เข้าสู่ช่วงรายงาน ผลการดำเนินงาน
คอลัมน์ เติมความคิด พิชิตการลงทุน โดย เอกภาวิน สุนทราภิชาติ บล.ไทยพาณิชย์
สวัสดีครับท่านผู้อ่าน ตลาดหุ้นต้อนรับเราได้อย่างน่ากลัวทั้งที่เป็นแค่เดือนแรกของปี 2563 โดย SET เคลื่อนไหวอย่างผันผวนขึ้นลงรอบละ 50 จุด โดยล่าสุดปรับตัวลงมาจากบริเวณ 1,600 จุดอีกครั้ง ด้วยปัจจัยลบต่าง ๆ ที่เข้ามากระทบ อันได้แก่
1) การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่าเป็นปัจจัยลบต่อหุ้นในกลุ่มโรงแรม และสายการบินทั่วโลก
2) ราคาน้ำมันที่ปรับตัวลงกระทบต่อกลุ่มพลังงาน โดยผู้อำนวยการสำนักงานพลังงานสากล (International Energy Agency : IEA) แถลงว่า สถานการณ์น้ำมันโลกจะเผชิญกับภาวะอุปทานน้ำมันส่วนเกินในช่วงครึ่งแรกของปีนี้ โดยคาดว่าอุปทานจะเกินกว่าอุปสงค์ประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน จากกำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นของ shale oil ในสหรัฐ
3) การเบิกจ่ายงบฯปี’63 ที่ล่าช้า หลังมีการส่งเรื่องให้ศาล รธน.ตีความว่าการพิจารณางบฯปี”63 เป็นโมฆะหรือไม่ ในประเด็นเสียบบัตรแทนกัน
ทั้งนี้ ใน 3 ประเด็นดังกล่าว เป็นปัจจัย ณ ปัจจุบันที่กดดันให้ SET ปรับตัวลงในช่วงนี้ และผมแนะนำให้ติดตามปัจจัยสำคัญถัดไปในเดือน ก.พ. ซึ่งจะเข้าสู่ฤดูกาลรายงานผลการดำเนินงานใน Q4/62 อย่างเต็มตัว และต้องขอบอกว่าในภาพรวมมีแนวโน้มไม่ดีนัก โดยกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี ซึ่งเรียกได้ว่ามีเพียง PTTEP ที่ผลการดำเนินงานโดดเด่น โดย SCBS คาดว่ากำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 27% YOY และ 2% QOQ ได้ปัจจัยหนุนจากปริมาณการขายและราคาเฉลี่ยที่สูงขึ้น นอกเหนือจากนั้นแล้ว ล้วนมีผลการดำเนินงานที่ชะลอตัว
โดยกลุ่มโรงกลั่น ผลการดำเนินงานหลักยังคงถดถอยตามค่าการกลั่นที่ปรับตัวลงอย่างต่อเนื่อง โดยใน Q4/62 ค่าการกลั่นอยู่ในระดับต่ำเพียงประมาณ 1.7 เหรียญต่อบาร์เรล เทียบกับระดับ 6.5 เหรียญต่อบาร์เรลใน Q3/62 และ 4.4 เหรียญต่อบาร์เรลใน Q4/61
กลุ่มปิโตรเคมี ผลการดำเนินงานยังโดนกดดันจากส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์และวัตถุดิบ ซึ่งสาเหตุหลักมาจากอุปทานที่เพิ่มขึ้น ในขณะที่อุปสงค์ยังไม่ฟื้นตัว โดยฝั่งโอเลฟินส์ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ HDPE อยู่ในระดับเพียง 301 เหรียญ/ตัน เทียบกับในช่วง Q3/62 และ Q4/61 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 457 เหรียญ/ตัน และ 639 เหรียญ/ตัน ตามลำดับ ด้านฝั่งอะโรเมติกส์ ส่วนต่างราคา PX-คอนเดนเสต ลดลงมาอยู่ที่ระดับเพียง 259 เหรียญ/ตัน เทียบกับในช่วง Q3/62 และ Q4/61 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 286 เหรียญ/ตัน และ 569 เหรียญ/ตันตามลำดับ ส่วนปิโตรเคมีปลายน้ำ ส่วนต่างราคาผลิตภัณฑ์ปรับตัวลงเช่นเดียวกัน โดย integrated PET/PTA ส่วนต่างราคาลดลงมาอยู่ที่ระดับ 194 เหรียญ/ตัน เทียบกับในช่วง Q3/62 และ Q4/61 ซึ่งอยู่ที่ระดับ 252 เหรียญ/ตัน และ 224 เหรียญ/ตัน ตามลำดับ
กลุ่มพาณิชย์ เป็นอีกกลุ่มที่ผลการดำเนินงานยังอ่อนแอตามยอดขายสาขาเดิม (SSSG) ที่เติบโตตํ่า โดยในช่วง Q4/62 ยอดขายทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับในช่วงครึ่งแรกของปี”62 ยอดขายชะลอตัวประมาณ 4% เนื่องจากได้รับผลกระทบจากเศรษฐกิจที่ชะลอตัวกระทบต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค
กลุ่มท่องเที่ยว เป็นอีกกลุ่มอุตสาหกรรมหนึ่งที่ผลการดำเนินงานยังไม่โดดเด่นเช่นกัน จากผลกระทบของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจทั่วโลก และเงินบาทแข็งค่า ทำให้นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทยน้อยลง ขณะที่เริ่มต้นปีใหม่สถานการณ์ยังไม่ดีขึ้น ตามตัวเลขของสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้ามาในประเทศไทย 11.02 ล้านคนใน Q1/63 เพิ่มขึ้นเพียง 2% YOY นอกจากนี้ การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรน่ายิ่งทำให้การฟื้นตัวของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวเต็มไปด้วยความยากลำบาก
ทั้งหมดที่กล่าวมานี้ เป็นอุตสาหกรรมที่ผมยกตัวอย่างมาให้เห็นว่า แนวโน้มผลการดำเนินงานบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ บ้านเรายังไม่ดี อย่างไรก็ตาม อย่าเพิ่งถอดใจนะครับ เนื่องจากฟ้าหลังฝนย่อมสดใสเสมอ เนื่องด้วยผมมองว่าจุดต่ำสุดของผลการดำเนินงานจะอยู่ใน Q4/62 และหลังจากนั้นกำไรจะค่อย ๆ ฟื้นตัวขึ้น เนื่องจากอุตสาหกรรมทั้งที่อิงจากเศรษฐกิจในประเทศหรือต่างประเทศ ผลการดำเนินงานจะปรับตัวดีขึ้น จากภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มฟื้นตัว หลังสงครามการค้าที่ผ่อนคลายระหว่างสหรัฐและจีน และยังได้มาตรการกระตุ้นจากภาครัฐ รวมถึงการใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายของบรรดาธนาคารกลางต่าง ๆ เป็นปัจจัยสนับสนุน
ดังนั้น บทสรุปสุดท้าย หากราคาหุ้นในตลาดปรับตัวลง ผมมองว่าเป็นโอกาสในการเข้าซื้อสะสมมากกว่าครับ
และพบกันใหม่ในฉบับหน้า…ด้วยรักและหวังดี…ท่านสามารถติดตามข่าวสาร และความรู้ด้านการลงทุนผ่าน Facebook เอกภาวิน สุนทราภิชาติ และ Line ที่ @wavesmart