BBL ลุยช่วย SMEs ปรับโครงสร้างหนี้ ยันมาตรการเปลี่ยนวงเงินเทอมโลนไม่กระทบ NIM
24 ม.ค. 2563 | 17:48น.
แบงก์กรุงเทพ พร้อมเดินหน้าช่วยเหลือตามมาตรการธปท.อุ้มลูกค้าเอสเอ็มอี เผยโยกหนี้บัตรเครดิตเป็นเทอมโลน รับกระทบรายได้ดอกเบี้ยรับ แต่ไม่กระทบ NIM พร้อมตั้งเป้าสินเชื่อโต 3-4% ชี้ ภาวะเศรษฐกิจชะลอ เน้นเจาะกลุ่มโต คุมเอ็นพีแอลไม่เกิน 3.4%
นายวีระศักดิ์ สุตัณฑวิบูลย์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ เปิดเผยว่า มาตรการที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจโดยการให้ธนาคารปรับวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตมาเป็นสินเชื่อแบบมีระยะเวลา (เทอมโลน) เนื่องจากลูกค้าได้ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงที่ 18% นั้น ยอมรับว่ารายได้รับดอกเบี้ยอาจจะปรับลดลง แต่จะไม่กระทบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เนื่องจากธนาคารสามารถให้บริการผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้เมื่อลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ดี เช่น ลูกหนี้มีวงเงินบัตรเครดิต 1 แสนบาท แต่มีกระแสเงินสด 4 หมื่นบาท และอีก 6 หมื่นบาท ไม่สามารถชำระได้ ธนาคารก็ปรับมาเป็นเงินกู้ ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยอิงกับอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ซึ่งถูกกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิต อย่างไรก็ดี ธนาคารกรุงเทพมีพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตค่อนข้างน้อย จึงไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก
ขณะที่ มาตรการช่วยเหลือปรับโครงสร้างหนี้ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เป็นสิ่งที่ธนาคารให้ความช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง และมีลูกค้าเข้ามาขอปรับโครงสร้างปกติ ทั้งการยืดอายุการชำระหนี้ โดยสิ่งที่ธปท.พยายามช่วยผ่อนภาระด้านกันสำรองเพื่อเป็นแรงจูงใจ (Incentive) ให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อเพิ่มขึ้น และช่วยให้ลูกค้ากลับมาเป็นปกติ เช่น จากเดิมจะกลับมาจัดชั้นปกติ Stage 1 จะต้องใช้เวลา 12 เดือนก็ปรับลดลง ถือเป็นเรื่องที่ดี
ขณะที่การปรับวงเงินสินเชื่อบัตรเครดิตมาเป็นสินเชื่อแบบมีระยะเวลา (เทอมโลน) เนื่องจากลูกค้าได้ถูกคิดอัตราดอกเบี้ยสูงที่ 18% นั้น ยอมรับว่ารายได้รับดอกเบี้ยอาจจะปรับลดลง แต่จะไม่กระทบส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย (NIM) เนื่องจากธนาคารสามารถให้บริการผลิตภัณฑ์อื่นๆ ได้เมื่อลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ดี เช่น ลูกหนี้มีวงเงินบัตรเครดิต 1 แสนบาท แต่มีกระแสเงินสด 4 หมื่นบาท และอีก 6 หมื่นบาท ไม่สามารถชำระได้ ธนาคารก็ปรับมาเป็นเงินกู้ ซึ่งคิดอัตราดอกเบี้ยอิงกับอัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี (MLR) ซึ่งถูกกว่าดอกเบี้ยบัตรเครดิต อย่างไรก็ดี ธนาคารกรุงเทพมีพอร์ตสินเชื่อบัตรเครดิตค่อนข้างน้อย จึงไม่น่าจะมีผลกระทบมากนัก
“ตอนนี้ภาพใหญ่ทุกคนให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือเอสเอ็มอี ซึ่งแบงก์กรุงเทพก็ช่วยเหลือตามปกติ ลูกค้าที่เข้ามาปรับโครงสร้างหนี้เราช่วยเหลือกัน”
นายวีระศักดิ์ กล่าวต่อไปอีกว่า ภาพรวมธุรกิจเอสเอ็มอีในปีนี้ธนาคารยอมรับว่าอาจจะต้องระมัดระวังมากขึ้น โดยธนาคารจะต้องทำ 2 เรื่อง คือ กลุ่มที่มีปัญหาก็ต้องเข้าไปช่วยเหลือ และกลุ่มที่ยังเติบโตได้ธนาคารต้องเข้าไปสนับสนุนการเติบโต ซึ่งกลุ่มที่มองว่าขยายตัวได้ เช่น อาหารและภาคบริการ ขณะเดียวกัน กลุ่มธุรกิจซื้อขายออนไลน์ (e-Commerce) เป็นกลุ่มที่ขยายตัวได้ดีมากกว่า 10% และคาดว่าจะเติบโตมากขึ้นตามพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งธนาคารก็พร้อมสนับสนุนสินเชื่อผ่านทางออนไลน์และออฟไลน์
ทั้งนี้ จากแนวโน้มดังกล่าว ธนาคารตั้งเป้าเติบโตสินเชื่อเอสเอ็มอีปีนี้ไม่น้อยกว่า 3-4% หรือขยายตัวมากกว่าปีก่อน โดยปัจจุบันธนาคารมียอดสินเชื่อคงค้างมากกว่า 6 แสนล้านบาท ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จะรักษาให้อยู่ใกล้เคียงกับภาพรวมเอ็นพีแอลทั้งธนาคารที่อยู่ 3.4%
“ในภาวะเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ภาวะชะลอตัว เราต้องเข้าใจธรรมชาติของเอสเอ็มอี เกิดง่าย ตายง่าย แต่ทุกธนาคารก็ระมัดระวังตัวมากขึ้น เลือกกลุ่มลูกค้าโต และช่วยเหลือลูกค้าที่มีปัญหา ใครโตก็หนุนให้เขาขยาย เช่น วันนี้มีลูกค้าเข้ามาขอวงเงินปรับปรุงเครื่องจักรมากขึ้น เพราะใช้โอกาสช่วงบาทแข็งปรับปรุงให้ธุรกิจมีความต่าง และลดต้นทุน จึงจะทำให้ธุรกิจไปรอดได้”