เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สันติธาร แนะลงทุนกับ ‘เสถียรภาพ’ ยุค ‘เงินง่าย’ ของโลกอาจจบไปแล้ว

26 มิ.ย. 2569 | 11:37น.

ผช.รมว.คลัง แนะต้องกล้าลงทุนกับเสถียรภาพเศรษฐกิจ กล้ายกระดับประเทศในโลกที่ผันผวน มองยุค “เงินง่าย” ดอกเบี้ยต่ำ สภาพคล่องล้นระบบของโลกอาจจบไปแล้ว

สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง แสดงทัศนะชวนมองไปข้างหน้าเรื่องเสถียรภาพเศรษฐกิจในโลกที่ผันผวน

สันติธารบอกว่า ช่วงนี้ทุกเช้าเราต้องลุ้นข่าวโลกกันใหม่ว่า สงครามและความขัดแย้งจะคลี่คลายลงจริงหรือไม่

วันหนึ่งตลาดเริ่มโล่งใจ ราคาน้ำมันปรับลง นักลงทุนเริ่มหวังว่าสถานการณ์อาจไม่ลุกลาม

แต่อีกวันก็มีข่าวใหม่ที่ทำให้ความกังวลกลับมา โดยเฉพาะความเสี่ยงต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญอย่างช่องแคบฮอร์มุซ

นี่คือโลกแห่งความไม่แน่นอนที่เราอาจต้องอยู่กับมันไปอีกระยะใหญ่

แต่วันนี้ผมอยากชวนมองไปข้างหน้าว่า

แม้สงครามบางจุดอาจค่อย ๆ คลี่คลายลง ภัยเศรษฐกิจยังไม่ได้จบตามไปด้วย

เพราะยุค “เงินง่าย” ของโลกอาจจะจบไปแล้ว

โดย “เงินง่าย” ในที่นี้หมายถึงยุคที่ตลาดโลกคุ้นเคยกับดอกเบี้ยต่ำ เงินทุนราคาถูก และสภาพคล่องล้นระบบ

ในโลกแบบนั้น หลายบริษัท หลายประเทศ และหลายโครงการสามารถเติบโตได้ง่ายขึ้น เพราะต้นทุนเงินถูก นักลงทุนพร้อมรับความเสี่ยงมากขึ้น และเงินทุนไหลไปหาผลตอบแทนแทบทุกที่

แต่วันนี้เราอาจมาถึงจุดเปลี่ยนสำคัญ..

แม้ราคาน้ำมันจะปรับลดลงจากความหวังว่าสงครามอาจไม่ลุกลาม แต่สัญญาณจากธนาคารกลางสหรัฐสะท้อนว่าดอกเบี้ยขาลงอาจจะจบไปแล้ว และต่อไปอาจกลายเป็นขาขึ้นด้วยซ้ำ

ญี่ปุ่นเองก็เริ่มออกจากยุคดอกเบี้ยต่ำ ขณะที่หลายประเทศกำลังพัฒนายังต้องเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อ ค่าเงินผันผวน และเงินทุนเคลื่อนย้าย

โลกหลังจากนี้อาจเป็นโลกที่เงินทุนแพงขึ้น เลือกมากขึ้น และไหลเร็วขึ้น

“เสถียรภาพเศรษฐกิจมหภาค” กลายเป็นสิ่งที่มีค่ามากขึ้น

เพราะในโลกการเงินที่เงินไหลเร็ว หากประเทศใดถูกมองว่าเปราะบาง เงินทุนไหลออกอาจทำให้ค่าเงินผันผวนรุนแรง จนธนาคารกลางอาจถูกบีบให้ต้องขึ้นดอกเบี้ยเพื่อปกป้องเสถียรภาพ แม้เศรษฐกิจในประเทศอาจยังไม่พร้อมรับดอกเบี้ยสูง

ผลสุดท้ายคือประเทศนั้นอาจเสีย “พื้นที่ในการดำเนินนโยบาย” ไปโดยไม่ทันตั้งตัว

สำหรับประเทศไทย เราควรมองเรื่องนี้อย่างสมดุล

ด้านหนึ่ง ต้องยอมรับว่าไทยอยู่ในสถานะที่ดีกว่าหลายประเทศ

เราไม่ได้พึ่งพาเงินทุนต่างประเทศระยะสั้นมากเกินไป มีเงินทุนสำรองระหว่างประเทศในระดับสูง ระบบการเงินยังมีความแข็งแรง และค่าเงินบาทแม้ผันผวนตามโลก แต่ไม่ได้อยู่ในกลุ่มเปราะบางรุนแรง

จุดแข็งเหล่านี้ช่วยให้ไทยมีพื้นที่ทางนโยบาย และไม่เสี่ยงต่อวิกฤตการเงินแบบที่หลายประเทศกังวล

เราควรเห็นคุณค่าของจุดแข็งนี้

แต่ในขณะเดียวกัน เราต้องไม่ประมาท

เพราะการไม่มีวิกฤตการเงิน ไม่ได้แปลว่าเราไม่มีวิกฤตปากท้อง
และความมั่นคงทางการเงิน ไม่ได้แปลว่าเรามีความมั่นคงทางพลังงาน

เสมือนคนที่อาจมีภูมิคุ้มกันดีไม่ป่วยง่าย ก็ไม่ได้แปลว่าจะหัวเข่าจะแข็งแรงและไม่มีโรคประจำตัวอื่น

ไทยอาจมีเสถียรภาพทางการเงินที่ดี แต่เรายังมีความเปราะบางด้านพลังงานสูง

เมื่อราคาพลังงานโลกผันผวน ผลกระทบจึงส่งผ่านมาหลายชั้น ทั้งค่าครองชีพ ต้นทุนผู้ประกอบการ กำลังซื้อ การขาดดุลการค้า และภาระทางการคลัง

ดังนั้น โจทย์สำคัญในการรักษาเสถียรภาพของประเทศจึงไม่ใช่แค่การรักษาวินัยทางการคลัง การเงิน หรือดูแลค่าเงินเท่านั้น แต่ต้องรีบซ่อมความเปราะบางด้านพลังงาน ทางพลังงานอย่างเร่งด่วนด้วย

นอกจากนี้การคิดแค่ “เกมรับ” อย่างเดียวก็ไม่พอ

เพราะในโลกที่ดอกเบี้ยสูงขึ้น นักลงทุนไม่ได้ถามแค่ว่าประเทศไหนปลอดภัย แต่ดูด้วยว่าประเทศไหนมีศักยภาพการเติบโตทางเศรษฐกิจ และมีทิศทางนโยบายที่ชัดเจน

ในอดีต หากเทียบกับหลายประเทศกำลังพัฒนา ไทยมักถูกมองว่ามีจุดเด่นด้านเสถียรภาพ แต่จุดอ่อนคือเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ยังไม่แรงพอ

พูดง่าย ๆ คือ เราเป็นประเทศที่ “ปลอดภัย” แต่ “โตช้า”

และในโลกที่นักลงทุนช่างเลือกมากขึ้น “ปลอดภัยแต่โตช้า” อาจไม่พอ

นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราต้องใช้จังหวะนี้ยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ

วันนี้ประเทศไทยเริ่มได้รับความสนใจจากการลงทุนใหม่ในหลายอุตสาหกรรมแห่งอนาคต ส่วนหนึ่งเพราะโลกกำลังจัดวางห่วงโซ่อุปทานใหม่ และไทยมีโอกาสเป็นเศรษฐกิจที่เชื่อมโยงการลงทุน เทคโนโลยี ตลาด และภูมิภาคเข้าด้วยกัน

นี่คือจังหวะสำคัญที่จะดึงการลงทุนเข้าประเทศเพื่อสร้างเครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ (Growth Engine) และไม่เพียงดึงดูดแต่เม็ดเงิน

แต่ต้องให้การลงทุนนั้นสร้างทักษะใหม่ให้คนไทย และจะเชื่อมโยงกับ SMEs และ Supply Chain ในประเทศ เพื่อให้การลงทุนนั้นช่วยยกระดับเศรษฐกิจไทยได้จริง

และเกมรุกที่ดีนี้จะเกิดขึ้นได้ ประเทศไทยต้องเล่นเป็นทีมมากขึ้น

คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชนเพื่อแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ (กรอ.) ที่เพิ่งได้ตั้งไปนี้จึงต้องเป็น Platform ที่ช่วยให้รัฐและเอกชนเล่นเป็น “ทีมไทยแลนด์” ร่วมกัน เห็นเป้าหมายเดียวกัน

และต้องเป็นกลไกขับเคลื่อนการ “ลงมือทำจริง”

ถ้าเปรียบประเทศไทยเหมือนทีมฟุตบอล เราต้องมีทั้งเกมรับและเกมรุก ทีมที่ดีไม่ได้ชนะด้วยเกมรับอย่างเดียว ประเทศก็เช่นกัน

ในโลก “เงินง่าย” ประเทศอาจพออยู่ได้ด้วยเงินถูกและการเติบโตแบบเดิม

แต่ในโลก “เงินแพง” ประเทศจะถูกวัดจากความสามารถในการลงทุนให้เกิดอนาคต

ประเทศไทยอาจมีเสถียรภาพด้านการเงินเป็นจุดแข็งสำคัญ แต่ก็ไม่ควรทำให้เราประมาทจนลืมจุดอ่อนเช่น ความมั่นคงด้านพลังงาน

ในขณะเดียวกันก็ไม่ควรพอใจแค่การมีเสถียรภาพ แต่ขาดโอกาสแห่งการเติบโต

เสถียรภาพควรเป็นฐานให้เรากล้าลงทุน กล้าปรับตัว และกล้ายกระดับประเทศ

ยุค “เงินง่าย” ของโลกอาจจบไปแล้ว

แต่โอกาสของไทยจะจบลง หรือเพิ่งเริ่มต้น ขึ้นอยู่กับว่าว่าทีมไทยแลนด์จะร่วมมือกันผสมเกมรับและเกมรุก เพื่อให้ประเทศไทยกลับมาโดดเด่นในเวทีโลกที่กำลังเปลี่ยนได้อย่างไร