“ARROW” ตั้งเป้ารายได้ปี’62 แตะ 1.6 พันลบ. งานในมือแน่น ต้นทุนเหล็กนิ่งหนุนกำไรธุรกิจโต
บมจ.แอร์โรว์ ซินดิเคท (ARROW) ตั้งเป้ารายได้ปี’62 เติบโตไม่ต่ำกว่า 10% แตะ 1.6 พันล้านบาท รับตุนงานในมือเพียบกว่า 1 พันล้านบาท ทยอยรับรู้ 70-80% ภายในปีนี้ ชี้ครึ่งปีหลังสดใสต่อเนื่องจากครึ่งปีแรกจากช่วงไฮซีซั่น-แนวโน้มต้นทุนราคาเหล็กลดลง-จัดตั้งรัฐบาลชัดเอกชนมั่นใจลงทุนหนุนกำไรปีนี้
นายธานินทร์ ตันประวัติ กรรมการผู้จัดการ บมจ.แอร์โรว์ ซินดิเคท (ARROW) เปิดเผยว่า แนวโน้มธุรกิจของบริษัทและบริษัทย่อยในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2562 จะสามารถฟื้นตัวสดใสกว่าครึ่งปีแรก เนื่องจากช่วงครึ่งปีหลังเป็นช่วงไฮซีซั่น (High Season) ของธุรกิจ ซึ่งจะมีคำสั่งซื้อสินค้าเข้ามาอย่างสม่ำเสมอจากงานรับเหมาก่อสร้างที่ยังเติบโต โดยในเดือน เม.ย. ที่ผ่านมาบริษัทฯ ได้ขยายกำลังการผลิตท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดิน จากเดิมที่สามารถผลิตได้ 3 แสนเมตรต่อปี เพิ่มกำลังการผลิตขึ้นเป็น 1 ล้านเมตรต่อปี เพื่อรองรับความต้องการท่อร้อยสายไฟใต้ดินจากโครงการของภาครัฐและโครงการรถไฟฟ้า โดยประมาณมูลค่างานท่อร้อยสายไฟฟ้าใต้ดินไว้ที่ 48 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม บริษัทฯ ยังมีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ที่ผลิตจากแผ่นโฟม (PID) เพื่อใช้ในระบบปรับอากาศ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการได้ในกลางปี 2562 นี้
ขณะที่ปัจจุบันมีปริมาณงานในมือ (Backlog) มูลค่ารวมกว่า 1,000 พันล้านบาท ปรับตัวสูงขึ้นกว่า backlog ในอดีตที่เฉลี่ยอยู่ระหว่าง 800-900 ล้านบาท โดยคาดว่าจะสามารถทยอยรับรู้ในปี 2562 ประมาณ 70-80% และหลังจากที่ backlog ส่วนเดิมทยอยรับรู้รายได้ออกไป จะยังมี backlog ใหม่เข้ามาเติมทั้งจากงานภาครัฐและเอกชน โดยบริษัทฯ อยู่ระหว่างการเตรียมเสนองานอีกหลายโครงการในปีนี้มูลค่ารวมประมาณ 300 ล้านบาท และคาดว่าจะได้รับงานราว 50-60% จากงานทั้งหมดที่เข้ายื่น ทั้งนี้ บริษัทฯ พยายามรักษาอัตราการเติบโตของผลการดำเนินงานให้แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยเชื่อว่าในปี 2562 ผลการดำเนินงานจะขยายตัวไปตามเป้าหมายไม่ต่ำกว่า 10% จากปี 2561 หรือคาดว่าจะเติบโตแตะ 1,600 ล้านบาท
“ภาพรวมธุรกิจในไตรมาสที่เหลือของปีนี้เชื่อว่าจะยังคงสดใสต่อเนื่องจากไตรมาสแรก เนื่องจากจะมีคำสั่งซื้อใหม่ๆ เพิ่มเข้ามาอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งเป็นช่วงไฮซีซั่นของธุรกิจประกอบกับภาคการก่อสร้างมีการขยายตัวจากการที่ภาครัฐเร่งผลักดันให้มีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน ทั้งโครงการไฟฟ้าและการเปลี่ยนระบบสายไฟจากอากาศลงใต้ดิน โดยบริษัทฯ จะเน้นงาน ‘underground’ อย่างการนำสายไฟฟ้าลงดิน ซึ่งเป็นตลาดที่มีปริมาณงานค่อนข้างเยอะ ขณะที่ผู้เล่นหรือผู้ที่รับงานลักษณะดังกล่าวยังมีอยู่ค่อนข้างน้อย จากกลยุท์การดำเนินงานจึงเชื่อว่าในช่วงที่เหลือของปีนี้ บริษัทฯ จะยังคงทำผลงานให้ขยายตัวและเป็นไปตามเป้าที่ตั้งไว้เช่นกัน” นายธานินทร์ กล่าว
ด้านต้นทุนราคาเหล็กซึ่งคิดเป็น 65-70% ของต้นทุนธุรกิจทั้งหมด เริ่มมีแนวโน้มปรับลดลง โดยราคาเหล็กในช่วงไตรมาส 1/62 ลดลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YOY) จึงเชื่อว่าราคาเหล็กที่เคยปรับตัวขึ้นกดดันผลประกอบการธุรกิจในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา ราคาจะกลับมานิ่งมากขึ้น ขณะที่ปัจจัยอัตราแลกเปลี่ยนมองว่าหากไม่มีปัจจับลบที่เข้ามากระทบตลาดรุนแรงเหมือนช่วงต้นปี 2561 คาดว่าบริษัทฯ จะไม่เผชิญต้นทุนค่าเงินที่แข็งค่าอย่างในปีที่แล้ว ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศ เชื่อว่าหลังการจัดตั้งรัฐบาลจะส่งผลให้งานระบบปรับตัวเพิ่มขึ้น เนื่องจากภาคธุรกิจต่างๆ จะมีความมั่นใจที่จะลงทุนมากขึ้น