หุ้นไทยยังเสี่ยงเป็นขาลง! จับตาเลือกตั้งสหรัฐ โบรกฯ ชู BDMS-HANA หลบภัย
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมินหุ้นไทยแกว่งตัว Sideways รับแรงกดดันเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ และความตึงเครียดตะวันออกกลาง ขณะที่ปัจจัยในประเทศจับตางบไตรมาส 3/69 และเกณฑ์กำกับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัวเมื่อราคาอ่อนลง ชู BDMS-HANA หุ้นเด่น
บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ประเมินแนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้ (2 พ.ย. 2569) ว่า ดัชนี SET มีแนวโน้มแกว่งตัวผันผวนในกรอบ Sideways จากความไม่แน่นอนของปัจจัยต่างประเทศ โดยเฉพาะการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ในวันที่ 3 พ.ย.นี้ และสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งอาจทำให้นักลงทุนระมัดระวังการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น
ทั้งนี้ ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,510 และ 1,500 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,525 และ 1,535 จุด โดยในทางเทคนิคดัชนีปรับตัวลงแรงจนทดสอบเส้นค่าเฉลี่ย 200 วัน แม้อาจเกิดการฟื้นตัวระยะสั้น (Rebound) แต่ภาพรวมยังอยู่ในแนวโน้มขาลง
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ ตลาดหุ้นโลกเข้าสู่ภาวะรอดูสถานการณ์ (Wait & See) เพื่อรอความชัดเจนจากผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ซึ่งจะมีผลต่อทิศทางนโยบายภาษี การค้า และยุทธศาสตร์ตะวันออกกลางภายใต้รัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยคาดว่าความไม่แน่นอนดังกล่าวจะทำให้กระแสเงินทุนชะลอตัว และกดดันบรรยากาศการลงทุนในสินทรัพย์เสี่ยงระยะสั้น
ขณะเดียวกัน สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางยังเป็นปัจจัยที่ต้องติดตาม หลังเกิดเหตุโจมตีเรือเพิ่มเติมบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ และอิหร่านขู่ว่าจะขยายการตอบโต้หากสหรัฐฯ เปิดฉากโจมตีอีกครั้ง
ด้านราคาน้ำมันดิบ Brent ปรับตัวเพิ่มขึ้น 2.4% จากวันก่อนหน้า ปิดที่ 117.64 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จากความกังวลด้านอุปทาน หลังเกิดเหตุเรือบรรทุกน้ำมัน 4 ลำระเบิดในช่องแคบฮอร์มุซ ประกอบกับกลุ่มฮูตีโจมตีโรงกลั่นน้ำมันในซาอุดีอาระเบีย ซึ่งกระทบกำลังการผลิต 950,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงการผลิตน้ำมันของกลุ่ม OPEC+ ที่ต่ำกว่าเป้าหมาย โดย InnovestX มองเป็นบวกต่อหุ้นพลังงานต้นน้ำ ได้แก่ PTTEP และ PTT ในระยะสั้น
นอกจากนี้ ตลาดยังติดตามการประชุมธนาคารกลางอังกฤษ (BoE) ซึ่งบทวิเคราะห์ระบุว่าตลาดคาดการณ์ว่าจะมีมติปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย
ส่วนปัจจัยในประเทศ นักลงทุนยังให้น้ำหนักกับการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนในกลุ่มเศรษฐกิจจริง (Real Sector) รวมถึงความคืบหน้าการพิจารณาอนุมัติหลักเกณฑ์กำกับดูแลกิจการดาต้าเซ็นเตอร์ของคณะรัฐมนตรี (ครม.)
ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) รายงานว่า เศรษฐกิจไทยเดือน ก.ย. 2569 ปรับตัวดีขึ้นจากเดือนก่อนหน้า โดยได้รับแรงหนุนจากการส่งออกและการลงทุนในธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ แต่การบริโภคและการเบิกจ่ายภาครัฐยังชะลอตัว สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจแบบ K-Shaped ที่เม็ดเงินกระจุกตัวในกลุ่มผู้มีรายได้ปานกลางถึงสูง โดยมองเป็นบวกต่อหุ้น CRC, CPN, HMPRO และ GLOBAL
ด้านภาคอุตสาหกรรม ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม (MPI) เดือน ก.ย. ขยายตัว 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน โดยมีแรงหนุนหลักจากอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับการส่งออกเซมิคอนดักเตอร์ของเกาหลีใต้เดือน ต.ค. ที่เพิ่มขึ้น 259.4% จากปีก่อน ตามการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI
นอกจากนี้ ZDT Group ได้เข้าพบนายกรัฐมนตรีไทย เพื่อเตรียมขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI สำหรับฐานผลิตแผงวงจรพิมพ์ (PCB) ขั้นสูงในประเทศไทย ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อหุ้นกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม ได้แก่ WHA และ AMATA รวมถึงกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA และ KCE
อีกประเด็นที่ต้องติดตามคือราคายางพารา หลังการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) รายงานว่าราคายางแผ่นรมควันชั้น 3 เพิ่มขึ้นแตะ 97.90 บาทต่อกิโลกรัม สูงสุดในรอบ 10 ปี จากอุปทานโลกที่ตึงตัว แม้เป็นบวกต่อหุ้น STA, NER และ TEGH ในระยะสั้น แต่ยังมีความเสี่ยงจากต้นทุนวัตถุดิบที่เพิ่มขึ้น ซึ่งอาจกดดันอัตรากำไรและปริมาณการขาย จึงแนะนำให้ระมัดระวังการเก็งกำไร
กลยุทธ์การลงทุน แนะนำเลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นทยอยซื้อเมื่อราคาปรับตัวลง (Buy on Dip) ผ่าน 4 ธีมหลัก ได้แก่
1.Earnings Momentum Play หุ้นที่คาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะเติบโตเมื่อเทียบกับปีก่อนหรือไตรมาสก่อน และมีปัจจัยบวกเฉพาะตัว ได้แก่ TRUE, TU, GULF, KCE, OR และ TIDLOR
2.FDI & Tech-Infra Play หุ้นที่ได้รับประโยชน์จากการลงทุนในประเทศและโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี รวมถึงการปรับโครงสร้างพลังงานสะอาด ได้แก่ กลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน GULF, GPSC, GUNKUL
3.Geopolitical Relief Play หุ้นที่อาจได้รับประโยชน์หากผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ นำไปสู่รัฐบาลที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ภายใต้การควบคุมของต่างพรรค (Divided Government) ซึ่งอาจช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์และต้นทุนพลังงาน ได้แก่ AAV, THAI, GPSC, BGRIM, BH และ BDMS เหมาะสำหรับผู้รับความเสี่ยงได้สูง
และ 4.Laggard & Earnings Play หุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นตามตลาดไม่มาก แต่คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตทั้งจากปีก่อนและไตรมาสก่อน พร้อมมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT, AP, BCH, BDMS, CPN, TRUE และ TU
ทั้งนี้ InnovestX คัดเลือก BDMS และ HANA เป็นหุ้นเด่นประจำวัน โดย BDMS คาดว่ากำไรสุทธิไตรมาส 3/2569 จะอยู่ที่ 4,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% จากปีก่อน และ 47% จากไตรมาสก่อน จากรายได้ที่เพิ่มขึ้นและอัตรากำไร EBITDA ที่ดีขึ้น ให้เป้าหมายระยะสั้น 19.80 บาท
ส่วน HANA คาดว่าราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น หลังปรับตัวลงแรงตามหุ้นเทคโนโลยีโลก ขณะที่ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง และคาดว่าผลประกอบการไตรมาส 3/2569 จะฟื้นตัวโดดเด่น โดยการผลิตสินค้าที่เกี่ยวข้องกับ AI จะสนับสนุนกำไรในช่วง 2-3 ปีข้างหน้า ให้เป้าหมายระยะสั้น 46.50 บาท สำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูง