เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ไทย อันดับ 9 โลก เบอร์ 1 เอเชีย ปลายทาง ‘เกษียณอายุ’ ดีที่สุด
News ไทย อันดับ 9 โลก เบอร์ 1 เอเชีย ปลายทาง ‘เกษียณอายุ’ ดีที่สุด
FAST Auto Show 2026 กระตุ้นตลาด“รถใหม่-รถมือสอง” กระหน่ำโปรแรง ถึง 5 ก.ค.นี้ 
Automotive FAST Auto Show 2026 กระตุ้นตลาด“รถใหม่-รถมือสอง” กระหน่ำโปรแรง ถึง 5 ก.ค.นี้ 
อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
World อินโดนีเซีย ขาดดุลครั้งแรกในรอบ 6 ปี รูเปียห์อ่อน-น้ำมันแพง
“ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
Finance “ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
SUPALAI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี’ รายแรกในไทย
Real Estate SUPALAI ผนึก TOA เปิดตัวนวัตกรรม ‘ถังบำบัดน้ำล้างสี’ รายแรกในไทย
SC ผนึก SCB ดึงลูกค้า wealth ซื้อบ้านหรูพ่วงลงทุน ประเดิม “ซันเล เรสซิเดนเซส” โครงการแรก
Real Estate SC ผนึก SCB ดึงลูกค้า wealth ซื้อบ้านหรูพ่วงลงทุน ประเดิม “ซันเล เรสซิเดนเซส” โครงการแรก
พาณิชย์เชื่อมโยงกุ้ง-มะพร้าว ดันรับซื้อกุ้ง 2,000 ตัน ล็อตแรกส่งมะพร้าว 3 หมื่นลูกเข้าโรงงาน
Economic พาณิชย์เชื่อมโยงกุ้ง-มะพร้าว ดันรับซื้อกุ้ง 2,000 ตัน ล็อตแรกส่งมะพร้าว 3 หมื่นลูกเข้าโรงงาน
คอนเทนต์ไทยปัง DITP ปิดดีลญี่ปุ่น 231 คู่ ดันมูลค่าการค้าแตะ 118 ล้านบาท
Economic คอนเทนต์ไทยปัง DITP ปิดดีลญี่ปุ่น 231 คู่ ดันมูลค่าการค้าแตะ 118 ล้านบาท
ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,750 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (1 ก.ค. 69) ร่วงลง 350 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,750 บาท
เกษตรฯ ปั้น ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นำร่อง 2,000 ไร่ ปูทางขายคาร์บอนเครดิต
Economic เกษตรฯ ปั้น ‘ข้าวคาร์บอนต่ำ’ นำร่อง 2,000 ไร่ ปูทางขายคาร์บอนเครดิต
ดูทั้งหมด

ตลาดหลักทรัพย์ฯ มั่นใจเครื่องมือคุมผันผวนตลาดยังเอาอยู่ พร้อมงัดมาตรการพิเศษหากจำเป็น

09 มี.ค. 2569 | 17:39น.
SET ตลาดหลักทรัทย์

SET ตลาดหลักทรัทย์

ตลาดหลักทรัพย์ฯ ระบุระบบซื้อขายยังทำงานได้ตามปกติท่ามกลางความเสี่ยงจากสงครามตะวันออกกลาง เครื่องมือกำกับตลาดทั้ง Circuit Breaker-Dynamic Price Band-Ceiling & Floor ยังเพียงพอคุมความผันผวน ชี้สถานการณ์ความตึงเครียดในปัจจุบันยังไม่กระทบเศรษฐกิจโลกหมือนช่วงโควิด-19 พร้อมพิจารณามาตรการพิเศษเพิ่มเติมหากรุนแรงขึ้น ย้ำพื้นฐานตลาดหุ้นไทยแข็งแกร่ง เงินทุนต่างชาติยังไหลเข้ายังเป็นบวก 

นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดูแลเสถียรภาพของตลาดทุนท่ามกลางความผันผวนจากสถานการณ์สงครามตะวันออกกลาง กลไกของตลาดหลักทรัพย์ฯ ไทยยังคงทำงานได้ตามปกติ แม้ในช่วงปีครึ่งที่ผ่านมาโลกเผชิญเหตุการณ์ไม่คาดคิดหลายครั้ง หรือที่มักเรียกว่า “Black Swan Event” ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์ทางการเมือง ภัยธรรมชาติ หรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่ระบบการซื้อขายของตลาดยังสามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งหนึ่งในภารกิจสำคัญของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานให้สามารถรองรับความผันผวนได้อย่างราบรื่น (Seamless Infrastructure) ซึ่งที่ผ่านมาแม้ตลาดจะเผชิญความผันผวนสูง แต่กลไกการซื้อขายยังคงทำงานได้ตามปกติ

ในด้านมาตรการดูแลตลาด ปัจจุบันตลาดหลักทรัพย์ฯ มีเครื่องมือสำคัญ เช่น Circuit Breaker ที่กำหนดระดับการหยุดพักการซื้อขายไว้ที่ดัชนีปรับตัวลดลง 8%, 15% และ 20% ตามลำดับ รวมถึงมาตรการ Ceiling & Floor และ Dynamic Price Band ของหุ้นแต่ละตัว ซึ่งช่วยจำกัดความผันผวนในตลาด โดยในช่วงที่ผ่านมาแม้ตลาดมีความผันผวน แต่ยังไม่พบหุ้นขนาดใหญ่ที่เคลื่อนไหวเกินกรอบดังกล่าว สะท้อนว่ากลไกตลาดทุนไทยยังมีเสถียรภาพและทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามมาตรฐานสากล

โดยการใช้ Circuit Breaker ที่ระดับ 8% ซึ่งถูกนำมาใช้จริงในช่วงที่ผ่านมา มองว่าเป็นกลไกที่ทำงานได้เหมาะสม โดยในวันดังกล่าวตลาดหยุดพักการซื้อขายเพื่อให้นักลงทุนมีเวลาประเมินข้อมูลและสถานการณ์ ก่อนกลับมาซื้อขายอีกครั้ง และท้ายที่สุดดัชนีปิดตลาดลดลงประมาณ 4% เท่านั้น จึงถือว่ากลไกดังกล่าวช่วยลดความตื่นตระหนกในตลาดได้

แม้ปัจจุบันจะยังไม่มีแผนปรับระดับ Circuit Breaker แต่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ พร้อมประชุมพิจารณามาตรการเพิ่มเติมได้ตลอดเวลาหากจำเป็น โดยมาตรการดังกล่าวยังสอดคล้องกับตลาดต่างประเทศ เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ ที่ใช้ระดับ 8% เป็นจุดเริ่มต้นของ Circuit Breaker เช่นเดียวกัน

ทั้งนี้ ในกรณีเลวร้ายที่สุด หากดัชนีตลาดหุ้นปรับตัวลดลงถึงระดับ 20% จะมีการหยุดการซื้อขายนานถึง 1 ชั่วโมง ตามระบบ Circuit Breaker ที่มี 3 ระดับ ขณะเดียวกันยังมีกลไกอื่นประกอบ เช่น Dynamic Price Band และกรอบราคา Ceiling & Floor ของหุ้นรายตัว ซึ่งช่วยจำกัดความผันผวนในตลาดได้อีกชั้นหนึ่ง

นายอัสสเดชระบุว่า หากสถานการณ์รุนแรงจนถึงระดับดังกล่าว ปัญหาทางเศรษฐกิจหรือเหตุการณ์ภายนอกอาจมีความรุนแรงมากกว่าตัวตลาดทุนเอง อย่างไรก็ตาม มาตรการทั้งหมดของตลาดเคยผ่านการทดสอบมาแล้ว และสามารถบริหารจัดการสถานการณ์ได้ โดยมองว่าสถานการณ์ปัจจุบันยังไม่รุนแรงเท่าเมื่อเปรียบเทียบกับวิกฤตโควิด-19 เพราะในช่วงโควิดเศรษฐกิจทั่วโลกหยุดชะงักเกือบทั้งหมด ขณะที่สถานการณ์ปัจจุบันยังเป็นความเสี่ยงเฉพาะบางภูมิภาค

ในอดีตเคยมีกรณีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ ตัดสินใจปิดการซื้อขายชั่วคราว เช่น เหตุการณ์แผ่นดินไหวที่ส่งผลให้ประชาชนจำนวนมากในกรุงเทพฯ ต้องออกจากอาคารและอยู่บนท้องถนน ทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความไม่เท่าเทียมในการเข้าถึงระบบซื้อขาย เนื่องจากนักลงทุนบางส่วนไม่สามารถทำธุรกรรมได้ตามปกติ โดยในกรณีดังกล่าว คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ จึงตัดสินใจปิดตลาดในช่วงบ่ายของวันนั้น เพื่อป้องกันความไม่เป็นธรรมในการซื้อขาย ดังนั้นหากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบต่อความเป็นธรรมของตลาดหรือเสถียรภาพของระบบซื้อขาย

“คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ มีความพร้อมที่จะเรียกประชุมเพื่อพิจารณามาตรการเพิ่มเติมทันที แต่จากการประเมินสถานการณ์ของตลาดการเงินทั่วโลกในขณะนี้ ยังไม่พบสัญญาณว่าตลาดหุ้นจะเผชิญเหตุการณ์รุนแรงจนต้องใช้มาตรการพิเศษดังกล่าวในระยะนี้” นายอัสสเดชกล่าว

สำหรับแนวโน้มดัชนีตลาดหุ้นไทยในปีนี้ แม้มีปัจจัยใหม่จากความขัดแย้งระหว่างประเทศ แต่สัดส่วนการลงทุนของนักลงทุนแต่ละกลุ่มยังไม่ได้เปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ โดยตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังคงติดตามพฤติกรรมการซื้อขายของนักลงทุนอย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายบุคคล นักลงทุนสถาบัน หรือการใช้โปรแกรมเทรดดิ้ง เพื่อป้องกันพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาด

ด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ พบว่าสัดส่วนการถือครองหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติปรับเพิ่มขึ้นจากประมาณ 30% ในปีก่อน มาอยู่ที่ราว 37% ในปัจจุบัน สะท้อนว่าต่างชาติยังคงมีการลงทุนเชิงกลยุทธ์ในตลาดไทย แม้ในบางช่วงจะมีแรงขายระยะสั้น โดยข้อมูลล่าสุดตั้งแต่ต้นปียังคงเป็นเงินทุนไหลเข้าสุทธิ และในบางวันของความผันผวนสูง เช่น วันที่ตลาดใช้ Circuit Breaker ยังพบว่านักลงทุนต่างชาติกลับเข้าซื้อสุทธิในตลาด ซึ่งสะท้อนว่าการเคลื่อนไหวของเงินทุนยังมีทั้งจังหวะซื้อและขายตามภาวะตลาด

โดยเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดในภูมิภาค ตลาดทุนไทยยังมีปัจจัยพื้นฐานที่ช่วยรองรับความผันผวนได้ เช่น มูลค่าหุ้นที่ยังอยู่ในระดับเหมาะสม เสถียรภาพเศรษฐกิจไทยที่ค่อนข้างมั่นคง อัตราผลตอบแทนเงินปันผล (Dividend Yield) ที่อยู่ในระดับน่าสนใจ รวมถึงการซื้อหุ้นคืน (Treasury Stock) ของบริษัทจดทะเบียน ซึ่งช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ

อีกทั้งโครงสร้างตลาดหุ้นไทยยังมีความหลากหลายของอุตสาหกรรม ไม่ได้พึ่งพาอุตสาหกรรมใดอุตสาหกรรมหนึ่งมากเกินไป และไม่ได้อยู่ในภาวะฟองสบู่ของธีมการลงทุนใดเป็นพิเศษ เช่น เทคโนโลยีหรือ AI ขณะเดียวกัน ตลาดไทยยังเปิดกว้างต่อการลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งช่วยเพิ่มสภาพคล่องและความเชื่อมั่นในระยะยาว

ในประเด็นที่นักลงทุนตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับการซื้อขายในตลาดอนุพันธ์ช่วงที่ตลาดหุ้นยังไม่เปิดทำการ เช่น กรณีที่ดัชนีฟิวเจอร์สปรับตัวลงแรงก่อนตลาดหุ้นเปิด นายอัสสเดชชี้แจงว่า เป็นกลไกของผลิตภัณฑ์อนุพันธ์ที่สะท้อนมุมมองคาดการณ์ของนักลงทุนต่อเหตุการณ์ในอนาคต และเมื่อการซื้อขายในตลาดหุ้นเปิดจริง ราคามักปรับกลับเข้าสู่ระดับที่สอดคล้องกับตลาด

สำหรับมาตรการกำกับดูแลตลาดอนุพันธ์เพิ่มเติม เช่น การกำหนด Circuit Breaker รายผลิตภัณฑ์ ยังไม่เห็นความจำเป็นในขณะนี้ เนื่องจากตลาดอนุพันธ์ถูกออกแบบมาเพื่อใช้บริหารความเสี่ยงหรือทำ Hedging จากความผันผวนของตลาด

นายอัสสเดชกล่าวเพิ่มเติมว่า ราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้นเกิน 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลนั้น หากสถานการณ์ยืดเยื้ออาจส่งผลกระทบด้านพลังงาน อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาโครงสร้างการนำเข้าพลังงานของไทย พบว่าการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางมีสัดส่วนประมาณ 50% ของการนำเข้าทั้งหมด ขณะที่อีก 50% มาจากแหล่งอื่น เช่น ประเทศในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา หรือประเทศผู้ส่งออกอื่น ๆ รวมถึงก๊าซ LNG ที่มีสัดส่วนจากตะวันออกกลางเพียงประมาณ 10-20% เท่านั้น

ดังนั้น หากสถานการณ์ความขัดแย้งไม่ยืดเยื้อ ผลกระทบต่อภาคพลังงานของไทยอาจอยู่ในระดับจำกัด อย่างไรก็ตาม ราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วจำเป็นต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะอาจส่งผลต่อผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนบางกลุ่ม ขณะที่บางธุรกิจอาจได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่สูงขึ้น นอกจากนี้ยังต้องติดตามทิศทางค่าเงินดอลลาร์ ซึ่งการอ่อนค่าของดอลลาร์ก็อาจส่งผลต่อบริษัทจดทะเบียนในลักษณะที่แตกต่างกัน

นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังสนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนสื่อสารข้อมูลกับนักลงทุนอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดเหตุการณ์สำคัญ เพราะข้อมูลจากบริษัทจดทะเบียนถือเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินใจลงทุนของนักลงทุน

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า SET Index ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ปิดที่ระดับ 1,528.26 จุด เพิ่มขึ้น 15.3% จากเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 21.3% จากต้นปี โดยการปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นในเดือนกุมภาพันธ์ได้รับแรงหนุนจากกระแสเงินทุนไหลเข้าของนักลงทุนต่างประเทศ หลังความชัดเจนของผลการเลือกตั้งภายในประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพทางการเมืองของไทย ประกอบกับเศรษฐกิจไทยในไตรมาส 4 ปี 2568 ขยายตัวดีกว่าที่นักวิเคราะห์คาด โดย GDP ขยายตัว 2.5% สูงกว่าที่คาดไว้ราว 0.3% และมีปัจจัยที่น่าสนใจคือการลงทุนภาคเอกชนที่เติบโตถึง 6.5% ซึ่งสะท้อนสัญญาณการฟื้นตัวของการลงทุนในประเทศ แม้ยังต้องติดตามรายละเอียดจากผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนต่อไป

ปัจจัยต่างประเทศก็มีส่วนสนับสนุนบรรยากาศการลงทุน โดยศาลฎีกาสหรัฐมีคำวินิจฉัยว่าการใช้กฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA) เพื่อจัดเก็บภาษีนำเข้าในวงกว้างเกินขอบเขตอำนาจของประธานาธิบดี ส่งผลให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 122 ของ Trade Act of 1974 จัดเก็บภาษีนำเข้าจากทั่วโลกในอัตรา 10% ก่อนปรับขึ้นเป็น 15% ซึ่งถือว่ายังต่ำกว่าอัตราที่เคยใช้ภายใต้กฎหมาย IEEPA โดยหลายประเทศ เช่น สิงคโปร์ และสหราชอาณาจักร อยู่ในระดับเดียวกัน ทำให้การแข่งขันด้านภาษีอยู่ในระดับใกล้เคียงกัน ขณะที่สินค้าส่งออกของไทยจำนวนหนึ่งยังได้รับการยกเว้นภาษี จึงทำให้ไทยยังคงได้เปรียบเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งอย่างเวียดนามและมาเลเซีย

ดัชนีอุตสาหกรรมทุกกลุ่มในตลาดหุ้นไทยปรับเพิ่มขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ โดยเฉพาะหุ้นขนาดใหญ่ในดัชนี MSCI Thailand อย่างไรก็ตาม ในช่วงปลายเดือนสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงและมีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้นักลงทุนเข้าสู่ภาวะ Risk-off ลดการถือครองสินทรัพย์เสี่ยงและโยกเงินไปสู่สินทรัพย์ปลอดภัย ทำให้ตลาดมีความผันผวนเพิ่มขึ้น โดยตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเผชิญความผันผวนในระยะสั้น แต่จากประสบการณ์ในอดีต SET Index มักแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการฟื้นตัวได้ค่อนข้างเร็วจากเหตุการณ์วิกฤตต่าง ๆ และตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังมีมาตรการรองรับความผันผวนของตลาดที่พร้อมนำมาใช้หากจำเป็น เพื่อให้ผู้ลงทุนมีเวลาในการประเมินข้อมูลก่อนตัดสินใจลงทุน

ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมของตลาดหลักทรัพย์ฯ และตลาด mai อยู่ที่ 72,999 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่งผลให้ในช่วงสองเดือนแรกของปี 2569 มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยรายวันรวมอยู่ที่ 59,748 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 32.6% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่นักลงทุนต่างประเทศซื้อสุทธิในเดือนกุมภาพันธ์ 54,560 ล้านบาท ซึ่งเป็นการซื้อสุทธิต่อเนื่องตั้งแต่เดือนธันวาคม 2568 และตั้งแต่ต้นปีถึงสิ้นเดือนกุมภาพันธ์มีการซื้อสุทธิรวม 58,905 ล้านบาท

โดยผู้ลงทุนต่างประเทศมีสัดส่วนมูลค่าการซื้อขายสูงสุดที่ 51.74% ของมูลค่าการซื้อขายรวม ขณะที่ผู้ลงทุนรายย่อยในประเทศมีสัดส่วน 32.79% ส่วนผู้ลงทุนสถาบันในประเทศและบริษัทหลักทรัพย์มีสัดส่วน 8.79% และ 6.68% ตามลำดับ

ด้านมูลค่าพื้นฐานของตลาด Forward P/E ณ สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 อยู่ที่ 16.0 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดหุ้นเอเชียที่ 15.1 เท่า ขณะที่ Historical P/E อยู่ที่ 17.1 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยเอเชียที่ 18.6 เท่า ส่วนอัตราเงินปันผลตอบแทนอยู่ที่ 3.68% สูงกว่าค่าเฉลี่ยตลาดเอเชียที่ 2.67%

ในด้านกระแสเงินทุนต่างชาติ เดือนกุมภาพันธ์มีเงินไหลเข้าสุทธิประมาณ 1.7 พันล้านดอลลาร์ ทำให้ไทยเป็นหนึ่งในตลาดที่มีเงินทุนไหลเข้าสูงเป็นอันดับสองในกลุ่มประเทศที่ติดตาม รองจากไต้หวัน สะท้อนว่าตลาดหุ้นไทยเคยอยู่ในภาวะ Undervalue ในช่วงที่ผ่านมา และเริ่มมีปัจจัยสนับสนุนทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง

สำหรับสถานการณ์ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง นักเศรษฐศาสตร์ประเมินว่าผลกระทบต่อเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอาจเกิดขึ้นผ่าน 3 ช่องทางหลัก ได้แก่ ราคาน้ำมัน เงินเฟ้อ และการหยุดชะงักของระบบขนส่งหรือการท่องเที่ยว โดยราคาน้ำมันที่ปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม เพราะไทยเป็นประเทศนำเข้าน้ำมัน ขณะเดียวกันตลาดหุ้นไทยมีสัดส่วนหุ้นกลุ่มพลังงานค่อนข้างสูง จึงอาจมีทั้งบริษัทที่ได้รับผลกระทบจากต้นทุนพลังงาน และบริษัทที่ได้รับประโยชน์จากราคาพลังงานที่ปรับขึ้น

อีกประเด็นหนึ่งคือผลกระทบผ่านเงินเฟ้อ เนื่องจากพลังงานเป็นต้นทุนสำคัญของการผลิต หากราคาพลังงานเพิ่มขึ้นอาจทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัว ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายดอกเบี้ยในอนาคต อย่างไรก็ตามการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายก่อนหน้านี้ถือเป็นปัจจัยสนับสนุนตลาดทุนและช่วยรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นในช่วงที่มีเหตุการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ ส่วนผลกระทบต่อการขนส่งและการท่องเที่ยวอาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยงด้านการบินหรือเส้นทางขนส่งระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตามประเทศไทยผ่านช่วงไฮซีซั่นด้านการท่องเที่ยวไปแล้ว จึงช่วยลดความเสี่ยงในระยะสั้นได้บางส่วน

ทั้งนี้ แม้ในช่วงต้นเดือนมีนาคมจะเริ่มเห็นแรงขายจากนักลงทุนต่างชาติราว 13,000 ล้านดอลลาร์ แต่ยังถือว่าไม่มากเมื่อเทียบกับเงินทุนที่ไหลเข้าในช่วงก่อนหน้า และเมื่อเทียบกับระดับดัชนีตั้งแต่ต้นปี ตลาดหุ้นไทยยังคงให้ผลตอบแทนเป็นบวก โดยนับตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ความตึงเครียดล่าสุด ดัชนีปรับลดลงประมาณ 10.5% แต่ยังให้ผลตอบแทนบวกประมาณ 8.5% จากต้นปี และถือเป็นตลาดที่ปรับตัวดีเป็นอันดับสามในภูมิภาค รองจากเกาหลีใต้และไต้หวัน