9 ปี โครงการ “ประกันภัยข้าวนาปี” จ่ายเคลมร่วมหมื่นล้าน
ประกันภัยข้าวนาปี’62-63 อ่วม! เคลมสินไหมพุ่งเฉียด 5 พันล้านบาท “สมาคมประกันวินาศภัยไทย” เผยโครงการปี’63-64 ยังไม่มีเคลมเข้ามา มีเกษตรกรทำประกันกว่า 44 ล้านไร่ อัตราการเข้าถึง 72.57% จากพื้นที่เพาะปลูก 60 ล้านไร่ มีเบี้ยประกันภัยรวม 3,758 ล้านบาท พร้อมโชว์ 9 ปีที่ดำเนินโครงการจ่ายเคลมไปแล้วกว่าหมื่นล้าน
นายกี่เดช อนันต์ศิริประภา ผู้อำนวยการบริหาร สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า โครงการประกันภัยข้าวนาปี ประจำปี 2562-2563 ใกล้จะปิดโครงการภายในเดือน ต.ค.นี้ ปัจจุบันทางสมาคมฯอนุมัติจ่ายค่าสินไหมทดแทน(Loss Ratio) ไปแล้วกว่า 4,800 ล้านบาท คิดเป็นความเสียหายสูงกว่า 223% จากเบี้ยรับเข้ามา 2,000 ล้านบาท โดยประมาณการณ์ความเสียหายโครงการนี้ไม่น่าจะเกิน 5,000 ล้านบาท
“เคลมในโครงการนี้ความเสียหายสูงที่สุดตั้งแต่รับประกัน หากไม่เทียบกับปีแรกช่วงปี 54 ที่เผชิญน้ำท่วมใหญ่ ซึ่งเคลมประกันพุ่งสูง 500%” นายกี่เดชกล่าว

ส่วนโครงการประกันภัยข้าวนาปี ประจำปี 2563-2564 ที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) อนุมัติงบประมาณไปเมื่อช่วงเดือน เม.ย.63 ปัจจุบันมีพื้นที่รับประกันภัยรวมกว่า 44 ล้านไร่ คิดเป็นอัตราการเข้าถึง 72.57% จากพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดกว่า 60 ล้านไร่ และมีเบี้ยประกันภัยรวม 3,758 ล้านบาท ซึ่งถือเป็นโครงการรับประกันที่เป็นพอร์ตใหญ่ที่สุดในอุตสาหกรรม ซึ่งตอนนี้ยังไม่มีการจ่ายเคลม แต่คาดว่าความเสียหายจะเริ่มเข้ามาตั้งแต่ช่วงเดือน ต.ค.63 และหวังว่าความเสียหายปีนี้คงจะดีกว่าปีก่อน
“การคาดการณ์ความเสียหายประเมินได้ยากเนื่องจากการรับประกันโครงการนี้ขึ้นอยู่กับภัยธรรมชาติ ซึ่ปกติประเทศไทยเจอพายุปีละ 20 ลูก” นายกี่เดชกล่าว
ทั้งนี้ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการปี 2554 จนถึงปี 2562 รวมเป็นเวลา 9 ปีนั้น ได้คุ้มครองพื้นที่ปลูกข้าวเป็นจำนวนกว่า 116 ล้านไร่ทั่วประเทศ มีเบี้ยประกันภัยเข้าสู่ระบบระกันภัย จำนวน 9,625 ล้านบาท และจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้เกษตรแล้ว จำนวน 10,803 ล้านบาท มีอัตราการจ่ายสินไหมทดแทนกว่า 113%
อย่างไรก็ดีกำลังศึกษาโมเดลเริ่มใช้โดรนในการสำรวจภัยจากประเทศจีน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งคาดว่าไมเกิน 3 ปี จะสามารถนำมาใช้สำรวจภัยโครงการประกันภัยพืชผลในประเทศไทยได้ ขณะเดียวกันโครงการธนาคารน้ำใต้ดิน ที่ได้นำร่องไปแล้วในพื้นที่ อ.หนองฮี จ.ร้อยเอ็ด จะช่วยลดความการเกิดเคลมลงได้บ้าง เนื่องจากกำลังขยายโมเดลไปสู่พื้นที่ที่ขาดแคลนน้ำในระยะต่อๆ ไป ซึ่งหากภาครัฐเข้ามาร่วมด้วยจะยิ่งดีมาก ซึ่งขณะนี้ทางสำนักนายกรัฐมนตรีได้เข้ามาศึกษาโครงการนี้แล้วด้วย
“โครงการรับประกันภัยข้าวนาปีต้องการช่วยเหลือเกษตรการรายย่อย ซึ่งแต่ละคนถือครองพื้นที่ปลูกข้าวเฉลี่ย 1-12 ไร่ต่อคน ซึ่งกว่า 80% เป็นเกษตรกรลูกค้า ธ.ก.ส.” นายกี่เดชกล่าว
ล่าสุดทางสมาคมฯ ได้ลงทุน 5 ล้านบาท พัฒนาแอปพลิเคชั่น “มะลิซ้อน” และ “รีคัลท์” ช่วยลดขั้นตอน และระยะเวลาในการรายงานความเสียหานของพื้นที่เพาะปลูกข้าวนาปี และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของเกษตรกรที่ได้รับความเสียหายจากภัยธรรมชาติ ช่วยเก็บข้อมูลเกษตรกร รูปภาพความเสียหายพร้อมตำแหน่งสถานที่ประสบภัยพิบัติได้ทันที และช่วยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบข้อมูลและช่วยเหลือเกษตรกรได้
ทั้งนี้เฟสถัดไปกำลังพัฒนาฟีเจอร์ในการเชื่อมโยงข้อมูลเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร และสมาคมประกันวินาศภัยไทย ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการเสร็จภายในปี 2564