เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) ปรับขึ้น 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 63,850 บาท
ไทยเตรียมยกทัพบุกญี่ปุ่น ‘เอกนิติ-บีโอไอ-กกร.’ ถก 6 ค่ายรถ ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
Economic ไทยเตรียมยกทัพบุกญี่ปุ่น ‘เอกนิติ-บีโอไอ-กกร.’ ถก 6 ค่ายรถ ดึงลงทุนเทคโนโลยีขั้นสูง
อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
World อัพเดต ผลคะแนนเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ 2026
ปลุก Reinvent ยกเครื่องไทย เข้าใจทุกคนอยากบริหาร-แต่ต้องยึดกติกา
Politics ปลุก Reinvent ยกเครื่องไทย เข้าใจทุกคนอยากบริหาร-แต่ต้องยึดกติกา
‘ษัษฐรัมย์’ แฉสอดไส้ พ.ร.บ.ประกันสังคม รวบอำนาจกลับข้าราชการ-ตัดสิทธิ์บอร์ดเลือกตั้ง
Politics ‘ษัษฐรัมย์’ แฉสอดไส้ พ.ร.บ.ประกันสังคม รวบอำนาจกลับข้าราชการ-ตัดสิทธิ์บอร์ดเลือกตั้ง
รถไฟยันใช้กู้เงินเสริมสภาพคล่อง 1.8 หมื่นล้านอย่างรอบคอบ เดินหน้าบริหารทรัพย์สินเพิ่มรายได้
Economic รถไฟยันใช้กู้เงินเสริมสภาพคล่อง 1.8 หมื่นล้านอย่างรอบคอบ เดินหน้าบริหารทรัพย์สินเพิ่มรายได้
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (4 พ.ย. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
‘โฮมโปร-เมกาโฮม’ ขานรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน หนุนคนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด
Real Estate ‘โฮมโปร-เมกาโฮม’ ขานรับโครงการโซลาร์ภาคประชาชน หนุนคนไทยเข้าถึงพลังงานสะอาด
แอมเนสตี้แฉ ‘บริษัท รปภ.กัมพูชา’ โยงใยทหาร-นักการเมือง เอื้ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์หมื่นล้าน
News แอมเนสตี้แฉ ‘บริษัท รปภ.กัมพูชา’ โยงใยทหาร-นักการเมือง เอื้ออุตสาหกรรมสแกมเมอร์หมื่นล้าน
อาหารสัตว์เลี้ยงยอดโต 2 หลัก ‘เบทาโกร-ITC’แข่งขายสุขภาพ
ข่าวหน้า 1 อาหารสัตว์เลี้ยงยอดโต 2 หลัก ‘เบทาโกร-ITC’แข่งขายสุขภาพ
ดูทั้งหมด

หุ้นไทยวันนี้แกว่ง รอผลเลือกตั้งสหรัฐ จับตาแนวรับ 1,475 จุด

04 พ.ย. 2569 | 09:13น.

บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ประเมิน SET ยังเคลื่อนไหวผันผวน หลังหลุดระดับ 1,500 จุด โดยมีแนวรับสำคัญ 1,485-1,475 จุด และแนวต้าน 1,500-1,510 จุด ท่ามกลางความไม่แน่นอนจากผลเลือกตั้งสหรัฐ แนะเลือกซื้อหุ้นรายตัวเมื่อราคาอ่อนตัว

บริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) เปิดเผยว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยวันนี้คาดดัชนี SET จะแกว่งตัว โดยมีโอกาสฟื้นตัวระยะสั้น (Rebound) หลังปรับลดลงต่อเนื่องจนหลุดระดับ 1,500 จุด แต่ยังไม่พบสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน เนื่องจากนักลงทุนยังรอความชัดเจนของผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ ซึ่งอาจส่งผลต่อทิศทางนโยบายเศรษฐกิจและตลาดทุนโลก

ขณะที่ปัจจัยสนับสนุนการฟื้นตัวมาจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีโลกที่เริ่มปรับตัวดีขึ้น ซึ่งอาจช่วยหนุนหุ้นกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ของไทย ประกอบกับอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) ที่ปรับลดลง และราคาน้ำมันโลกที่อ่อนตัวตามสัญญาณความคืบหน้าการเจรจายุติสงครามในยูเครนและอิหร่าน อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์ยังมีความไม่แน่นอนจากเหตุการณ์โจมตีที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ทั้งนี้ ประเมินกรอบการเคลื่อนไหวของ SET โดยมีแนวรับที่ 1,485 และ 1,475 จุด ส่วนแนวต้านอยู่ที่ 1,500 และ 1,510 จุด พร้อมแนะนำกลยุทธ์เลือกซื้อหุ้นรายตัว (Selective Buy) โดยเน้นทยอยสะสมเมื่อราคาปรับตัวลดลง (Buy on Dip) มากกว่าการเพิ่มน้ำหนักลงทุนทั้งตลาด

สำหรับกลยุทธ์การลงทุน แนะนำ 4 ธีมหลัก โดยให้น้ำหนักกับหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและแนวโน้มผลประกอบการแข็งแกร่ง เริ่มจากกลุ่ม Earnings Momentum Play ซึ่งเน้นหุ้นที่คาดว่ากำไรไตรมาส 3/2569 จะเติบโตเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหรือไตรมาสก่อนหน้า ได้แก่ TRUE, TU, GULF, KCE, OR และ TIDLOR

ถัดมาคือกลุ่ม FDI & Tech-Infra Play ที่คาดว่าจะได้รับประโยชน์จากการเร่งลงทุนในประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยหุ้นที่น่าสนใจประกอบด้วยกลุ่มธนาคาร BBL, KBANK, KTB กลุ่มนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ DELTA, HANA, KCE และกลุ่มพลังงานหมุนเวียน GULF, GPSC, GUNKUL

ส่วนกลุ่ม Geopolitical Relief Play เหมาะสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไรระยะสั้น โดยมีปัจจัยหนุนจากความเป็นไปได้ที่ผลเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ จะนำไปสู่รัฐบาลแบ่งแยกอำนาจ (Divided Government) ซึ่งประเมินว่าอาจช่วยลดความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์ และหนุนการฟื้นตัวของกิจกรรมเศรษฐกิจในตะวันออกกลาง หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ AAV, THAI, GPSC, BGRIM, BH และ BDMS

ขณะที่กลุ่มสุดท้าย Laggard & Earnings Play เน้นหุ้นที่ราคายังปรับตัวขึ้นน้อยกว่าตลาด แต่มีแนวโน้มกำไรไตรมาส 3/2569 เติบโตทั้งเมื่อเทียบกับปีก่อนและไตรมาสก่อนหน้า รวมถึงมีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ได้แก่ AOT, AP, BCH, BDMS, CPN, TRUE และ TU

ในส่วนของหุ้นเด่นประจำวัน เลือก BGRIM และ KCE โดยให้ราคาเป้าหมายระยะสั้นที่ 20.00 บาท และ 68.25 บาท ตามลำดับ

โดยหุ้น BGRIM ได้รับประโยชน์จากแนวโน้มต้นทุนเชื้อเพลิงที่ลดลงตามราคาก๊าซธรรมชาติในยุโรป รวมถึง Bond Yield ที่ปรับลดลง ขณะที่ระยะยาวยังมีโอกาสเติบโตจากการขยายกำลังการผลิตตามแผน PDP2026 การทำสัญญาซื้อขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) กับธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ ตลอดจนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR)

ส่วนหุ้น KCE มีปัจจัยหนุนจากการฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีโลกและแนวโน้มเงินบาทอ่อนค่า ซึ่งเป็นผลดีต่อรายได้ส่งออก โดยคาดว่าผลประกอบการครึ่งหลังปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่อง จากการปรับขึ้นราคาขายประมาณ 10-12% และการขยายกำลังการผลิตแผงวงจรพิมพ์ชนิดความหนาแน่นสูง (HDI) เพื่อรองรับความต้องการที่ยังอยู่ในระดับสูง

นอกจากนี้ ยังประเมินว่ามาตรการภาครัฐจะเป็นอีกปัจจัยสนับสนุนหุ้นบางกลุ่ม โดยเฉพาะการปรับภาษีสรรพสามิตรถยนต์ไฟฟ้านำเข้า ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2570 คาดจะเป็นบวกต่อหุ้นนิคมอุตสาหกรรม WHA, AMATA และกลุ่มชิ้นส่วนยานยนต์ AH, STANLY, SAT จากแรงจูงใจให้ผู้ผลิตรถยนต์เพิ่มการลงทุนในประเทศไทย

ขณะที่มาตรการค่าโดยสารร่วมรถไฟฟ้าทุกสาย 17-45 บาท ซึ่งไม่เก็บค่าแรกเข้าซ้ำเมื่อเปลี่ยนสาย และมีกำหนดใช้ตลอดปี 2570 คาดว่าจะช่วยเพิ่มปริมาณผู้โดยสาร เป็นปัจจัยบวกต่อ BTS และ BEM

อย่างไรก็ตาม ตลาดยังต้องติดตามผลการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐ การประชุมธนาคารกลางอังกฤษ และการทยอยประกาศผลประกอบการไตรมาส 3/2569 ของบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งจะเป็นปัจจัยกำหนดทิศทางการลงทุนในระยะถัดไป

แท็กที่เกี่ยวข้อง

หุ้นไทย