น้ำท่วมวันนี้ ภัยแล้งวันพรุ่ง การบ้านเรื่องน้ำ ที่ประเทศไทยรอไม่ได้
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาสภาพภูมิอากาศทั่วโลกแปรปรวนและสุดขั้ว (Extreme Weather) มากขึ้นอย่างชัดเจน หลายเมืองใหญ่เผชิญฝนตกหนักเฉียบพลันจนระบบระบายนํ้ารับไม่ทัน สลับกับช่วงภัยแล้งที่ยาวนานและรุนแรงขึ้น ความผันผวนสองด้านนี้ทำให้โจทย์การบริหารจัดการนํ้าของทุกประเทศยากขึ้นทุกปี และสัปดาห์ที่ผ่านมากรุงเทพมหานครก็เผชิญบทพิสูจน์นี้อีกครั้ง
เมื่อวันที่ 26 กันยายน กรุงเทพฯ ประกาศสถานการณ์ภัยพิบัติฉุกเฉิน หลังฝนตกหนักต่อเนื่อง 48 ชั่วโมง บางพื้นที่มีปริมาณฝนสะสมเกิน 300 มม. น้ำท่วมถนนสายหลักจนการจราจรติดขัดถึง 37 จุด มีการประกาศให้ทั้ง 50 เขตเป็นพื้นที่ประสบภัย และประชาชนหลายพันคนต้องอพยพ
อย่างไรก็ดี ลักษณะของช็อกรอบนี้ต่างจากมหาอุทกภัยปี 2011 อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเกิดจากฝนที่ตกในพื้นที่ (Local Rainfall) ไม่ใช่มวลน้ำเหนือขนาดใหญ่ที่ไหลบ่าลงมา เขื่อนภูมิพลและสิริกิติ์ยังรองรับน้ำได้อีกเกือบ 7 พันล้าน ลบ.ม. นิคมอุตสาหกรรมในอยุธยายังอยู่ในระดับเตือนภัยปกติ และท่าอากาศยานสุวรรณภูมิยังเปิดให้บริการตามปกติ ผลกระทบทางเศรษฐกิจรอบนี้จึงน่าจะจำกัดวงและสั้นกว่า
ในกรณีฐาน (Base Case) ที่ผู้เขียนตั้งสมมติฐานว่าน้ำจะลดภายใน 1-2 สัปดาห์ ดังนั้นน้ำท่วมจะทำให้ GDP ปี 2026 สูญเสียราว 2.1 หมื่นล้านบาท หรือ -0.11 Percentage Point ของ GDP โดยกระจุกอยู่ในไตรมาส 3 ราว 1.91 หมื่นล้านบาท จากยอดค้าปลีก (Retail Sales) ภาคบริการ และร้านอาหารที่หดตัว ส่วนไตรมาส 4 ผลกระทบเหลือเพียงราว-1,800 ล้านบาท เพราะถูกหักล้างด้วยกิจกรรมที่เลื่อนมาชดเชย (Catch-up) และการใช้จ่ายซ่อมแซม
ด้านการท่องเที่ยวคาดว่าจะกระทบราว 1.6 แสนคนในเดือนตุลาคม หรือเพียง 0.5% ของทั้งปี จึงยังคงประมาณการทั้งปีที่ 33 ล้านคน ทั้งนี้ ตัวเลขข้างต้นเป็นผลผลิตที่หายไป (Flow) ยังไม่รวมความเสียหายของทรัพย์สิน (Stock) และตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าน้ำลดเร็ว หากน้ำท่วมขังยืดเยื้อกว่านั้น ผลกระทบย่อมสูงขึ้น
ในระยะสั้น ผลลบส่วนหนึ่งถูกชดเชยด้วยมาตรการไทยช่วยไทย พลัส เฟส 2 ที่แจกวงเงินราว 1,000 บาทต่อคน ใช้จ่ายได้ในช่วงเดือนตุลาคมถึงพฤศจิกายน ซึ่งจะหนุน GDP ได้ราว +0.08 Percentage Point และช่วยหักล้างผลลบจากน้ำท่วมไปเกือบทั้งหมด เหลือผลสุทธิเพียงราว -0.03 Percentage Point ในเชิงรายไตรมาส เราจึงปรับลด GDP ไตรมาส 3/2026 ลงเล็กน้อย และปรับขึ้นไตรมาส 4/2026 ในสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ส่งผลให้ GDP ทั้งปี 2026 และ 2027 ยังทรงตัวที่ 2.0% เท่าเดิม
แต่ตัวเลขที่ดูจำกัดนี้สะท้อนทั้งโชคด้านสภาพน้ำและจังหวะของมาตรการการคลังที่พอดีกัน มากกว่าจะสะท้อนความพร้อมเชิงระบบ และการพึ่งพามาตรการเยียวยาแบบครั้งต่อครั้งย่อมมีต้นทุนทางการคลังที่สะสมสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ประเด็นที่ควรกังวลมากกว่า คือการบริหารจัดการน้ำที่จะยากขึ้นตามความถี่ของสภาพอากาศสุดขั้ว โจทย์ของไทยไม่ได้มีแค่ “น้ำมากเกินไป” เท่านั้น เพราะแม้ขณะนี้จะเผชิญน้ำท่วม แต่ในระยะข้างหน้าไทยยังมีความเสี่ยงเข้าสู่ภาวะเอลนีโญ ที่มักนำมาซึ่งฝนน้อยและภัยแล้ง การบริหารน้ำจึงต้องทำสองด้านพร้อมกัน ทั้งการระบายน้ำท่วมและการกักเก็บน้ำไว้ใช้ยามแล้ง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนเชิงรุกและระบบที่บูรณาการ ไม่ใช่การตั้งรับเป็นครั้งคราว
หัวใจของเรื่องนี้คือการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน โดยเฉพาะระบบบริหารจัดการน้ำ ทั้งพื้นที่รับน้ำ ระบบระบายน้ำ อ่างเก็บน้ำ และการวางผังเมือง ซึ่งล้วนจำเป็นและต้องใช้งบประมาณสูง บทเรียนสำคัญคือหลังมหาอุทกภัยปี 2011 รัฐบาลเคยออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงินไม่เกิน 3.5 แสนล้านบาทเพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำแต่สุดท้ายมีการเบิกจ่ายจริงเพียงราว 2.5 หมื่นล้านบาทก่อนโครงการสะดุด นับเป็นการเสียโอกาสในการสร้างระบบบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม การลงทุนรอบใหม่ต้องคิดให้ครบทั้งด้านความจำเป็นและสถานะการคลัง เพราะพื้นที่ทางการคลัง (Fiscal Space) ของไทยแคบลงมาก หนี้สาธารณะต่อ GDP ล่าสุดอยู่ที่ราว 67.45% เข้าใกล้เพดาน 70% ที่กำหนดไว้ และหลายฝ่ายประเมินว่าอาจแตะเพดานได้เร็วราวปี 2027
ขณะที่กรอบการคลังระยะปานกลางยังตั้งเป้าลดการขาดดุลให้ต่ำกว่า 3% ของ GDP ภายในปีงบประมาณ 2029 ภายใต้ข้อจำกัดเช่นนี้ หากรัฐเลือกที่จะลงทุนระบบน้ำขนาดใหญ่ ก็ต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่ายอย่างเข้มงวด และหากจำเป็นต้องกู้เพิ่มหรือขยับเพดานหนี้เพื่อวางระบบแบบบูรณาการ ก็ควรทำบนเงื่อนไขว่าเป็นการลงทุนที่ให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจในระยะยาวอย่างแท้จริง พร้อมกลไกกำกับการใช้จ่ายที่โปร่งใส มิใช่การกู้เพื่อเยียวยาที่หมดไปกับน้ำแต่ละครั้ง
สุดท้าย น้ำท่วมกรุงเทพฯ ปีนี้อาจกระทบเศรษฐกิจในวงจำกัด แต่ไม่ได้เป็นสัญญาณว่าไทยรับมือได้ดีแล้ว เพราะผลที่ออกมาส่วนหนึ่งมาจากปัจจัยเฉพาะหน้า มากกว่าความพร้อมเชิงระบบ
ในโลกที่สภาพอากาศสุดขั้วกลายเป็นความเสี่ยงประจำ ทางเลือกของไทยจึงชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ ว่าจะยอมจ่ายล่วงหน้าเพื่อป้องกันอย่างเป็นระบบ หรือจะเลื่อนการตัดสินใจออกไปแล้วจ่ายซ้ำเพื่อเยียวยาไปเรื่อย ๆ ภายใต้พื้นที่การคลังที่นับวันจะแคบลง และนั่นคือการบ้านที่ยากขึ้นทุกปี แต่รอไม่ได้อีกต่อไป