หุ้นไทยวันนี้ร่วงอีก 21 จุด! หลัง 3 วันทรุด 42 จุด ‘เอเซีย พลัส’ แนะถือเงินสด 20-30%
หุ้นไทยเปิดตลาดวันนี้ร่วง 21 จุด หลัง 3 วันทำการก่อนหน้าทรุดกว่า 42 จุด หรือ 2.64% บล.เอเซีย พลัส ชี้แรงกดดันจากนโยบายราคาน้ำมัน งบบิ๊กแคปต่ำคาด และความเสี่ยงเงินทุนไหลออก แนะถือเงินสด 20-30% ชู SCGP-SAWAD-ITC หุ้นเด่น
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยวันนี้ (30 ต.ค.) เปิดการซื้อขายที่ระดับ 1,523.60 จุด ลดลง 21 จุด หรือ 1.36% และยังเผชิญแรงขายต่อเนื่อง โดยล่าสุด ณ เวลา 11.22 น. ดัชนี SET อยู่ที่ 1,523.67 จุด ลดลง 20.93 จุด หรือ 1.36% มูลค่าการซื้อขาย 32,521.61 ล้านบาท
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ประเมินว่า ตลาดหุ้นไทยยังมีแนวโน้มผันผวนในระยะสั้น หลังดัชนี SET ปรับตัวลดลงกว่า 42 จุด หรือ 2.64% ภายใน 3 วันทำการก่อนหน้า โดยตลาดหุ้นไทยเผชิญแรงกดดันจาก 3 ปัจจัยสำคัญ ได้แก่
1.ความกังวลต่อนโยบายปรับโครงสร้างราคาน้ำมันของภาครัฐ ซึ่งเปลี่ยนมาใช้สูตรคำนวณอิงต้นทุนจริง (Cost Plus) และกำหนดค่าการกลั่นไม่เกิน 2.40 บาทต่อลิตร รวมถึงการปรับลดส่วนลดราคาดีเซลหน้าโรงกลั่นจาก 4 บาท เหลือ 2 บาทต่อลิตร ระหว่างวันที่ 1-30 พ.ย. 2569 ส่งผลให้นักลงทุนกังวลต่อแนวโน้มกำไรของผู้ประกอบการโรงกลั่น โดยราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าวปรับตัวลดลงแล้วประมาณ 3.6–6%
2.ผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่บางแห่งต่ำกว่าคาด โดย SCC พลิกจากกำไร 4,820 ล้านบาท เป็นขาดทุน 1,738 ล้านบาท จากแรงกดดันในธุรกิจปิโตรเคมี ขณะที่ DELTA รายงานกำไรประมาณ 7,760 ล้านบาท ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ 11% จากการตั้งสำรองสินค้าคงคลัง กดดันราคาหุ้นขนาดใหญ่และภาพรวมตลาด
และ 3.ความเสี่ยงจากส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสหรัฐและไทย เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยสหรัฐยังอยู่สูงกว่าไทย ซึ่งอาจจูงใจให้เงินทุนไหลเข้าสู่สินทรัพย์สกุลดอลลาร์และกดดันค่าเงินบาท โดยนักลงทุนต่างชาติขายสุทธิหุ้นไทยติดต่อกัน 2 วันทำการ ระหว่างวันที่ 28-29 ต.ค. 2569 รวมประมาณ 5,080 ล้านบาท ขณะที่นักลงทุนสถาบันในประเทศเริ่มกลับมาขายสุทธิ เพิ่มแรงกดดันต่อตลาดหุ้นไทย
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นต่างประเทศยังเผชิญแรงขายในกลุ่มเทคโนโลยีสหรัฐ จากความกังวลด้านผลประกอบการและระดับมูลค่าหุ้น (Valuation) ส่งผลให้ดัชนี NASDAQ ปรับตัวลดลง 1.4% และกระทบต่อบรรยากาศการลงทุนในตลาดหุ้นเอเชีย ขณะที่นักลงทุนเริ่มโยกย้ายเงินลงทุนเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัย รวมถึงหมุนเวียนเงินทุนไปยังหุ้นกลุ่ม Defensive, Healthcare และ Financials มากขึ้น
สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำให้เน้นบริหารความเสี่ยง โดยถือเงินสดประมาณ 20-30% ของพอร์ต เพื่อรักษาสภาพคล่องและรอจังหวะเข้าลงทุนเมื่อภาวะตลาดเริ่มมีเสถียรภาพ พร้อมเลือกหุ้นที่มีแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง และได้รับประโยชน์จากทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับลดลง
โดยแนะนำหุ้นเด่น 3 บริษัท ได้แก่ SCGP จากแนวโน้มกำไรที่โดดเด่นและการฟื้นตัวของธุรกิจในอินโดนีเซียและเวียดนาม ขณะที่ราคาหุ้นปรับฐานตาม SCC แม้ปัจจัยพื้นฐานยังแข็งแกร่ง, SAWAD คาดได้รับประโยชน์จากแนวโน้มสินเชื่อที่ทยอยฟื้นตัวตามภาวะเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปี ประกอบกับทิศทาง Bond Yield ที่เริ่มปรับลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยสนับสนุนธุรกิจ และ ITC มีโอกาสได้รับประโยชน์จากค่าเงินบาทที่อ่อนตัว
ขณะที่ผลประกอบการไตรมาส 4/2569 มีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง รวมถึงโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มจากการควบรวมและซื้อกิจการ (M&A) ในสหรัฐ ซึ่งอาจช่วยสนับสนุนการเติบโตของกำไรในปี 2570