หุ้นโลกถูกกดดันหนัก-กลุ่ม “เทคฯ-AI” ร่วงแรง จับตา กนง. ตัดสินใจดอกเบี้ยบ่ายนี้ (24 มิ.ย.)
หุ้น ตลาดหุ้น
บล.เอเซีย พลัส ชี้หุ้นโลกร่วงแรง ผวาดีมานด์ AI หด-หวั่นประธานเฟดดำเนินนโยบาย “Hawkish” เผยปันผล “VAYU1” สกัดฤทธิ์ Window Dressing จับตา กนง. คงดอกเบี้ยบ่ายนี้ (24 มิ.ย.) ชูกลยุทธ์สู้ผันผวน BBL-CPF-CPN
รายงานจากบริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยประเมินภาพรวมการลงทุนโลกกำลังเผชิญความผันผวน แม้ว่าราคาน้ำมันดิบ BRENT จะย่อตัวลงราว 1.1% แตะ 77.1 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล จากความตึงเครียดของสงครามสหรัฐ-อิหร่านที่ลดลง และการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซที่ทยอยกลับมาเป็นปกติมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม ตลาดหุ้นโลกถูกกดดันอย่างหนักจากหุ้นในกลุ่มเทคโนโลยีและ AI ที่ร่วงลงแรง โดยเฉพาะกลุ่มหน่วยความจำ (MEMORY) เช่น KIOXIA, MICRON, SK HYNIX และ SAMSUNG ที่ดิ่งลงถึง 12-15% ภายในวันเดียว สาเหตุหลักมาจากข่าวที่ SK HYNIX ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ชะลอการผลิตชิป HBM4 ชั่วคราว
ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าดีมานด์ในกลุ่ม AI อาจเริ่มชะลอตัวลง ผนวกกับการเกิดปรากฏการณ์บังคับขาย (Forced Liquidation) ของผลิตภัณฑ์ Leveraged ETFs ในเกาหลีใต้ที่ซ้ำเติมให้ราคาหุ้นร่วงแรงยิ่งขึ้น โดยตลาดกำลังจับตาการประกาศผลประกอบการของ MICRON ในคืนนี้ เพื่อประเมินทิศทางที่ชัดเจนของดีมานด์ AI โลกต่อไป
นอกจากนี้ ธนาคารกลางสหรัฐ (FED) นำโดยประธานคนใหม่ยังคงส่งสัญญาณดำเนินนโยบายการเงินแบบเข้มงวด (Hawkish) อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงในการกดดันสภาพคล่องของตลาดโลก ขณะที่ทางด้านดัชนี MSCI ได้ประกาศเลื่อนการพิจารณาลดสถานะตลาดหุ้นอินโดนีเซียไปเป็นเดือน พ.ย. 69 ซึ่งประเด็นนี้อาจทำให้เม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ที่เคยเก็งกำไรไหลเข้าตลาดหุ้นเกิดใหม่ (EM) อย่าง อินเดีย เวียดนาม รวมถึงไทย ถูกเทขายทำกำไรในระยะสั้นได้
จับตา กนง.คงดอกเบี้ย 1%-บาทเสี่ยงอ่อนค่าจากดุลการค้า
สำหรับปัจจัยในประเทศ วันนี้ (24 มิ.ย.) ตลาดและนักวิเคราะห์ฟันธง 100% ว่าที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะมีมติ “คง” อัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ที่ 1.00% ซึ่งคาดว่าตลาดหุ้นได้รับรู้ข่าวนี้ไปแล้ว
แต่สิ่งที่ต้องระวังคือการประกาศตัวเลขการค้าระหว่างประเทศในวันพรุ่งนี้ (25 มิ.ย.) แม้คาดว่าการส่งออกเดือน พ.ค. 69 จะขยายตัวได้ดีที่ 12.7% แต่การนำเข้ามีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 36.3% ส่งผลให้ดุลการค้าของไทยเสี่ยงขาดดุลอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะเป็นปัจจัยฉุดรั้งการเติบโตของ GDP และกดดันให้กระแสเงินทุนไหลออก ส่งผลให้เงินบาทมีแนวโน้มอ่อนค่าในช่วงนี้
ปิดตำนาน Window Dressing เหตุผวากองทุน VAYU1 ปรับพอร์ตจ่ายปันผล
สำหรับทิศทางตลาดหุ้นไทย (SET Index) ที่ย่อตัวลงแรงจนหลุด 1,600 จุดในช่วงครึ่งเดือนหลังนี้ ฝ่ายวิจัยชี้ว่าเกิดจากการขาดแรงสนับสนุนจากสถาบัน และ “ฤทธิ์ของ Window Dressing ที่ถูกสะกด”
สาเหตุสำคัญมาจากความกังวลของตลาดที่มีต่อกองทุนวายุภักษ์ 1 (VAYU1) ซึ่งเป็นกองทุนขนาดใหญ่ระดับ 1.71 แสนล้านบาท ที่กำลังเข้าสู่ช่วงเตรียมสภาพคล่องเพื่อจ่ายเงินปันผลรอบครึ่งปี (ประเมินว่าอาจต้องใช้เม็ดเงินระดับหลายพันล้านบาท) ปัจจุบันกองทุน VAYU1 มีเงินสดในมือเพียง 1.46% และมีพอร์ตการลงทุนกระจุกตัวอยู่ใน 5 หุ้นขนาดใหญ่ (Big Cap) สูงถึง 52.1% ของพอร์ต
ได้แก่ SCB, PTT, DELTA, GULF และ ADVANC ทำให้นักลงทุนเกิดความกังวลว่าอาจมีแรงเทขายหรือการปรับพอร์ตล่วงหน้าจากกองทุนเพื่อเตรียมเงินสด ซึ่งปัจจัยนี้ได้เข้าไปกดดันหุ้นขนาดใหญ่ที่เป็นแกนนำของ SET Index และลดทอนแรงซื้อทำ Window Dressing ในช่วงปลายงวดไปโดยปริยาย
กลยุทธ์การลงทุน : หลบความผันผวนเข้าหุ้นปันผล-Value ชู BBL-CPF-CPN เพื่อรับมือกับความผันผวน
บล.เอเซีย พลัส แนะนำให้นักลงทุนเน้นตั้งรับในหุ้น 2 กลุ่มหลัก ได้แก่ :
-กลุ่มปันผลสูง (High Yield) : BBL, KBANK, TTB และ KTB
-กลุ่มคุณค่าที่ราคา Laggard : BDMS, CPF, SIRI และ THAI
นอกจากนี้ ยังสามารถเก็งกำไรในหุ้นที่ได้ประโยชน์จากเงินบาทอ่อนค่า เช่น กลุ่มส่งออก (DELTA, HANA, KCE, TU, CPF, ITC) และกลุ่มท่องเที่ยว (MINT, CENTEL, BDMS) โดยกำหนดให้หุ้น BBL, CPF และ CPN เป็นหุ้นเด่น (Prime Picks) ประจำวัน