‘เอเชีย พลัส’ หวั่นกำไร บจ.ไตรมาสแรก -68% เซ่นพิษโควิด
“บล.เอเซีย พลัส” ประเมินกำไรบริษัทจดทะเบียนไตรมาสแรกเสี่ยงติดลบ 68% เมื่อเทียบกับปีก่อน กลุ่มหุ้นใหญ่ “แบงก์-ปิโตรเคมี-ขนส่ง/ท่องเที่ยว-อสังหาฯ” กำไรร่วงกดดันตลาดมากที่สุด เม็ดเงินลงทุนจากกองทุน SSF แผ่วไม่ถึงพันล้าน SET Index ปรับขึ้นต่อลำบาก
นายฐกฤต ชาติเชิดศักดิ์ ผู้ช่วยผู้จัดการ ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเชีย พลัส เปิดเผยว่า ภาพรวมเศรษฐกิจโลกในเดือน พ.ค.ให้น้ำหนักกับปัจจัยการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส 2019 (โควิด-19) และการกลับมาเปิดประเทศ (Reopening) เป็นหลัก โดยยังต้องติดตามจำนวนผู้ติดเชื้อในแถบอาเซียน หลังจากจำนวนผู้ติดเชื้อฝั่งสหรัฐและยุโรปได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว
ขณะที่ปัจจัยการกลับมาเปิดประเทศเชื่อว่าตลาดหุ้นทั่วโลกได้ตอบรับปัจจัยดังกล่าวไปแล้วระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตาม ในส่วนของเศรษฐกิจช่วงครึ่งปีแรกคาดว่าจะยังได้รับผลกระทบอยู่ สะท้อนจากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่ปรับฐานรุนแรง รวมถึงแนวโน้มเศรษฐกิจโลกในปีนี้จากที่กองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ประเมินเชื่อว่าจีดีพีปีนี้จะปรับลดลงติดลบทั่วโลก
ในส่วนของเศรษฐฏิจในประเทศให้น้ำหนักกับปัจจัยการเปิดประเทศเช่นกัน โดยปัจจัยมีความชัดเจนจากภาครัฐถึงการแบ่งเปิดตามสี ได้แก่ ธุรกิจสีขาวจะเริ่มกลับมาเปิดในวันที่ 4 พ.ค. ธุรกิจสีเขียว 18 พ.ค. ธุรกิจสีเหลือง 1 มิ.ย. และธุรกิจสีแดง 15 มิ.ย.
“การกลับมาเปิดธุรกิจอาจไม่ได้ช่วยให้ภาพรวมเศรษฐกิจไทยฟื้นได้มากนัก เพราะการรักษาระยะห่างทางสังคม (Social Distancing) ยังมีอยู่ และเคอร์ฟิวก็ยังมีอยู่ ดังนั้น กิจกรรมทางเศรษฐกิจคงยังไม่ได้ฟื้นเร็วๆ นี้” นายฐกฤต กล่าว
ถัดมาให้น้ำหนักการประกาศจีดีพีไทยไตรมาส 1/63 ของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือ สภาพัฒน์ ในวันที่ 18 พ.ค. โดยจากข้อมูลตัวเลขเศรษฐกิจ 2 เดือนแรก และตัวเลขการส่งออกเดือน มี.ค. เบื้องต้นคาดว่าจีดีพีไทยไตรมาสแรกมีโอกาสติดลบ
ขณะที่ปัจจัยสุดท้ายให้น้ำหนักกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจระยะ 3 ผ่าน พ.ร.ก. 3 ฉบับ ได้แก่ 1.พ.ร.ก.กู้เงิน 1 ล้านล้านบาท 2.พ.ร.ก.ซอฟท์โลน และ 3.พ.ร.ก.จัดตั้งกองทุนเพื่อรักษาสภาพคล่องของการระดมทุนในตลาดตราสารหนี้ (กองทุน BSF) รวมถึงให้น้ำหนักมาตรการอัดฉีดเงิน 5,000 บาท แก่ประชาชนและเกษตรกร ซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนของแหล่งเงินทุนในเดือน พ.ค.นี้
นายภราดร เตียรณปราโมทย์ ผู้จัดการสายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ภาพรวมผลประกอบการบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในปี 2563 ยังมีความเสี่ยงขาลง (Downside Risk) จากคาดการณ์กำไร บจ.ไตรมาสแรกของที่ฝ่ายวิจัยจัดทำครอบคลุม 49 บริษัท คิดเป็น 38% ของมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (Market Cap.) พบว่าผลประกอบการ บจ.ส่วนใหญ่ปรับตัวลงเมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว (QoQ) และปรับลงเมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY)
“ตัวที่ดร็อปลงส่วนใหญ่จะเป็นหุ้นขนาดใหญ่ทั้งสิ้น เช่น กลุ่มแบงก์ที่ประกาศงบเป็นที่เรียบร้อยแล้วกำไรลดลง 20% กลุ่มปิโตรเคมี กลุ่มขนส่ง/ท่องเที่ยว และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ โดยปรับลดลงกว่า 68% YoY” นายภราดร กล่าว
ขณะที่แนวโน้มเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) พบว่าตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบัน (YTD) นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหุ้นไทยรวม 1.6 แสนล้านบาท เช่นเดียวกันกับแรงขายในตลาดหุ้นภูมิภาคเดียวกัน โดยชี้ว่าการปรับขึ้นของดัชนีตลาดหลักทรัพย์ SET (SET Index) จากจุดต่ำสุดในช่วงที่ผ่านมามาจากแรงซื้อของนักลงทุนสถาบันในประเทศเป็นหลัก โดยตั้งแต่ต้นปีถึงปัจจุบันนักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิในตลาดหุ้นไทยที่ 4.5 หมื่นล้านบาท
“อย่างไรก็ตาม เดิมที่นักลงทุนสถาบันซื้อสุทธิราว 4-5 พันล้านบาท/สัปดาห์ แต่ในสัปดาห์ล่าสุดมีการซื้อสลับขายเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้นหลักร้อยล้านบาท และเมื่อสุทธิออกมาแล้วกลับกลายเป็นการขาย” นายภราดร กล่าว
นายภราดร กล่าวว่า เบื้องต้นฝ่ายวิจัยประเมินว่าแรงซื้อของกองทุนเพื่อการออม (SSF) จะสามารถช่วยประครอง SET Index อย่างไรก็ตาม จากข้อมูลของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) พบว่า แรงซื้อกองทุน SSF ตั้งแต่ 1-24 เม.ย.กลับค่อนข้างแผ่ว หรือไม่ถึงระดับ 1 พันล้านบาท ดังนั้น SET Index ที่ปรับขึ้นจากเดือนที่แล้วประมาณ 10% โอกาสที่เม็ดเงินจะทยอยกลับมาต่อจากนี้น่าจะค่อนข้างยาก
นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้จัดการฝ่ายกลยุทธ์การลงทุน บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า จากสถานการณ์โควิด-19 ที่เริ่มคลี่คลายส่งผลให้ตลาดหุ้นทั่วโลกกลับมาฟื้นตัวได้ สะท้อนจากดัชนี MSCI World ที่ฟื้นตัวกลับขึ้นมาประมาณ 50% โดยกรณีที่ดีที่สุด (Best Case) ในประเทศเกาหลีใต้พบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อต่อวันที่ลดลงหนุนให้ตลาดหุ้นเกาหลีปรับขึ้นถึง 68% หรือปรับขึ้นประมาณ 2 ใน 3
ขณะที่จำนวนผู้ติดเชื้อใหม่ของประเทศไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 17 รายต่อวัน และ 3 วันล่าสุดที่ผ่านมาพบว่าจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นต่ำกว่าระดับ 10 รายติดต่อกัน จึงเชื่อว่าตลาดหุ้นไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นเช่นกัน อย่างไรก็ตาม SET Index ปัจจุบันที่ระดับ 1,284 จุด ส่งผลให้โอกาสปรับขึ้น (Upside Risk) เริ่มจำกัด โดยฝ่ายวิจัยประเมินกรอบการเคลื่อนไหวในเดือน พ.ค.ที่แนวต้าน 1,323 จุด และแนวรับที่ 1,180 จุด
นายเทิดศักดิ์ ทวีธีระธรรม รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานวิจัย บล.เอเซีย พลัส กล่าวว่า ในส่วนของหุ้นแนะนำเข้าซื้อลงทุนในเดือน พ.ค. ได้แก่ DCC ราคาเหมาะสม 2.28 บาท RATCH 75.00 บาท STA 14.00 บาท IVL 32.00 บาท COM7 23.50 บาท และ KBANK 120.00 บาท ขณะที่หุ้นแนะนำขาย ได้แก่ DELTA และ ERW