สันติธาร ชี้ไทยเผชิญวิกฤตปากท้อง ชู 5T พร้อมลงทุนรับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึง
‘สันติธาร’ ชี้เศรษฐกิจไทยเผชิญวิกฤตปากท้อง เจอ 3 มรสุมใหญ่ ชู 5T พร้อมลงทุนเสริมแกร่งเศรษฐกิจ รับความเสี่ยงที่คาดไม่ถึงในอนาคต
นายสันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับปัญหากับคลื่นความผันผวนของโลก (Global Shock Wave) ที่ถาโถมเข้ามาอย่างต่อเนื่องอย่างน้อย 3 ระลอกใหญ่ ได้แก่
ระลอกที่ 1 วิกฤตราคาพลังงาน เป็นระยะแรกที่ไทยกำลังเผชิญจากการปรับตัวสูงขึ้นของราคาน้ำมันและพลังงานทั่วโลก
ระลอกที่ 2 ปัญหาเงินเฟ้อ จากราคาพลังงานที่พุ่งสูงขึ้น ส่งผลต่อราคาปุ๋ยเคมี พลาสติก อาหาร และโลจิสติกส์ และกระทบถึงค่าครองชีพที่สูงขึ้น SMEs แบกต้นทุนสูง และคนทำงานรู้สึกมีเงินในกระเป๋าน้อยลง
ระลอกที่ 3 กำลังซื้อตกต่ำ จะส่งผลให้ยอดการส่งออกที่เคยเติบโตเริ่มแผ่วลง การจับจ่ายภายในประเทศลดถอย และกระทบถึงภาคการท่องเที่ยว ไฟลต์บินลดลง นักท่องเที่ยวหดหาย การลงทุนต่าง ๆ เป็นไปอย่างระมัดระวังมากขึ้น
นายสันติธารกล่าวว่า สิ่งที่เราต้องทำวันนี้ ไม่ใช่การคาดการณ์วิกฤตการเงินที่รุนแรง หรือเงินเฟ้อที่พุ่งสูงแตะ 2 หลัก แต่เราต้องรับมือกับวิกฤตปากท้องที่กระทบไปถึงโต๊ะอาหารของทุกครัวเรือน ซึ่งทั้งภาคครัวเรือนและภาคธุรกิจไม่ได้รับมือกับวิกฤตในฐานะผู้ที่แข็งแกร่ง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยโตต่ำกว่า 3% ตั้งแต่ช่วงโควิด-19 หนี้ครัวเรือนสูง 87% ต่อจีดีพี และ SMEs เผชิญกับปัญหาการเข้าถึงสินเชื่อ
“พูดให้ชัดคือ ถ้าคุณเป็นคนที่มีรายได้ปานกลาง ทั้งราคาพลังงานกับราคาอาหารคือก้อนใหญ่ที่ต้องจ่ายทุกเดือน เมื่อราคาน้ำมันแพงขึ้นสัก 1 ดอลลาร์/บาร์เรล มันจะส่งผลถึงราคาก๊าซหุงต้ม ค่าอาหาร และทำให้ SMEs ต้องเผชิญกับแรงบีบ 2 ด้าน คือต้นทุนสูง และยอดขายน้อย ในขณะที่ธุรกิจใหญ่อาจจะรับมือกับปัญหาได้นานกว่า” นายสันติธารกล่าว
นอกจากนี้ นายสันติธารยังชี้ว่าโลกกำลังเปลี่ยนจากยุคที่เน้นประสิทธิภาพและราคาถูก ไปสู่โลกที่เน้น “ความมั่นคงเป็นหลัก” นานาชาติจะให้ความสำคัญกับความมั่นคงด้านพลังงาน อาหาร เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทานมากขึ้น แม้ว่าสินค้าเหล่านั้นอาจจะไม่ได้มีราคาถูกที่สุดก็ตาม
ทั้งนี้ เพื่อให้ประเทศไทยไม่เพียงแค่รอดพ้นจากวิกฤต แต่สามารถปรับตัวสู่โลกใหม่ได้ กระทรวงการคลังจึงใช้แนวคิด 5T ในการออกแบบนโยบายคือ
1.Target พุ่งเป้าช่วยเหลือคนฐานราก และผู้ประกอบการ SMEs อย่างล่าสุด โครงการไทยช่วยไทยพลัส ที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพที่สูงขึ้น
2.Transition ใช้โอกาสนี้เร่งเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยเฉพาะภาคขนส่งและโลจิสติกส์ รวมถึงลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานเพื่อปิดจุดอ่อนเดิมของประเทศ
3.Transform ดึงดูดนักลงทุนที่มองหาพื้นที่ปลอดภัยมาสร้างเครือข่ายการผลิตในประเทศ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่คนไทยและ SMEs
“เมื่ออุตสาหกรรมใดเข้ามาลงทุนในไทย ไทยจะต้องพร้อมเติบโตไปกับอุตสาหกรรมนั้น ๆ ได้ แรงงานไทยจะต้องได้พัฒนาสกิลใหม่ และ SMEs ไทยก็ต้องได้โอกาสใหม่ โดยเป้าหมายไม่ใช่แค่ตัวเลขจีดีพีที่สูงขึ้น แต่ต้องได้โอกาสที่ดีขึ้น อาชีพที่ดีกว่า และคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทย” นายสันติธารกล่าว
4.Transparent ทุกโครงการต้องตรวจสอบได้และโปร่งใส โดยการนำระบบดิจิทัลเข้ามาช่วยบริหารจัดการ อย่างที่เห็นจากการที่มูดีส์ปรับมุมมองจากลบเป็นมีเสถียรภาพ ก็ถือเป็นสัญญาณว่านโยบายของไทยมาถูกทา’ พร้อมรับมือกับวิกฤตที่อาจเกิดในอนาคต
5.Together ย้ำว่าต้องอาศัยความร่วมมือจากทั้งภาครัฐ เอกชน สถาบันการเงิน แรงงาน และคนทุกวัย เพื่อเปลี่ยนวิกฤตครั้งนี้ให้เป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับประเทศ ให้ไทยกลับมาแข็งแกร่งบนเวทีโลก
“ในช่วงไม่กี่ปีมานี้ ผมทำงานกับธุรกิจและแรงงานทั้งในและต่างประเทศ สิ่งที่ผมพบคือพวกเขาไม่ได้กลัว แต่กังวลถึงสิ่งที่คาดไม่ถึงในอนาคต พวกเขาอยากรู้ว่าไทยมีทิศทางที่ถูกต้อง และคนในประเทศต้องเชื่อมั่นในอนาคตของตัวเอง ความท้าทายตอนนี้ไม่ใช่แค่อยู่รอดไป 1-2 เดือน แต่ต้องรับมือกับอนาคตที่คาดไม่ถึงได้”
นายสันติธารกล่าว และว่า นอกจากต้องรับมือกับวิกฤตแล้ว จะต้องลงทุนเพื่อเตรียมรับมือกับวิกฤตในอนาคตด้วย