดุลบริการ โดยดุลการค้าเดือน เม.ย. ขาดดุลสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ประกอบกับรายรับภาคท่องเที่ยวยังฟื้นตัวจำกัด ท่ามกลางความเสี่ยงสงครามและมาตรการลดวันพำนักฟรีวีซ่าที่อาจกดดันรายรับเพิ่มเติม โดยคาดว่านักท่องเที่ยวต่างชาติปีนี้จะอยู่ที่ราว 30 ล้านคน ลดลงจาก 35.5 ล้านคน และ 33 ล้านคนในปี 2567 และ 2568 ตามลำดับ”

นอกจากนี้ แนวโน้มการจ่ายปันผลให้นักลงทุนต่างชาติที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่องยังเป็นอีกปัจจัยที่ลดทอนแรงหนุนจากบัญชีเดินสะพัด โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทยปรับลดคาดการณ์ดุลบัญชีเดินสะพัดไทยปีนี้ เหลือเกินดุลเพียง 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเกินดุลสูงราว 16,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในปี 2568 และปรับลดลงจากประมาณการรอบก่อนที่คาดไว้ว่าจะเกินดุลราว 2,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

“ด้านค่าเงินบาท เรายังมองว่ามีความเสี่ยงอ่อนค่า แม้ระยะสั้น เงินบาทอาจแข็งค่าตามความกังวลสงครามที่คลี่คลายลง แต่การแข็งค่าอาจไม่ต่อเนื่อง เนื่องจากปัจจัยพื้นฐานในประเทศยังอ่อนแอ โดยเฉพาะดุลบัญชีเดินสะพัดที่ฟื้นตัวช้า เรายังคงเป้าหมายค่าเงินบาท ณ สิ้นปีนี้ที่ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ ขณะที่ในระยะสั้น คาดว่าเงินบาทจะเคลื่อนไหวในกรอบราว 32.00-33.00 บาทต่อดอลลาร์ และเหวี่ยงออกจากเป้าหมายได้บ้างจากปัจจัยภายนอกที่ไม่แน่นอนสูง”

แม้ว่าช่วงต้นปีเศรษฐกิจไทยดูเหมือนจะไม่แย่อย่างที่คิด แต่แนวโน้มในช่วงถัดไปต่างหาก คือโจทย์ท้าทายที่ต้องเตรียมการรับมือ