ค่าธรรมเนียมขายประกัน-กองทุน ดันแบงก์กรุงเทพ กำไรไตรมาส 2 โต1.7%

ธนาคารกรุงเทพเปิดผลดำเนินงานไตรมาส 2/62 กำไรสุทธิโต 1.7%YoY อานิสงส์ค่าธรรมเนียมบริการประกันผ่านธนาคาร-บริการกองทุนรวมเพิ่มขึ้น ฝั่งรายได้สินเชื่อลดลง QoQ จากสินเชื่อลูกค้าธุรกิจ-กิจการต่างประเทศหดตัวลง

ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 2 ปี 2562 ธนาคารกรุงเทพและบริษัทย่อยมีกำไรสุทธิส่วนที่เป็นของธนาคารจำนวน 9,347 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 1.7 จากไตรมาส 2 ปี 2561 โดยรายได้ดอกเบี้ยสุทธิเพิ่มขึ้นร้อยละ 0.4 และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิอยู่ที่ร้อยละ 2.36 ปรับตัวดีขึ้นเล็กน้อย สำหรับรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยลดลงร้อยละ 1.0

สาเหตุหลักจากกำไรสุทธิจากธุรกรรมเพื่อค้าและปริวรรตเงินตราต่างประเทศ และรายได้ค่าธรรมเนียมและบริการสุทธิลดลงเล็กน้อยจากค่าธรรมเนียมธุรกิจหลักทรัพย์ซึ่งลดลงตามสภาวะตลาดทุน ขณะที่ค่าธรรมเนียมจากบริการประกันผ่านธนาคารและบริการกองทุนรวมเพิ่มขึ้น ทำให้สัดส่วนรายได้ดอกเบี้ยสุทธิและสัดส่วนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยต่อรายได้จากการดำเนินงานยังคงอยู่ที่ประมาณร้อยละ 57 และร้อยละ 43 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากความตั้งใจในการกระจายแหล่งที่มาของรายได้ สำหรับอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้จากการดำเนินงานอยู่ที่ร้อยละ 45.3

ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 ธนาคารมีเงินให้สินเชื่อจำนวน 2,017,314 ล้านบาท ลดลงเล็กน้อยจากไตรมาสก่อน เป็นการลดลงของสินเชื่อลูกค้าธุรกิจและสินเชื่อกิจการต่างประเทศ สำหรับอัตราส่วนเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพต่อเงินให้สินเชื่อรวมอยู่ที่ร้อยละ 3.5 อยู่ในระดับเดียวกับไตรมาสที่ผ่านมา

โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการดูแลกระบวนการอำนวยการสินเชื่อ พร้อมทั้งบริหารคุณภาพสินเชื่อควบคู่กับการดำรงค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญให้อยู่ในระดับที่เหมาะสมอัตราส่วนค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญต่อเงินให้สินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ที่ร้อยละ 185.8

ธนาคารยังคงรักษาสภาพคล่องและเงินกองทุนให้อยู่ในระดับที่สามารถรองรับการขยายธุรกิจในอนาคต โดย ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2562 เงินรับฝากมีจำนวน 2,352,679 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 0.5 อัตราส่วนเงินให้สินเชื่อต่อเงินรับฝากอยู่ที่ร้อยละ 85.7 ด้านเงินกองทุน หากนับกำไรสุทธิสำหรับงวด 6 เดือน สิ้นสุดวันที่ 30 มิถุนายน 2562

รวมเข้าเป็นเงินกองทุน อัตราส่วนเงินกองทุนทั้งสิ้นอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของและอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 ต่อสินทรัพย์เสี่ยงของธนาคารและบริษัทย่อยจะอยู่ในระดับประมาณร้อยละ 19.1 ร้อยละ 17.6 และร้อยละ 17.6 ตามลำดับ ซึ่งอยู่ในระดับที่สูงกว่าอัตราส่วนเงินกองทุนขั้นต่ำตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด

ทั้งนี้ ในปี 2562 เศรษฐกิจไทยมีแนวโน้มขยายตัวในอัตราที่ชะลอลงเมื่อเทียบกับปีก่อน เนื่องจากผลพวงของเศรษฐกิจโลกที่ชะลอลงและความไม่แน่นอนของนโยบายการค้าระหว่างประเทศหลัก รวมถึงค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อภาคส่งออกและการท่องเที่ยว

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจไทยยังได้รับแรงหนุนจากการบริโภคภาคเอกชนที่ยังขยายตัวต่อเนื่อง กอปรกับแนวโน้มการลงทุนภาคเอกชนที่น่าจะปรับตัวดีขึ้น หลังจากการจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จลุล่วง โดยความเชื่อมั่นของภาคเอกชนที่เพิ่มขึ้นจากความต่อเนื่องในการดำเนินนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ และความชัดเจนของโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ อีอีซี

Previous article“เกาหลีใต้” แชมป์ 5 สมัย “นักกินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป” รายใหญ่สุดของโลก 2018
Next articleผู้ว่าฯ แบงก์ชาติรับกังวล “ลิบรา” หลายประเด็น รอ “เฟซบุ๊ก” ตอบรับเชิญหารือ