Skip to content
เอกนิติ จ่อคลอดอัตราภาษีรถอีวี ภายใน 1-2 สัปดาห์ ยันสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
Finance เอกนิติ จ่อคลอดอัตราภาษีรถอีวี ภายใน 1-2 สัปดาห์ ยันสร้างการแข่งขันที่เป็นธรรม
ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (7 ต.ค. 69) ร่วงลง 250 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
‘ศุภจี’ ลุยหลังน้ำท่วม เช็ก Supply Chain โตโยต้า สกัดผลกระทบผลิต-ส่งออก
Economic ‘ศุภจี’ ลุยหลังน้ำท่วม เช็ก Supply Chain โตโยต้า สกัดผลกระทบผลิต-ส่งออก
ไทย-ญี่ปุ่น สร้างการเติบโตร่วมกัน ยกไทยให้เป็น Investment Gateway แห่งภูมิภาค
Economic ไทย-ญี่ปุ่น สร้างการเติบโตร่วมกัน ยกไทยให้เป็น Investment Gateway แห่งภูมิภาค
เอกนิติ ไร้กังวล เตรียมแผน BCP รองรับน้ำท่วม มั่นใจไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ AM2026
Finance เอกนิติ ไร้กังวล เตรียมแผน BCP รองรับน้ำท่วม มั่นใจไทยพร้อมเป็นเจ้าภาพ AM2026
ThaiBMA ชี้เอกชนออกหุ้นกู้ลดลง 1.61% จับตาส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-ไทย
Finance ThaiBMA ชี้เอกชนออกหุ้นกู้ลดลง 1.61% จับตาส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-ไทย
เชตวัน หนุนสนามกอล์ฟธูปะฯ เป็นแหล่งรับน้ำถาวร – ขอทหารแบ่งทำสวนสาธารณะ
Politics เชตวัน หนุนสนามกอล์ฟธูปะฯ เป็นแหล่งรับน้ำถาวร – ขอทหารแบ่งทำสวนสาธารณะ
กมธ.กฎหมายฯ งัดข้อ! ‘โรม’ ลุยสอบเว็บพนัน-สินบน ดึง ‘สุชาดา’ แจง – ภูมิใจไทยเบรกไร้มติ
Politics กมธ.กฎหมายฯ งัดข้อ! ‘โรม’ ลุยสอบเว็บพนัน-สินบน ดึง ‘สุชาดา’ แจง – ภูมิใจไทยเบรกไร้มติ
‘สุชาดา’ ชี้ติดภารกิจประธานบอร์ด ยันเตรียมแจงปมสินบน-เว็บพนันทีเดียว ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
Politics ‘สุชาดา’ ชี้ติดภารกิจประธานบอร์ด ยันเตรียมแจงปมสินบน-เว็บพนันทีเดียว ปฏิเสธทุกข้อกล่าวหา
ข้ามสเตปสปอร์ตดริ้งก์ “สปอนเซอร์” แตกไลน์ “เจลพลังงาน” รุกตลาดนิวทริชั่น
Biz Movement ข้ามสเตปสปอร์ตดริ้งก์ “สปอนเซอร์” แตกไลน์ “เจลพลังงาน” รุกตลาดนิวทริชั่น
ดูทั้งหมด

ThaiBMA ชี้เอกชนออกหุ้นกู้ลดลง 1.61% จับตาส่วนต่างบอนด์ยีลด์สหรัฐ-ไทย

07 ต.ค. 2569 | 16:07น.

ThaiBMA รายงาน 9 เดือนแรก เอกชนออกหุ้นกู้เอกชน 629,662 ล้านบาท ลดลง 1.61% คาดทั้งปีถึง 8 แสนล้านบาท อาจจะต่ำกว่าเป้าหมาย 8.8 แสนล้านบาท เหตุบริษัทใหญ่หันกู้แบงก์ ออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์ นักลงทุนต่างชาติไหลออกสุทธิไตรมาสสาม 39,000 ล้านบาท จับตาบอนด์ยีลด์ไทย-สหรัฐ อายุ 2 ปี ส่วนต่าง 3.5% ทางด้านบริษัทผิดนัดชำระหนี้อยู่ในกลุ่มเดิม

นางสาวอริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย (ThaiBMA) กล่าวว่า ภาพรวมการออกตราสารหนี้ภาคเอกชนระยะยาว (หุ้นกู้) ในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 มีมูลค่ารวม 629,662 ล้านบาท ลดลง 1.61% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แบ่งเป็นหุ้นกู้ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) มูลค่า 593,418 ล้านบาท

และหุ้นกู้ผลตอบแทนสูง (High Yield) มูลค่า 36,244 ล้านบาท โดยสมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย ได้วางเป้าหมายในปี 2569 จะมีการออกหุ้นกู้อยู่ที่ 880,000 ล้านบาท อาจมีแนวโน้มไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้

ทั้งนี้ ภาพรวมการออกหุ้นกู้ในปีนี้ที่อาจจะไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ มาจากบริษัทใหญ่หันไปกู้ธนาคารแทน เนื่องจากจากสภาพคล่องในระบบธนาคารมีสูงมาก และธนาคารพาณิชย์เสนออัตราดอกเบี้ยเงินกู้ที่จูงใจเพื่อแข่งกันปล่อยสินเชื่อ ทำให้ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยระหว่างการกู้เงินในประเทศและการออกหุ้นกู้ไม่แตกต่างกันมากนัก

ดังนั้น บริษัทขนาดใหญ่เลือกกลับไปกู้เงินสั้นจากธนาคารหรือใช้เงินสดสะสมเดิม แทนการออกหุ้นกู้ใหม่และออกหุ้นกู้เพื่อทดแทนหุ้นกู้เดิมที่ครบกำหนด ( rollover) รวมถึงบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารพาณิชย์ หันไปออกหุ้นกู้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในต่างประเทศ เพื่อสร้างมาตรฐานอ้างอิง และการขยายฐานนักลงทุนต่างชาติ อาทิ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารกรุงเทพ บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส และเงินติดล้อ เป็นต้น

ขณะเดียวกันมาจากความผันผวนของตลาดจากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็ว และสถานการณ์สงครามในต่างประเทศ ที่มีผลให้ตลาดผันผวน ภาคเอกชนบางส่วนจึงชะลอการออกหุ้นกู้ยาว รวมถึงกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ที่ชะลอการเปิดโครงการใหม่ตามกำลังซื้อในประเทศ ทำให้ความจำเป็นในการระดมทุนผ่านหุ้นกู้ลดลง

ทางด้านไตรมาสที่สี่มีหุ้นกู้ครบกำหนดอีกประมาณ 170,000 ล้านบาท โดยประมาณ 93% เป็นหุ้นกู้ระดับน่าลงทุน (Investment Grade) ดังนั้นเมื่อบรรยากาศตลาดนิ่งขึ้น จะทำให้บริษัทใหญ่ที่ชะลอมีโอกาสกลับมาออกหุ้นกู้ ทำให้ยอดรวมทั้งปีอาจมีลุ้นแตะระดับราว 800,000 ล้านบาทได้ ประกอบกับเมื่อรวมกับบริษัทไทยที่ไปออกหุ้นกู้ในต่างประเทศ ก็อาจจะทำให้ยอดการออกหุ้นกู้โดยรวมทั้งเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ได้เช่นกัน

ต่างชาติขายสุทธิในไตรมาสสาม 39,000 ล้าน รวม 9 เดือน 9,200 ล้าน

นางสาวอริยากล่าวต่อว่า การลงทุนของนักลงทุนต่างชาติในตลาดตราสารหนี้ไทย ในช่วงไตรมาส 3 มีเงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิประมาณ 39,000 ล้านบาท แต่เมื่อรวม 9 เดือนแรก เงินทุนต่างชาติไหลออกสุทธิเพียงประมาณ 9,200 ล้านบาท จากความกังวลในเรื่องความขัดแย้งระหว่างสหรัฐและอิหร่าน และส่วนใหญ่จากพันธบัตรระยะสั้น

ซึ่งแม้ว่านักลงทุนต่างชาติมุ่งขายตราสารหนี้ระยะสั้น แต่ยังคงเพิ่มการถือครองพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวมากขึ้น เป็นมูลค่า 270,000 ล้านบาท จากเดิมอยู่ที่ 240,000 ล้านบาท ทำให้อายุเฉลี่ยตราสารนี้ไทยที่ต่างชาติถือครอง มีอายุยาวขึ้นเป็น 8.35 ปี จาก 8.1 เมื่อเทียบช่วงสิ้นปีที่ผ่านมา

ประกอบปัจจัยพื้นฐานไทยยังแข็งแกร่ง เนื่องจากปัจจัยการเงินการคลังและทุนสำรองระหว่างประเทศของไทยยังอยู่ในเกณฑ์ดีเมื่อเทียบเคียงกับต่างประเทศ ตราสารหนี้ไทยยังคงถูกมองเป็น Safe Haven ในระดับหนึ่ง และเงินไหลออกเกิดจากแรงกดดันส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยและค่าเงินบาทชั่วคราวเท่านั้น

บอนด์ยีลด์ 2 ปีไทย-สหรัฐต่างกันประมาณ 3.5% จับตาค่าเงินบาท

สำหรับประเด็นที่ส่วนต่างอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (บอนด์ยีลด์) ระหว่างไทยและสหรัฐที่มีความแตกต่างมากขึ้นนั้น โดยส่วนต่างบอนด์ยีลด์อายุ 2 ปี ระหว่างไทยกับสหรัฐอยู่ที่ประมาณ 3.5% และอายุ 10 ปี อยู่ที่ประมาณ 3% ซึ่งส่วนต่างดอกเบี้ยที่กว้างขึ้นเป็นปัจจัยหนึ่งที่จับตาดูอยู่ แต่ไม่ได้ทำให้เงินไหลออกอย่างมีนัยสำคัญ

เนื่องจากตัวเลข Fund Flow ในช่วง 9 เดือนแรก เงินทุนต่างชาติไหลออกไปมีสัดส่วนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับมูลค่าที่ต่างชาติถือครองตราสารหนี้ไทยรวมอยู่ที่ 910,000 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึง 5% ของตลาดตราสารหนี้ไทย ส่วนปัจจัยที่มีผลสำคัญจริง ๆ คือ แนวโน้มอัตราแลกเปลี่ยน

ทางด้านผลกระทบต่อต้นทุนทางการเงินของภาคเอกชนในประเทศ พบว่าขยับเพิ่มขึ้นบ้างตามบอนด์ยีลด์รัฐบาลที่ค่อย ๆ ปรับขึ้น แต่ไม่ได้เพิ่มขึ้นมาก และยังไม่เท่ากับระดับเมื่อช่วงต้นปี 2568 หรือประมาเกือบ 2 ปีก่อน ซึ่งเป็นการกลับมายืนที่ระดับเดิม ไม่ได้กระชากสูงขึ้นเหมือนของสหรัฐที่พุ่งสูงสุดในรอบ 20 ปี

โดยสาเหตุที่ต้นทุนไม่ปรับขึ้นแรง มาจากส่วนชดเชยความเสี่ยง (Credit Spread) ต่ำสุดในรอบ 6 ปี โดยหุ้นกู้ไทยอยู่ในจุดที่ต่ำมาก เมื่อนำไปบวกเพิ่มกับพันธบัตรรัฐบาล จึงทำให้ต้นทุนการออกหุ้นกู้โดยรวมของเอกชนไม่ได้แพงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบสภาพคล่องในระบบการเงินของไทยยังมีอยู่สูงมาก ซึ่งมีงานวิจัยของ ThaiBMA ระบุว่า บอนด์ยิลด์สหรัฐที่ปรับขึ้น 1% จะส่งผลให้บอนด์ยิลด์ไทยปรับขึ้นประมาณ 0.43%

“สถานการณ์เงินลงทุนต่างชาติในไตรมาสที่สี่ คงต้องติดตามต่อไป ปัจจัยเรื่องหนึ่งคือส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย ถือเป็นปัจจัยหนึ่งว่าจะมีผลกระทบ แต่ไม่ใช่ทั้งหมดเพราะที่สำคัญจริง ๆ แล้วก็คือเรื่องของอัตราแลกเปลี่ยน จะเห็นว่าในช่วงที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้น เราจะเจอฟันด์โฟลว์ไหลเข้ามาด้วย คนอาจจะคิดว่าเป็นเงินที่ไหลเข้ามาเพื่อเก็งกำไร ซึ่งมันอาจจะไม่ใช่ ตอนนี้เราเลยเห็นว่าแนวโน้มค่าเงินก็อาจจะไม่ได้อ่อนมาก แต่ปีนี้ก็อ่อนไปประมาณ 6% เราคงต้องติดตามแนวโน้มตรงนี้ต่อไปก่อนว่าจะเป็นยังไงบ้าง”

หุ้นกู้ผิดนัดสุทธิ 4.8 พันล้าน เป็นบริษัทเดิม ไม่มีรายใหม่

ขณะที่ยอดรวมหุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้ (Default Payment: DP) ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ รวมมูลค่า 15,923.5 ล้านบาท จากผู้ออกจำนวน 9 ราย เป็นผู้ประกอบการรายเดิมและไม่มีรายใหม่ โดยเมื่อหุ้นกู้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ (DP) บริษัทผู้ออกหุ้นกู้จะเปิดประชุมผู้ถือหุ้นกู้เพื่อขอเจรจา ขอยืดอายุหนี้ หรือปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure: RS) โดยเมื่อนักลงทุนมีมติอนุมัติให้ยืดอายุหนี้ สถานะของหุ้นกู้รุ่นนั้นจะถูกเปลี่ยนจากสัญลักษณ์ DP (ผิดนัดชำระหนี้) ไปเป็น RS (ปรับโครงสร้างหนี้) ทำให้หุ้นกู้ผิดนัดชำระหนี้สุทธิ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2026 เท่ากับ 4,833 ล้านบาท

“ตลาดจะยังคงเจอปัญหานี้อยู่ แต่ปัญหาก็จำกัดอยู่เฉพาะกลุ่มบริษัทเดิม ๆ ที่ผิดนัดซ้ำหรือขอยืดหนี้เดิม ซึ่งในช่วง 3 ไตรมาสแรก ยอดผิดนัดชำระหนี้สุทธิเพิ่มขึ้นเพียงประมาณ 1,786 ล้านบาท ถือว่าไม่เยอะ และไม่มีผู้ออกรายใหม่เข้ามาผิดนัดชำระหนี้”

GRAND ผิดนัดซ้ำ นักลงทุนลุ้นขายทรัพย์สินคืนหนี้

ขณะที่ บริษัท แกรนด์ แอสเสท โฮเทลส์ แอนด์ พรอพเพอร์ตี้ จำกัด (มหาชน) หรือ GRAND ที่มีปัญหาในเรื่องนี้ แต่บริษัทมีทรัพย์สินที่เป็น Rare item ทำให้นักลงทุนยังมีความหวังในการได้เงินคืนเมื่อขายทรัพย์สินได้ จึงมีมติยอมให้ยืดหนี้ในรอบแรก ๆ โดยเมื่อมีการผิดนัดซ้ำและต้องขอยืดหนี้หลายรอบ นักลงทุนบางส่วนที่ถือหลายรุ่นเริ่มไม่เดินทางมาเข้าร่วมประชุม ทำให้การจัดประชุมผู้ถือหุ้นกู้ล่าสุดองค์ประชุมไม่ครบ และเมื่อการประชุมผู้ถือหุ้นกู้ครั้งแรกหากองค์ประชุมไม่ครบ จะต้องจัดประชุมครั้งที่ 2 ซึ่งใช้เกณฑ์องค์ประชุมลดลงเหลือ 25%

ทางด้านหุ้นกู้ปรับโครงสร้างหนี้ (Restructure: RS) ในช่วง 9 เดือนแรกปีนี้ รวมมูลค่า 13,150 ล้านบาท จากผู้ออกจำนวน 12 ราย และยอดหุ้นกู้ผิดนัดชำระสุทธิจากการปรับโครงสร้างหนี้ ณ วันที่ 30 ก.ย. 2026 เท่ากับ 1,786 ล้านบาท

หุ้นกู้เอกชนยอดคงค้าง 4.5 ล้านล้าน ลด 0.7%

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมมูลค่าตลาดตราสารหนี้ไทยขยายตัว 2.9% ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 มูลค่าคงค้างตลาดตราสารหนี้ไทยเท่ากับ 18.4 ล้านล้านบาท หรือ คิดเป็น 97% ของอัตราการขยายตัวเศรษฐกิจ (GDP) ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.9% จากสิ้นปี 2568 โดยเป็นการเพิ่มขึ้นของพันธบัตรรัฐบาลเป็นสำคัญ โดยมูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนลดลงเล็กน้อย ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 มูลค่าคงค้างตราสารหนี้ภาคเอกชนเท่ากับ 4.5 ล้านล้านบาท ลดลง 0.7% จากสิ้นปี 2568

โดยกลุ่มที่ลดลงมากที่สุด ได้แก่ PROPERTY BANK และ ICT จากความต้องการระดมทุนลดลง และบางรายหันไประดมทุนจากต่างประเทศแทน

ทางด้าน เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้นและมีความชันเพิ่มขึ้น โดยช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 เส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยปรับตัวสูงขึ้นและมีความชันมากขึ้นในลักษณะเส้นอัตราผลตอบแทนลาดชันขึ้นจากภาวะตลาดหมี (Bear Steepening) อัตราผลตอบแทนระยะยาวปรับเพิ่มขึ้นมากกว่าระยะสั้น จากความกังวลเรื่องอัตราเงินเฟ้อ และเป็นการปรับตัวสูงขึ้นตามอัตราผลตอบแทนพันธบัตรสหรัฐ

ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 2 ปี 5 ปี และ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้น 26 bps 52 bps และ 71 bps จากสิ้นปี 2568 มาอยู่ที่ระดับ 1.39% 1.80% และ 2.37% ตามลำดับ

นอกจากนี้ เส้นอัตราผลตอบแทนตราสารหนี้ภาคเอกชนปรับตัวสูงขึ้นในทิศทางเดียวกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาล โดยในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้ทุกอันดับเครดิตปรับตัวสูงขึ้น 18-41 จุดพื้นฐาน ในทิศทางเดียวกับพันธบัตรรัฐบาล ทำให้ ณ สิ้นไตรมาส 3/2569 อัตราผลตอบแทนของหุ้นกู้รุ่นอายุ 5 ปี อันดับเครดิต AAA AA A และ BBB+ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 2.06% 2.45% 2.71% และ 4.19% ตามลำดับ

สำหรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายในช่วงที่เหลือของปีนี้ คาดว่าจะคงที่ระดับ 1.00% ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลไทยรุ่นอายุ 5 ปี และ 10 ปี คาดว่า ณ สิ้นไตรมาส 4 นี้ จะทรงตัวในระดับใกล้เคียงกับสิ้นไตรมาส 3 โดยพันธบัตรรุ่นอายุ 5 ปีเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 1.77-1.86% และรุ่นอายุ 10 ปีอยู่ในกรอบ 2.33%-2.47% โดยปัจจัยชี้นำที่สำคัญคือทิศทางอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ทิศทางอัตราดอกเบี้ยของประเทศเศรษฐกิจชั้นนำ และแผนการระดมทุนของภาครัฐ