ชำแหละ EARTH สู้ยิบตา สะเทือน “บิ๊กกรุงไทย”

การลุกขึ้นมาสู้ยิบตาของ “ขจรพงศ์ ดำดี” ประธานกรรมการบริหาร ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.เอ็นเนอร์ยี่ เอิร์ธ (EARTH) กับธนาคารธนชาตโดยประกาศฟ้องร้องเรียกค่าเสียหายธนาคารธนชาต กว่า 6 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงเกือบเท่ามาร์เก็ตแคปของหุ้นค่ายแบงก์สีส้มแห่งนี้

โดย EARTH กล่าวหาว่า ผู้บริหารธนาคารธนชาตเปิดเผยข้อมูลของบริษัทเกี่ยวกับการจะโอนเงิน 12 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 400 ล้านบาท) ออกไปทำธุรกิจในประเทศจีน ให้กับผู้บริหารธนาคารกรุงไทย จนเป็นเหตุให้แบงก์กรุงไทยฟ้องอายัดเงินฝาก 800 ล้านบาท รวมถึงระงับวงเงินกู้ ทำให้บริษัทขาดสภาพคล่อง ส่งผลกระทบให้การดำเนินธุรกิจทั้งหมดของ EARTH ต้องหยุดชะงัก

ฝั่งธนาคารธนชาตเตรียมฟ้องกลับ EARTH ทั้งทางแพ่งและอาญา พร้อมยืนยันว่า การอายัดบัญชีเงินฝากเป็นการปฏิบัติตามคำสั่งของศาล และปฏิเสธข้อกล่าวหาที่ว่าเปิดเผยธุรกรรมการเงินของลูกค้า ทำให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ต้องรีบสั่งการให้ธนาคารธนชาตตรวจสอบข้อเท็จจริงและรายงานให้ทราบโดยด่วน เพื่อจะได้พิจารณาดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องตามอำนาจหน้าที่ ธปท.ต่อไป

สัญญาณลางร้ายของ EARTH เด่นชัดขึ้นในช่วง 3 เดือนเศษที่ผ่านมา เริ่มตั้งแต่ 11-12 พ.ค. 2560 ราคาหุ้นร่วงติดฟลอร์ 2 วันติดต่อกัน จากที่เคยอยู่หุ้นละกว่า 4 บาท รูดลงต่ำ 2 บาท เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นก่อนที่บริษัทจะแจ้งงบฯไตรมาส 1/2560 ออกมาขาดทุนราว 69 ล้านบาท หลังจากนั้นไม่กี่วัน

“ขจรพงศ์ คำดี” ประธานกรรมการบริหาร EARTH ก็แถลงด่วนยอมรับว่า หุ้นที่ร่วงลงแรง เนื่องจากกลุ่มผู้บริหารและผู้ถือหุ้นใหญ่ตระกูล “คำดี-พิหเคนทร์” ถูกบังคับขาย (ฟอร์ซเซล) จำนวนมาก เนื่องจากก่อนหน้านี้ใช้มาร์จิ้น (บัญชีเงินให้กู้ยืมเพื่อซื้อหลักทรัพย์) ในการซื้อหุ้น

ถัดมา EARTH แจ้งตลาดหลักทรัพย์ฯว่า ผิดนัดชำระหนี้ตั๋วแลกเงินระยะสั้น (B/E) วงเงินรวม 90 ล้านบาท ที่ครบกำหนดวันที่ 6 และ 8 มิ.ย. 2560 เนื่องจากขาดสภาพคล่อง พร้อม ๆ กับ “ทริสเรทติ้ง” ประกาศหั่นอันดับเครดิตจาก BBB- เป็น D ทันที ซึ่งธนาคารเจ้าหนี้ได้ระงับการใช้วงเงินชั่วคราว และสั่งให้ลดหนี้ให้เหลือ 5 พันล้านบาท หลังเจ้าหนี้พบว่าบริษัทได้ใช้เงินกู้ผิดวัตถุประสงค์ มีการนำไปใช้ซื้อหุ้น

นับแต่นั้น EARTH ก็ออกอาการผิดนัดชำระหนี้รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในที่สุด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ต้องขึ้นเครื่องหมาย SP (หยุดพักการซื้อขาย) เมื่อ 26 มิ.ย. 2560 ขณะที่สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) สั่งให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษ (Special Audit) เกี่ยวกับการทำรายการจ่ายเงินล่วงหน้าค่าสินค้า และค่าจองสิทธิในการซื้อสินค้า ซึ่งต้องส่งข้อมูลนี้ภายใน 24 ก.ค. 2560

แต่ EARTH ไม่ได้ส่งข้อมูลดังกล่าว และสร้างความประหลาดใจด้วยการรายงานผลประชุมคณะกรรมการบริษัทว่า มีมติให้บริษัทเข้าสู่กระบวนการฟื้นฟูกิจการตาม พ.ร.บ.ล้มละลาย พร้อมยื่นคำร้องขอฟื้นฟูกิจการต่อศาลล้มละลายกลาง ในวันที่ 24 ก.ค. โดย แจ้งต่อ ตลท.ว่า บริษัทมีหนี้สินมากกว่าสินทรัพย์ เนื่องจากมีคู่ค้าได้ยื่นฟ้อง EARTH ต่อศาล เป็นยอดหนี้ทั้งสิ้นกว่า 2.6 หมื่นล้านบาท ทำให้บริษัทมีหนี้สินรวมทั้งสิ้น 4.74 หมื่นล้านบาท เพิ่มจากหนี้สินและสินทรัพยบริษัท ณ สิ้นไตรมาสแรกด้วย (ดูตาราง)

“ก.ล.ต.เห็นว่าหนี้สินที่เพิ่มขึ้นสูงถึง 1.21 เท่า ส่งผลกระทบต่อฐานะการเงินของ EARTH อย่างมาก ประกอบที่มาความมีอยู่จริง และสถานะของหนี้สินดังกล่าวยังคลุมเครือไม่ชัดเจน และมีผลกระทบต่อสิทธิประโยชน์ผู้ถือหุ้นในวงกว้างต่อการตัดสินใจลงทุนได้” ก.ล.ต.ระบุ

ก.ล.ต.จึงให้ EARTH ส่งเอกสารที่เกี่ยวข้องกับหนี้สินนี้ภายใน 5 วันทำการ และจัดให้มีผู้สอบบัญชีตรวจสอบเป็นกรณีพิเศษเพิ่มเติมจากที่สั่งการก่อนหน้านี้ โดยให้ผู้สอบบัญชีรายใหญ่ในกลุ่ม Big 4 ดำเนินการ และส่งผลตรวจสอบให้ ก.ล.ต.ภายใน 30 วัน

ทั้งนี้ ปัจจุบัน EARTH ใช้บริษัท ไพร้ซวอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส เอบีเอเอส จำกัด เป็นผู้ตรวจสอบบัญชี

ขณะที่เสียงจากเจ้าหนี้ นายพิศิษฐ์ เสรีวิวัฒนา กรรมการผู้จัดการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) หรือเอ็กซิมแบงก์ กล่าวว่า ที่ผ่านมา ธสน.ได้ส่งทีมงานเข้าไปหารือร่วมกับเจ้าหนี้รายอื่น ซึ่งเอ็กซิมแบงก์เป็นเพียงเจ้าหนี้รายเล็ก ดังนั้นการตัดสินใจจะขึ้นกับเจ้าหนี้รายใหญ่ คือ ธนาคารกรุงไทย เป็นหลัก ซึ่งเจ้าหนี้จะมีหลายกลุ่ม คือ เจ้าหนี้ที่เป็นแบงก์ผู้ถือหุ้นกู้-ตั๋วบี/อี โดยจะมีการนัดหารืออีก 2-3 ครั้ง และคาดว่าจะมีความชัดเจนภายใน 2 สัปดาห์นี้

“ที่ผ่านมาเจ้าหนี้ทุกรายสงสัยว่า หนี้สิน 2.6 หมื่นล้านบาท โผล่มาได้อย่างไร แต่ล่าสุดลูกหนี้ชี้แจงไปที่ ก.ล.ต.แล้วว่า มาจากการประมาณการจากหนี้ที่เจ้าหนี้การค้าเรียกชำระ ส่วนกรณีลูกหนี้จะขอเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูเอง ขึ้นกับเจ้าหนี้รายใหญ่จะยอมหรือไม่ หากไม่ยอม เราก็ไม่ยอม ซึ่งส่วนใหญ่จะให้เจ้าหนี้เข้าไปร่วมบริหารแผนฟื้นฟู หรือไม่ก็ยอมให้ลูกหนี้ 1 รายเข้าร่วมด้วย”

นายพิศิษฐ์กล่าวว่า ขณะนี้ลูกหนี้ถูกอายัดเงินแล้ว ซึ่งจะทำให้อาจไม่สามารถชำระหนี้ให้ ธสน.ได้เร็ว ๆ นี้ ที่ผ่านมาเอ็กซิมแบงก์ยังไม่ได้นับ EARTH เป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) เพราะยังผิดนัดชำระไม่เกิน 3 เดือน แต่ ธสน.ได้ตั้งสำรองหนี้ด้อยคุณภาพไว้แล้ว โดยลูกหนี้มียอดเงินที่เบิกแล้วกว่า 9 ล้านเหรียญสหรัฐ

ด้านนายสุวัฒน์ เตชะวัฒนวรรณา รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย กล่าวว่า แนวทางแก้ปัญหาหนี้ที่ค้างชำระ เจ้าหนี้แต่ละรายจะมีวิธีแก้ปัญหาแตกต่างกัน เพราะไม่ได้เป็นการปล่อยกู้ร่วม (ซินดิเคตโลน) ยอมรับว่า ลูกค้ารายใหญ่ก็มีปัญหาในการชำระบ้าง แต่ยังอยู่ในวิสัยทัศน์ที่ควบคุมและบริหารจัดการได้ อย่างไรก็ตาม เจ้าหนี้ทุกรายก็ติดตามข้อมูลและแนวทางดำเนินการต่อไป

เวลานี้ฝั่งเจ้าหนี้รายใหญ่อย่างธนาคารกรุงไทย กำลังส่งทีมเข้าแก้ไขสางปมหนี้ก้อนใหญ่ของ EARTH อยู่นับเป็นลูกหนี้รายใหญ่ของแบงก์กรุงไทยอีกราย ที่อาจทำให้แบงก์เสียหาย กระทบถึงผู้เกี่ยวข้องขณะที่อนุมัติเงินกู้ให้ EARTH อาทิ นายประเสริญ บุญสัมพันธ์ ประธานกรรมการบริหาร, นายอารีพงศ์ ภู่ชอุ่ม ประธานกรรมการ, นายวรภัค ธันยาวงษ์ กรรมการผู้จัดการ และนายกิตติ พิทยาภรณ์ ผู้บริหารที่ดูแลด้านกฎหมายเพราะอาจเจอแจ็กพอตถูกเรียกชี้แจง หรือให้ข้อมูล หาก EARTH ยังเดินหน้าสู้ในชั้นศาล