ธปท. เร่งปิดทางเงินเทา เทรด USDT หลายแสนล้าน จ่อคุม Payment
ธปท.เดินหน้าปิดช่องทางการเงินของเงินเทา พนันออนไลน์ และคอร์รัปชัน เผยยอดถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาทลดกว่า 50% ยอดถอนทองลดกว่า 70% หลังยกระดับมาตรการสกัด พร้อมจ่อออกประกาศคุมผู้ให้บริการ Payment รับชำระธุรกิจสีเทา-พนันออนไลน์
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยในงาน ZERO Corruption กกร. และเพื่อนไม่ทน ในหัวข้อ “ระบบการเงินที่โปร่งใสกับอนาคตเศรษฐกิจไทย” ว่า ในช่วง 12 เดือนที่ผ่านมา ธปท.มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างทางการเงิน 4 ด้านหลัก ได้แก่ ปัญหาหนี้ครัวเรือน การเข้าถึงสินเชื่อของเอสเอ็มอี การเข้าถึงระบบการเงินอย่างเป็นธรรมด้วยต้นทุนที่เหมาะสม และปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชัน
โดยปัญหาเงินเทาและคอร์รัปชันในทางเศรษฐศาสตร์ คือการสูญหายของทรัพยากรของประเทศ ทั้งงบประมาณและเงินหมุนเวียนที่ควรนำไปใช้สร้างกำไร จัดเก็บภาษีให้แก่รัฐบาล และทำให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
ทั้งนี้ ธปท.ไม่มีอำนาจในการจับกุมผู้กระทำผิดโดยตรง แต่ต้องเข้ามามีบทบาท เนื่องจากกิจกรรมผิดกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นเงินเทา พนันออนไลน์ หรือคอร์รัปชัน ต่างต้องพึ่งพาเส้นทางการเงินของสถาบันการเงิน โดยเมื่อเงินผิดกฎหมายต้องผ่านระบบการเงิน ธปท.จึงใช้แนวทางสร้าง “คอขวด” และเพิ่มความยากลำบากในจุดเชื่อมต่อต่าง ๆ ของระบบการเงิน เพื่อทำให้การทำธุรกรรมผิดกฎหมายทำได้ยากขึ้น
เงินเทาก็ดี พนันออนไลน์ก็ดี คอร์รัปชันก็ดี ทุกอย่างมันใช้เส้นทางการเงิน ต้องใช้บริการของสถาบันการเงิน เงินต้องเข้าบัญชี พนันออนไลน์ต้องรับชำระเงินผ่าน Payment เงินคอร์รัปชันต้องถูกถอนออกในรูปเงินสด ถอนไปแล้ว โอนออกไปแล้ว ก็ต้องแปลงสภาพ”
ทั้งนี้ ธปท.ได้ดำเนินมาตรการติดตามและสร้างคอขวดในธุรกรรมที่ผิดปกติ ทั้งการคุมเข้มการถอนเงินสดขนาดใหญ่ โดยตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา หากถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ต้องมีการตรวจสอบและระบุวัตถุประสงค์การใช้เงิน ขณะที่การถอนเงินสด 5 ล้านบาทขึ้นไป ในปัจจุบันแทบไม่มีความจำเป็น เนื่องจากมีระบบ QR Payment การโอนเงิน และเช็กรองรับ ส่งผลให้ยอดถอนเงินสดเกิน 1 ล้านบาท ซึ่งเดิมเคยสูงถึงประมาณ 100,000 ล้านบาทต่อเดือน ลดลงมากกว่า 50% เหลือประมาณ 50,000 ล้านบาทต่อเดือน
ขณะที่การซื้อทองคำ ธปท.กำหนดให้การถอนทองคำเกิน 2 กิโลกรัม หรือมูลค่าประมาณ 10 ล้านบาท ต้องรายงานและระบุข้อมูลตามเกณฑ์ ส่งผลให้ยอดการถอนทองคำลดลงมากกว่า 70%
นอกจากนี้ ยังติดตามการฟอกเงินผ่านการซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลประเภท USDT โดย ธปท.ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ตรวจสอบพบปริมาณการซื้อขาย USDT ในตลาดอยู่ในระดับสูงผิดปกติหลายแสนล้าน USDT ในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา โดยพบลักษณะการถอนเงินสดหรือโอนเงินไปซื้อ USDT จากนั้นโอนออกไปต่างประเทศทันทีในชื่อบุคคลอื่น
ใครที่คุ้นเคยก็จะพบว่า ไม่มีประเทศไหนที่มีการเทรด USDT เยอะ เพราะคือดอลลาร์ ถ้าจะเทรดสินทรัพย์ดิจิทัลเยอะ ส่วนมากเขาจะเทรด Bitcoin แต่ประเทศไทยเทรด USDT ซึ่งมันหาเหตุผลไม่เจอ เพราะมันคือดอลลาร์ มันคือเงินสด”
นายวิทัยระบุว่า ลักษณะดังกล่าวเป็นการฟอกเงินและนำเงินออกจากประเทศ โดยปริมาณธุรกรรมอยู่ในระดับหลายแสนล้านในช่วง 4-5 เดือนที่ผ่านมา และมองว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับเงินเทาและคอร์รัปชัน อีกทั้ง ธปท.ยังได้กำหนด 24 แพตเทิร์นธุรกรรมต้องสงสัย เพื่อให้ธนาคารใช้ตรวจจับพฤติกรรมที่เข้าข่ายผิดปกติ เช่น การโอนเงินจำนวนย่อย ๆ ซ้ำ ๆ ในลักษณะที่ไม่สอดคล้องกับการซื้อขายสินค้า พร้อมยกระดับการเปิดบัญชีเงินฝาก โดยใช้เกณฑ์ KYC (Know Your Customer) รวมถึงการตรวจสอบลูกค้าในระดับ CDD (Customer Due Diligence) และ EDD (Enhanced Due Diligence) สำหรับกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูง เพื่อเพิ่มความเข้มงวดในการเปิดบัญชีและตรวจสอบพฤติกรรมของลูกค้า
นอกจากนี้ ธปท.เตรียมออกประกาศกำกับดูแลผู้ให้บริการรับชำระเงิน (Payment) โดยผู้ให้บริการรับชำระเงินจะไม่สามารถรับชำระให้กับธุรกิจสีเทา หรือให้บริการรับชำระเงินแก่พนันออนไลน์ได้ โดยประกาศดังกล่าวจะออกและลงราชกิจจานุเบกษาในสัปดาห์หน้า
“ผู้ให้บริการรับชำระเงิน Payment จะไปรับชำระให้กับทุนเทา จะไปรับให้บริการชำระให้กับพนันออนไลน์ ทำไม่ได้ครับ ประกาศนี้จะลงราชกิจจาฯ อาทิตย์หน้า”
นายวิทัยกล่าวย้ำว่า อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) ของไทยปรับลดลงอย่างต่อเนื่อง จากในอดีตที่เคยเติบโตระดับ 7% ลดลงเหลือ 5% ต่อมา 3% และคาดว่าปีนี้จะโตเพียงประมาณ 2.3% ซึ่งเกิดจากปัญหาเชิงโครงสร้างสะสมมานาน ทำให้ ธปท.เร่งแก้ไขปัญหาโครงสร้างหลักสำคัญ 4 ด้าน
ปัญหาเรื่องคอร์รัปชันมีอยู่กับเมืองไทยมานานแล้ว ไม่ใช่มีในยุคนี้ มีต่อเนื่องมาหลายสิบปีมาก ถ้าเราไม่ช่วยกันแก้ไข เราไม่ช่วยกันทำ ปัญหาเหล่านี้มันจะกัดกินอยู่กับประเทศไทย มันไปไหนต่อไม่ได้”