SHR เปิดต่ำจองรับงบขาดทุน ยืนยันไม่ได้ตั้งราคาแพง
นายนริศ เชยกลิ่น ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) ในฐานะประธานกรรมการบริหาร บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR เปิดเผยว่า วันนี้สาเหตุที่ราคาหุ้น SHR เปิดการซื้อขายวันแรก (12 พ.ย.62) มีราคาต่ำกว่าราคาจอง เนื่องจากเมื่อวานนี้บริษัทมีการประกาศผลประกอบการงวด 9 เดือนแรก (ม.ค.-ก.ย.62) มีผลขาดทุนอยู่ที่ 299.87 ล้านบาท ส่งผลต่อจิตวิทยาในการลงทุนระยะสั้น ซึ่งไม่เกี่ยวกับการเข้าจดทะเบียนด้วยเกณฑ์มาร์เก็ตแคปหรือการตั้งราคาแพงเกินไป อาจจะเป็นจังหวะไม่ค่อยดี แต่อย่างไรก็ตามเน้นย้ำสำหรับนักลงทุนระยะยาวควรถือหุ้นต่อไป เนื่องจากหุ้นไอพีโอจำนวน 1,437 ล้านหุ้น มีนักลงทุนสถาบันที่เน้นถือลงทุนระยาวจองซื้อไปกว่า 50% สะท้อนความเชื่อมั่นในธุรกิจ แต่แรงขายวันนี้อาจจะมาจากกลุ่มรายย่อยที่กังวลเกี่ยวกับงบการเงินมากกว่า
ยอมรับว่าปีนี้ยังมีผลขาดทุน สาเหตุเกิดจากมีค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการเปิดโครงการใหม่ ค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าตลาดหลักทรัพย์และค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยเงินกู้ระยะสั้น (Bridge Loan) ที่เกิดจากการเข้าซื้อกิจการของ “Outrigger” ซึ่งทั้งหมดเป็นค่าใช้จ่ายพิเศษครั้งเดียวในปีนี้
ด้านราคาไอพีโอที่ 5.20 บาท ไม่ได้แพงเกินไป แม้จะมีอัตราส่วนราคาหุ้นต่อกำไรสุทธิ (P/E) ถึง 165.40 เท่า เทียบอุตสาหกรรมที่ระดับเพียง 30 เท่า แต่ราคาไอพีโอที่ 5.20 บาท เท่ากับราคามูลค่าหุ้นทางบัญชีต่อหุ้น (Book Value per Share) สะท้อนว่านักลงทุนมีโอกาสเข้าลงทุนในราคาเดียวกันกับบริษัท ซึ่งมีโอกาสเติบโตสูงในระยะยาว
“ก่อนเข้าตลาดเรามีค่าใช้จ่ายพิเศษครั้งเดียวหลายรายการ ส่งผลต่องบการเงิน ทำให้ราคาไอพีโอมีค่าพีอีสูงกว่าอุตสาหกรรม แต่ราคาดังกล่าวเท่ากับ Book Value ของบริษัท ถือว่าไม่แพง นักลงทุนมีโอกาสซื้อหุ้น Growth Stock ในราคาเดียวกันกับบริษัท ซึ่งมั่นใจว่า SHR จะเติบโตโดดเด่นอย่างน้อยอีก 5 ปีข้างหน้าทั้งรายได้และกำไร ซึ่งตอนนั้น P/E จะปรับลดลงมาเอง” นายนริศกล่าว
นายนริศกล่าวว่า บริษัทตั้งเป้ารายได้และกำไร 5 ปีข้างหน้า (2563-2567) เติบโตไม่ต่ำกว่า 20% ต่อปี มาจากการเติบโตทรัพย์สินปัจจุบันของบริษัทฯ (Organic Growth) และการเข้าซื้อกิจการ (Merger and Acquisition) โดยวางงบงบลงทุนไว้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาทต่อปี สำหรับการลงทุนโรงแรมทั้งในและต่างประเทศ พร้อมวางเป้าหมายขยายโรงแรมไว้ที่ 80 แห่งในปี 2568 จากปัจจุบันที่มีอยู่ 39 แห่ง โดยจะใช้เงินลงทุนจากเงินระดมทุนไอพีโอ ขณะเดียวกันหลังเข้าจดทะเบียนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนของบริษัทจะลดลงเหลือต่ำ 0.5 เท่า จากปัจจุบันที่ 1.1 เท่า ทำให้มีศักยภาพในการกู้เพิ่มขึ้น รวมถึงในปี 2566-2567 จะมีการพิจารณานำสินทรัพย์ขายเข้ากองทรัสต์เพื่อการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ (REIT) อีกด้วย