แบงก์ชาติกับปฏิบัติการแก้หนี้เพื่อลดภาระให้คนไทย

ศูนย์คุ้มครองผู้ใช้บริการทางการเงิน (ศคง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย

ในภาวะที่ปัญหาหนี้ของครัวเรือนไทยยังรุนแรงและเศรษฐกิจไทยปีนี้ต้องเผชิญกับปัญหาหลายด้าน ที่จะทำให้ความสามารถในการชำระหนี้ของประชาชนลดลง แบงก์ชาติจึงให้ความสำคัญอย่างมากกับการช่วยเหลือประชาชนแก้ไขปัญหาหนี้สิน โดยเรื่องนี้ถือเป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญลำดับต้นๆ ของแบงก์ชาติในปี 2563 นี้ ซึ่งครอบคลุมหลายมิติ

SME debt Restructuring เน้นการปรับหนี้เชิงป้องกัน

ตั้งแต่ต้นปี 2563 ท่านอาจได้ยินข่าวมาตรการสนับสนุนการปรับโครงสร้างหนี้ให้ผู้ประกอบการ SME โดยแบงก์ชาติได้ปรับปรุงและผ่อนปรนกฎเกณฑ์ในหลายเรื่อง เพื่อสร้างแรงจูงใจให้สถาบันการเงินให้ความสำคัญและเร่งปรับโครงสร้างหนี้และให้เงินทุนหมุนเวียนเพิ่มเติมแก่ลูกค้า SME ดร.วิรไท ผู้ว่าการ ธปท. ได้กล่าวว่า ในอดีตเมื่อพูดถึงการแก้ไขปัญหาหนี้จะเน้นที่ “การแก้หนี้เสีย” หรือ “หนี้ที่เป็น NPL” แล้ว แต่ในรอบนี้จะเน้น “มาตรการเชิงป้องกัน” (Preemptive debt restructuring) เพื่อป้องกันไม่ให้หนี้คุณภาพดีไหลลงเป็นหนี้เสีย หรือเกิดปัญหาขาดสภาพคล่อง เพราะหากปล่อยไว้ เมื่อเศรษฐกิจกลับมาฟื้นตัวปกติ ธุรกิจ หรือลูกจ้างเหล่านี้อาจไม่สามารถกลับมาฟื้นตัวได้ นอกจากนี้ แบงก์ชาติได้ขอให้ สถาบันการเงินตั้งทีมพิเศษขึ้นมาเพื่อเกาะติดสถานการณ์ และเข้าไปช่วยเหลือลูกหนี้ อย่างทันท่วงทีด้วย

ปรับ model ของ บสย.ให้เอื้อต่อการแก้หนี้ ไม่ต้องฟ้องก่อนเคลม

งานอีกเรื่องสำคัญ คือ การปรับรูปแบบการดำเนินการของ บสย. หรือ ซึ่งเดิมอาจถูกเน้นในฐานะเป็นกลไกค้ำประกันที่จะช่วยให้ สง.ปล่อยสินเชื่อแก่ SME โดยอาจไม่ได้ให้ความสำคัญกับขั้นตอนหลังจากนั้น เช่น ขั้นตอนจ่ายเงินชดเชย ซึ่งเดิมต้องฟ้องก่อน บสย.ถึงจะจ่าย ได้ปรับให้สามารถใช้หนังสือ notice แทนได้ เพื่อลดผลกระทบที่ลูกค้าอาจถูกดำเนินคดีโดยไม่จำเป็น นอกจากนี้ บสย.ได้ออกผลิตภัณฑ์ใหม่สำหรับค้ำประกันสินเชื่อ working cap เพื่อสนับสนุนให้สถาบันการเงินให้เงินทุนหมุนเวียนแก่ลูกหนี้เพิ่มเติม

ปรับวิธีการคิดดอกเบี้ยปรับผิดนัดชำระ ให้เป็นธรรมขึ้น

นอกจากนี้ แบงก์ชาติได้สั่งการให้สถาบันการเงินปรับปรุงดอกเบี้ยและค่าธรรมเนียมใน 3 เรื่องสำคัญ เพื่อลดภาระประชาชนและปรับปรุงให้เป็นธรรมมากขึ้น โดยเรื่องที่สำคัญมากและเกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหาหนี้ คือ การปรับปรุงวิธีการคิดดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ ซึ่งแต่เดิมจะคำนวนจากฐานของ “เงินต้นที่เหลือทั้งหมด” ให้คิดบนฐานของ “เงินต้นในงวดที่ผิดนัดจริง”

นาย ก. กู้เงิน 5 ล้านบาทมาสร้างบ้าน ทำสัญญาผ่อน 240 งวด 20 ปี งวดละ 42,000 บาท ผ่อนจ่ายมาได้ 2 ปี หรือ 24 งวด งวดที่ 25 ภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาทำให้นาย ก. ชำระหนี้ได้เพียง 30,000 บาท จึงเกิดการผิดนัดชำระหนี้

ตามแนวทางเดิม การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จะคำนวณบนฐานของ “เงินต้นคงเหลือทั้งหมด” คือ ตั้งแต่งวดที่ 25 ถึง งวดที่ 240 รวมประมาณ 4.77 ล้าน สมมติอัตราดอกเบี้ยปรับอยู่ที่ร้อยละ 8 กรณีนี้ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จะอยู่ที่ 31,364 บาท

*ขอบคุณภาพจาก Saving Guru

ตามแนวทางใหม่ การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ จะคำนวณบนฐานของ “เงินต้นในงวดที่ผิดนัดจริง” เท่านั้น ซึ่งก็คือ “เงินต้นของงวดที่ 25” ซึ่งเท่ากับ 10,000 บาท เพราะตามข้อเท็จจริง นาย ก. ยังไม่ได้ผิดนัดชำระตามสัญญางวดที่ 26 ถึงงวดที่ 240 ซึ่งเป็นงวดการผ่อนตามสัญญาในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง สมมติอัตราดอกเบี้ยปรับอยู่ที่ร้อยละ 8 กรณีนี้ดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้จะอยู่ที่ 65.75 บาท

Advertisement

โดยสรุป การคำนวณดอกเบี้ยผิดนัดชำระตามแบบเดิมที่เมื่อคำนวณเป็นจำนวนเงินที่ต้องจ่ายจริงจะสูงมาก และอาจทำให้ลูกหนี้สุจริต เช่นนาย ก.ที่อาจจะเจอปัญหาจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ทำให้ไม่สามารถจ่ายหนี้ได้ครบเต็มจำนวน ท้ายที่สุดต้องผิดนัดชำระเพราะดอกเบี้ยผิดนัดชำระหนี้ที่ต้องจ่ายมีจำนวนสูงมาก เกินกว่าความสามารถที่จะจ่ายได้ (affordability risk) ในที่สุดก็จะผิดนัดชำระในงวดต่อๆ ไปอีก ดังนั้นการปรับปรุงครั้งนี้ช่วยลดโอกาสที่ประชาชนสุจริตเช่นนาย ก. ที่อาจจะพลาดการจ่าย หรือจ่ายไม่ได้ด้วยมีเหตุจำเป็นจริงๆ ให้มีโอกาสจ่ายหนี้คืนได้

คลินิกแก้หนี้ 2 เฟสแรก ช่วยคนไทยแก้หนี้บัตรกว่า 1.3 หมื่นใบ

ปัญหาหนี้บัตร เป็นหนึ่งในปัญหาหนี้สินที่แบงก์ชาติให้ความสำคัญมาระยะหนึ่ง เพราะหนี้บัตรเป็นความจริงของชีวิตที่คนไทยจำนวนมากกำลังเผชิญอยู่ และเป็นหนี้ที่ระยะเวลาผ่อนสั้น ดอกเบี้ยแพง ที่ผ่านมาแบงก์ชาติ ด้วยความร่วมมือของ สง.สมาชิกขับเคลื่อนงานเรื่องนี้ผ่านโครงการคลินิกแก้หนี้ นับตั้งแต่ มิถุนายน 2560 โครงการคลินิกแก้หนี้ระยะที่ 1 – 2 สามารถช่วยคนไทยแก้ปัญหาหนี้บัตรไปแล้วกว่า 3 พันราย ครอบคลุมบัตรเครดิตและบัตรกดเงินสดกว่า 13,000 ใบ

คุณบิ๊นท์ – สิรีธร ลีห์อร่ามวัฒน์ นางสาวไทยประจำปี 2562 สาวงามที่อาสาเข้ามาช่วยงานของโครงการฯ ในด้านประชาสัมพันธ์เล่าถึงประสบการณ์จริงของตนว่า “เธอมีเพื่อนที่มีหนี้บัตร เงินเดือนของเพื่อนส่วนใหญ่หมดไปกับการผ่อนหนี้บัตรก้อนโต ขณะที่การซื้ออาหารเพื่อดำรงชีพต้องอาศัยเงินค่าจ้างล่วงเวลา…คลินิกแก้หนี้จึงเป็นยุทธศาสตร์การลดหนี้เสีย ที่ทำให้คนคนหนึ่งได้ใช้ชีวิตต่อไป”

คลินิกแก้หนี้เฟส 3 เดินหน้าเปิดรับทุกกลุ่ม

เมื่อ 1 ก.พ. 2563 คลินิกแก้หนี้เดินหน้าเข้าสู่โครงการในระยะที่ 3 โดยได้ปรับกฎเกณฑ์ให้โครงการสามารถช่วยแก้ปัญหาหนี้บัตรให้ประชาชนได้กว้างขึ้นครอบคลุมหนี้บัตรแทบทุกกรณี ทั้งคดีแดง และส่วนที่มีเจ้าหนี้รายเดียว รวมทั้งปรับคุณสมบัติของผู้เข้าร่วมโครงการว่าต้องเป็น NPL ก่อน 1 มค.2563 ทั้งนี้ เพื่อรองรับลูกค้าให้ได้เพิ่มขึ้น โครงการฯจะมีการปรับปรุงขั้นตอนการทำงานให้รวดเร็วขึ้น ทำงานเชิงรุกด้วยการเปิดจุดให้บริการในวันหยุดเสาร์ – อาทิตย์ ตลอดจนจะลงพื้นที่พบลูกค้าตามสถานประกอบการทั่วประเทศมากขึ้น อีกทั้ง จะประสานความร่วมมือกับศาลและกรมบังคับคดีเพื่อหาข้อสรุปในขั้นตอนไกล่เกลี่ย ซึ่งจะช่วยเพิ่มการเข้าถึงประชาชนผู้เดือดร้อนอีกทางหนึ่ง

ความพิเศษ 2 เรื่องของคลินิกแก้หนี้ เอื้อให้การแก้หนี้บัตรเกิดขึ้นได้

หนึ่ง โครงการฯเป็น “เครือข่ายที่ช่วยเหลือประชาชนแก้หนี้บัตร” ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของประเทศ มีสมาชิกรวม 35 แห่ง โดยธนาคารออมสินเป็นสมาชิกรายล่าสุด บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุมวิท หรือ SAM จะทำหน้าที่เป็นคนกลางประสานงานระหว่างลูกหนี้ – เจ้าหนี้ทุกราย ช่วยรวมยอดหนี้ให้เป็นก้อนเดียว และเจ้าหนี้ทุกรายจะหยุดทวงหนี้ และเมื่อเข้าโครงการฯ ลูกหนี้จะได้รับคำแนะนำเกี่ยวกับการปรับโครงสร้างหนี้ด้วย การให้บริการแบบเบ็ดเสร็จ ณ จุดเดียว (one-stop service) จะช่วยให้การแก้ปัญหาหนี้บัตรที่อาจมีเจ้าหนี้หลายรายซึ่งปกติทำสำเร็จยาก เกิดขึ้นได้นั่นเอง

สอง ลูกหนี้จะได้รับเงื่อนไขปรับปรุงโครงสร้างหนี้ที่ผ่อนปรนและปฏิบัติได้จริง คือ การผ่อนชำระเฉพาะเงินต้น และให้ระยะเวลาผ่อนชำระนานถึง 10 ปี เทียบกับถ้าเจรจากับเจ้าหนี้เดิมอาจถูกเรียกให้จ่ายคืนภายในระยะเวลาสั้นๆ เช่น 6 เดือน การให้ระยะเวลาผ่อนชำระนานเพียงพอนี้ หมายความว่ายอดเงินที่ต้องผ่อนชำระต่อเดือนจะไม่สูงเกินไป เช่น ถ้ามีหนี้ 50,000 บาท ยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 600 บาท หรือถ้ามีหนี้ 100,000 บาท ยอดผ่อนต่อเดือนจะอยู่ที่ประมาณ 1,200 บาทเท่านั้น นอกจากนี้เมื่อลูกหนี้ผ่อนชำระเสร็จสิ้นตามสัญญา โครงการฯจะยกดอกเบี้ยค้างชำระเดิมให้ทั้งหมดอีกด้วย

โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรดี สำหรับผู้มีวินัยและประวัติดี

นอกจากจะแถลงข่าวการเข้าร่วมโครงการคลินิกแก้หนี้ ธนาคารออมสินได้เปิดตัว “โครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรดี เพื่อลดภาระดอกเบี้ยให้แก่ประชาชนที่มีวินัยและมีประวัติการผ่อนชำระดี จากที่เดิมที่อาจจะต้องจ่ายดอกเบี้ยสูงถึงร้อยละ 18 หรือ 28 แต่เมื่อโอนย้ายมาอยู่ที่ธนาคารออมสินแล้ว จะจ่ายดอกเบี้ยเพียงร้อยละ 8.5 – 10.5 ตามความเสี่ยง นอกจากนี้ โครงการยังสนับสนุนให้ลูกค้านำเงินที่ประหยัดได้ในแต่ละเดือนจากการรีไฟแนนซ์ไปเก็บออมไว้ เช่น ซื้อสลากออมสิน ดังนั้นโครงการรีไฟแนนซ์หนี้บัตรดี นอกจากจะช่วยลดภาระประชาชนแล้วยังส่งเสริมการออมเพื่ออนาคตด้วย

ด้วยในปัจจุบันการคิดอัตราดอกเบี้ยสำหรับบัตรเครดิต ยังไม่สามารถแบ่งกลุ่มลูกหนี้ตามคุณภาพและความเสี่ยงที่ต่างกันได้ แบงก์ชาติจึงพยายามผลักดันให้ตลาดรีไฟแนนซ์หนี้บัตรเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งคาดว่าจะช่วยให้ลูกหนี้ที่มีวินัยและมีประวัติการผ่อนชำระดีมีต้นทุนการใช้บัตรที่ถูกลงเป็นรางวัลสมกับที่พึงจะได้รับ รวมทั้งการที่ลูกหนี้ดีมีทางเลือกที่ดียิ่งขึ้น จะช่วยป้องกันและลดปัญหาที่เกิดจากลูกหนี้ดีไม่มีทางเลือก จึงจงใจผิดนัดชำระหนี้ หรือ ปัญหา moral hazard ด้วย

อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ร้อยละ 1 ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์

เมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2563 คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ได้ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงมาอยู่ที่ร้อยละ 1 ต่อปี ซึ่งเป็นอัตราต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์เศรษฐกิจการเงินของไทย โดยให้เหตุผลไว้ในการแถลงข่าวว่า “อัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลงจะสนับสนุนสภาพคล่องและการปรับปรุงโครงสร้างหนี้ให้กับภาคธุรกิจและครัวเรือนที่ได้รับผลกระทบรุนแรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจ” ซึ่งแบงก์ชาติถือเป็นธนาคารกลางแรกที่ลดดอกเบี้ยลงจากไวรัสโคโรนา แม้สถานการณ์ ณ ตอนนั้นยังไม่ใช่จุดพีค แต่เราต้องไม่ตั้งรับ หรือช้าเกินไป เพราะการแก้ไขจะทำได้ยากในอนาคต” ท่านผู้ว่าการกล่าว

มาตรการและโครงการต่างๆ ข้างต้น เป็นความพยายามของแบงก์ชาติที่จะช่วยแก้ปัญหาหนี้สินและลดภาระให้คนไทย