แบงก์ชาติชี้เศรษฐกิจ Q3 ยังเสี่ยง หลังไตรมาส 2 ชะลอชัดจากสงคราม เตือน “เอลนีโญ” เร็ว-แรงกว่าคาด
แบงก์ชาติชี้เศรษฐกิจไตรมาส 2 ชะลอตัวลงอย่างชัดเจน จากผลกระทบสงคราม ดันราคาพลังงานพุ่ง-ข้อจำกัดการเดินทางของนักท่องเที่ยว มองแนวโน้มไตรมาส 3 ส่งออกยังขยายตัวได้ดี คาดธุรกิจท่องเที่ยวหดตัว เตือนรับมือ “เอลนีโญ” เร็ว-แรงกว่าคาด
นางสาวชญาวดี ชัยอนันต์ ผู้ช่วยผู้ว่าการสายองค์กรสัมพันธ์ และโฆษกธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจไทยเดือน มิ.ย. 2569 ภาพรวมทรงตัว ขณะที่ไตรมาสที่ 2 ชัดเจนว่าชะลอลงจากไตรมาสแรก จากปัจจัยสงครามตะวันออกกลางที่เข้ามากระทบ โดยราคาพลังงานสูงขึ้นและมีข้อจำกัดด้านการเดินทางของนักท่องเที่ยว

“เศรษฐกิจไตรมาส 2 ที่ชะลอสะท้อนจากจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่ปรับลดลงมากจากกลุ่มตะวันออกกลางและยุโรป รวมถึงกลุ่มตลาดระยะใกล้ตามอุปสงค์และการปรับลดเที่ยวบินของสายการบินตามต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น ส่งผลให้กิจกรรมในภาคบริการโดยเฉพาะสาขาโรงแรมและร้านอาหารปรับลดลง”
ด้านการบริโภคภาคเอกชนปรับลดลงโดยหลักจากค่าครองชีพที่สูงขึ้น แม้ได้รับการสนับสนุนบางส่วนจากมาตรการภาครัฐที่เริ่มในเดือน มิ.ย. โดยการใช้จ่ายลดลงในเกือบทุกหมวดโดยเฉพาะหมวดโรงแรมและร้านอาหาร ขณะที่หมวดอุปโภคบริโภคและปริมาณการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลดลงหลังการเร่งซื้อไปในไตรมาสก่อน และยอดจำหน่ายรถยนต์ไฟฟ้าปรับลดลงเล็กน้อยหลังสิ้นสุดมาตรการ EV 3.0
อย่างไรก็ดี เศรษฐกิจยังได้รับแรงสนับสนุนจากวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลก รวมทั้งผลของมาตรการรัฐที่ช่วยทอนผลกระทบได้บางส่วน โดยการส่งออกสินค้าและการลงทุนภาคเอกชนปรับดีขึ้นต่อเนื่องจากสินค้ากลุ่มเทคโนโลยี สอดคล้องกับวัฏจักรขาขึ้นของสินค้าอิเล็กทรอนิกส์โลกและความต้องการลงทุนด้านศูนย์ข้อมูล (data center)
ด้านการนำเข้าเพิ่มขึ้นมากจากหมวดเชื้อเพลิงโดยเฉพาะการนำเข้าน้ำมันดิบเพื่อสำรองใช้ในประเทศ รวมถึงหมวดวัตถุดิบโดยเฉพาะหมวดชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้าสอดคล้องกับการส่งออกสินค้าเทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น สำหรับการใช้จ่ายภาครัฐขยายตัว จากระยะเดียวกันปีก่อนจากทั้งรายจ่ายประจำและรายจ่ายลงทุนของรัฐบาลกลาง
“ในเดือน มิ.ย. มูลค่าการส่งออกสินค้าไม่รวมทองคำ เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อน 3.2% ดีขึ้นจากหมวดสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ และปิโตรเลียม โดยทั้งไตรมาสเพิ่มขึ้น 7.4% ขณะที่มูลค่านำเข้าไม่รวมทองคำในเดือน มิ.ย. ลดลงจากหมวดเชื้อเพลิง แต่ภาพรวมไตรมาส 2 เพิ่มขึ้น 21.5% มาจากการนำเข้าน้ำมันดิบ ที่นอกจากเอามาใช้แล้วยังมีการสำรองน้ำมันในประเทศด้วย จากผลของสงคราม”
ด้านการผลิตภาคอุตสาหกรรมในไตรมาส 2 ปรับลดลงจากการผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับผลจากการปิดซ่อมบำรุงโรงกลั่นบางส่วน การผลิตเคมีภัณฑ์ที่ชะลอลงตามอุปสงค์หลังต้นทุนวัตถุดิบปรับสูงขึ้น ประกอบกับการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ลดลงตามอุปสงค์ต่างประเทศ
นางสาวชญาวดีกล่าวอีกว่า ในเดือน มิ.ย. ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลที่ 3.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากเดือนก่อนที่ขาดดุล 6.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ หลังหมดช่วงส่งกลับกำไรและเงินปันผลของบริษัทต่างชาติที่มาลงทุนในไทย ขณะที่การขาดดุลการค้าเกินดุลลดลงจากเดือนก่อนหน้าเล็กน้อย
“ไตรมาส 2 ดุลบัญชีเดินสะพัดขาดดุลที่ 17.7 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยดุลการค้าขาดดุลตามการเร่งนำเข้าน้ำมันที่สูงขึ้นมาก และ มีการนำเข้าสินค้าเทคโนโลยี อาทิ เครื่องจักร และ ชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์”
ขณะที่ค่าเงินบาทเดือน มิ.ย.อ่อนค่า หลังแถลงการณ์การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงินของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) และในเดือน ก.ค. ค่าเงินบาทอ่อนค่าจากภาวะ Risk-off หลังสถานการณ์สงครามกลับมาตึงเครียด ด้านดัชนีค่าเงินบาทในเดือน มิ.ย.-ก.ค. เฉลี่ยลดลงเล็กน้อย สะท้อนว่าเงินบาทอ่อนค่ามากกว่าคู่ค้าคู่แข่ง
ด้านอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในเดือน มิ.ย. ชะลอลง แต่อัตราเงินเฟ้อพื้นฐานเพิ่มขึ้น ตามการส่งผ่านต้นทุนของผู้ประกอบการ
นางสาวชญาวดีกล่าวว่า มองไปข้างหน้า แนวโน้มการส่งออกสินค้ากลุ่มเทคโนโลยียังขยายตัวต่อเนื่อง แต่ต้องติดตามการฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว จากสงครามที่ยังไม่แน่นอน โดยแนวโน้มไตรมาส 3 ธปท. ได้พูดคุยกับกลุ่มธุรกิจ โดยภาคการค้าอาจจะยังขยายตัวดี แต่น่าจะชั่วคราว มาจากแรงหนุนของโครงการไทยช่วยไทยพลัส และบัตรสวัสดิการแห่งรัฐที่ช่วยกระตุ้นการซื้อขาย
ขณะที่ส่งออกคาดจะยังขยายตัวตามการส่งออกสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และอาหารสัตว์เลี้ยง ส่วนธุรกิจที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยวคาดจะหดตัวตามการลดลงของนักท่องเที่ยว และการระมัดระวังการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวที่มีมากขึ้น ส่วนธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และก่อสร้างยังทรงตัว
“ไตรมาส 3 การเติบโตของเศรษฐกิจก็น่าจะยังคงกระจุกตัว และการบริโภคภาคเอกชน แม้ว่าจะมีแรงสนับสนุนจากภาครัฐ แต่ว่าค่าครองชีพโดยรวมยังอยู่ในระดับสูง และยังต้องติดตามพัฒนาการสงคราม รวมถึงนโยบายการค้าของสหรัฐ การฟื้นตัวของภาคการท่องเที่ยว และดูผลกระทบจากค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นของครัวเรือน และต้นทุนที่เพิ่มขึ้นของธุรกิจ และพัฒนาการของสถานการณ์เอลนีโญที่น่าจะเร็วและแรงขึ้นกว่าที่เราคาดไว้”