“ทรีนีตี้” ประเมินหุ้นไทยไตรมาส 3 ปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้าย แนะจับตา 4 ความเสี่ยงสำคัญ
บล.ทรีนีตี้
“ทรีนีตี้” ประเมินทิศทางการลงทุนไตรมาส 3 ปี 2569 ตลาดหุ้นโลก-หุ้นไทยอยู่ในช่วงปลายของรอบขาขึ้น ชี้มีโอกาสเดินหน้าสู่ “Final Push” ก่อนเผชิญจุดเปลี่ยนจากนโยบายการเงิน “เฟด” แนะจับตา 4 ปัจจัยเสี่ยงสำคัญที่อาจกระทบตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง
นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการอาวุโส ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด เปิดเผยว่า ประเมินทิศทางการลงทุนในไตรมาส 3 ปี 2569 คาดว่าตลาดหุ้นทั่วโลกรวมถึงตลาดหุ้นไทยมีแนวโน้มเดินหน้าสู่ช่วงปลายของรอบขาขึ้น (Late-cycle Rally) และอาจเป็นช่วง “Final Push” หรือการปรับตัวขึ้นระลอกสุดท้ายของวัฏจักรการฟื้นตัวที่เริ่มต้นตั้งแต่ต้นปี ก่อนที่ตลาดจะเผชิญแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (Fed)

ตลาดได้ทยอยรับรู้ปัจจัยบวกไปมากแล้ว ทั้งการคลี่คลายความตึงเครียดในตะวันออกกลาง และการที่อัตราดอกเบี้ยนโยบายของประเทศหลักยังอยู่ในระดับต่ำ อย่างไรก็ตาม หากผลกระทบจากสงครามเริ่มส่งผ่านไปยังราคาสินค้าและบริการ จนทำให้อัตราเงินเฟ้อเร่งตัวมากกว่าคาด หรือในกรณีเลวร้ายที่ Fed ต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายภายในสิ้นปี อาจเป็นสัญญาณบ่งชี้ถึงการสิ้นสุดรอบขาขึ้นของตลาดหุ้นโลก
ในระยะสั้น มองว่าบรรยากาศการลงทุนยังเป็นบวก เนื่องจากนักลงทุนได้สะท้อนความคาดหวังต่อการขึ้นดอกเบี้ยของ Fed ไปเกือบทั้งหมดแล้ว หาก Fed ยังไม่ปรับขึ้นดอกเบี้ยตามที่ตลาดคาดเชื่อว่าตลาดหุ้นทั่วโลกยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อในไตรมาสนี้ ประกอบกับระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) โดยรวมยังไม่แพงเกินไป และกำไรบริษัทจดทะเบียนยังมีแนวโน้มถูกปรับประมาณการเพิ่มขึ้น
จากการศึกษาข้อมูลย้อนหลังตั้งแต่ปี 1990 พบว่า ตลาดหุ้นโลกและตลาดหุ้นไทยมักปรับตัวขึ้นในช่วงสุดท้าย ก่อนที่ Fed จะเริ่มวัฏจักรการขึ้นดอกเบี้ยครั้งแรก ซึ่งคาดว่าอาจเกิดขึ้นในช่วงปลายปีนี้
นายณัฐชาตกล่าวว่า สำหรับตลาดหุ้นไทย จะได้อานิสงส์จากแรงหนุนต่อโดยเฉพาะหุ้นกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ที่ยังมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่งจากการส่งออกที่เติบโตต่อเนื่อง และคาดว่าจะไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐมากนัก ขณะที่หุ้นขนาดใหญ่อย่าง DELTA มีโอกาสฟื้นตัวหลังผ่านปัจจัยกดดันด้านมาตรการ Capped weight
“ช่วงไตรมาส 3 นักลงทุนยังมีประเด็นความเสี่ยงที่ต้องติดตาม ใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การกลับมาของความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งอาจดันราคาน้ำมันกลับมาปรับตัวสูงขึ้น ความรุนแรงของสงครามการค้าและการใช้มาตรการภาษีนำเข้าของสหรัฐ หลังสิ้นสุดมาตรา 122 ในช่วงปลายเดือนกรกฎาคม ความเสี่ยงจากการปิดสถานะ Yen Carry Trade หากธนาคารกลางญี่ปุ่นส่งสัญญาณใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดกว่าที่ตลาดคาดไว้ และความเสี่ยงจากเงินเฟ้อโลกที่อาจอยู่ในระดับสูงนานกว่าที่ตลาดประเมินไว้”
สำหรับความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ คาดว่าเงินเฟ้อของสหรัฐฯจะทำจุดสูงสุดในไตรมาส 3 ก่อนทยอยชะลอลง โดยเชื่อว่า Fed จะยังมองแรงกดดันดังกล่าวเป็นเพียงปัจจัยชั่วคราวและเลือกใช้ท่าที “Wait & See” ซึ่งถือเป็นสมมติฐานหลักที่สนับสนุนการลงทุนในช่วงนี้ อย่างไรก็ตาม หากอัตราเงินเฟ้อของสหรัฐปรับขึ้นสู่ระดับ 4.5-6% หรือเงินเฟ้อไทยสูงเกิน 5% จะเริ่มเป็นระดับที่สร้างแรงกดดันต่อตลาดหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ
นายณัฐชาต กล่าวอีกว่า ในส่วนของกำไรบริษัทจดทะเบียน (EPS) มองว่าช่วงที่ดีที่สุดของการปรับประมาณการกำไรตลาดหุ้นไทยได้ผ่านพ้นไปแล้ว หลังราคาน้ำมันโลกเริ่มปรับตัวลดลง ส่งผลให้โมเมนตัมการปรับเพิ่มประมาณการกำไรของกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมีมีแนวโน้มชะลอลง และจะเป็นปัจจัยจำกัดการปรับขึ้นของดัชนี SET ในระยะถัดไป
ในส่วนของสภาพคล่องนั้น ความคาดหวังแรงซื้อจากนักลงทุนต่างชาติที่จะไหลเข้ามาอาจยังจำกัดและยังคาดหวังไม่ได้ เนื่องจากจากระดับมาตรวัด Earning Yield Gap (EYG) ที่เทียบเคียงกับ Bond yield สหรัฐฯ ยังคงอยู่ต่ำมาก
โดยปัจจุบันพบว่ามาตรวัดดังกล่าวลงมาอยู่ในระดับต่ำสุดใกล้เคียงกับเหตุการณ์ที่เคยเกิดขึ้นเมื่อเดือนสิงหาคมปี 2023 และเดือนพฤศจิกายนปี 2024 ซึ่งจากผลการศึกษาในอดีตพบว่าเมื่อใดก็ตามที่ค่า EYG นี้ร่วงลงสู่ระดับใกล้เคียงกับช่วงเวลานี้ มักจะนำมาสู่แรงขายของนักลงทุนต่างชาติในระยะถัดไป
“อย่างไรก็ดี แม้ระดับ Earning Yield Gap ที่อยู่ในระดับต่ำอาจกดดันให้เกิดแรงขายจากต่างชาติ แต่เชื่อว่าสภาพคล่องภายในประเทศจะยังช่วยพยุงตลาดได้ จากการเติบโตของปริมาณเงินในระบบ (M2) รวมถึงภาวะอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงยังติดลบ ซึ่งเอื้อต่อการแสวงหาผลตอบแทนในตลาดหุ้น โดยมีเงื่อนไขสำคัญคืออัตราเงินเฟ้อไม่ควรเร่งตัวเกินระดับประมาณร้อยละ 4.00-4.75 ขึ้นไป เพื่อไม่ให้กระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในระยะต่อไป”