ภาพประกอบข่าว MTC
หุ้น ‘เมืองไทย แคปปิตอล’ สุดฮอต! โบรกฯ แห่ปรับประมาณกำไรปีนี้ยาวถึงปีหน้า หลังผลดำเนินงาน Q3 ส่อแววนิวไฮ 1.3 พันล้าน บวกว่า 24% อานิสงส์สินเชื่อกลับมาเติบโต ต้นทุนการเงินลดลง
ขณะที่ บริษัทหลักทรัพย์ เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า ฝ่ายวิจัยคาดว่าผลประกอบการไตรมาสงวดไตรมาส 3/63 ของ MTC จะเติบโต 24% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน (YoY) และ 6% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่แล้ว (QoQ) แตะ 1.34 พันล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น (EPS) ที่ 0.63 บาท จากการเติบโตของสินเชื่อที่แข็งแกร่งและการควบคุมต้นทุนที่ดี โดยในไตรมาสนี้ประเมินว่าสินเชื่อจะขยายตัว 16% YoY และ 6% QoQ จากอุปสงค์ที่ฟื้นตัวจากการเปิดเทอมและฤดูเก็บเกี่ยว
นอกจากนี้ MTC ได้ขยายเครือข่ายสาขาเป็น 4,797 ปรับขึ้น 5% QoQ ในไตรมาส 3/63 และคาดว่าส่วนต่างรายได้ดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) จะเพิ่มขึ้นแตะ 18.8% จากอัตราผลตอบแทนสินเชื่อโดยเฉลี่ยที่ดีขึ้นเนื่องจากพอร์ตสินเชื่อรถจักรยานยนต์ที่ใหญ่ขึ้นและต้นทุนทางการเงินทุนที่ลดลง ประสิทธิภาพการดำเนินงานที่สูง และการควบคุมต้นทุนที่ดี คาดจะส่งผลให้ต้นทุนต่อรายได้ลดลงมาอยู่ที่ 46.5% จาก 49.3% ในไตรมาส 3 ปีที่แล้ว ส่วนกำไรจากการดำเนินงานก่อนตั้งสำรอง (PPoP) คาดว่าจะเติบโต 19% YoY และ 10% QoQ เป็น 1.76 พันล้านบาทในไตรมาส 3 ปีนี้
จากแนวโน้มผลดำเนินงานของบริษัทฯ ที่ค่อนข้างแข็งแกร่ง ส่งผลให้ฝ่ายวิจัยมีการปรับเพิ่มคาดการณ์รายได้และราคาเป้าหมายของปี 2563-2564 ประมาณ 3-4% โดยคาดว่าความต้องการสินเชื่อและคุณภาพสินทรัพย์จะแข็งแกร่งในครึ่งปีหลัง รวมถึงค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและต้นทุนเครดิตที่ลดลง หลัง MTC มีโอกาสลดต้นทุนทางการเงินจากการใช้เงินกู้ดอกเบี้ยต่ำ 5 พันล้านบาทจากธนาคารออมสินในอัตราดอกเบี้ย 2.0%
ทั้งนี้ คงคำแนะนำ “ซื้อ” และปรับเพิ่มราคาเป้าหมายจาก 60.00 บาท เป็น 68.00 บาท โดยคิดเป็นอัตราส่วนราคาต่อมูลค่าทางบัญชี (P/BV) ปี’64 ที่ 5.6 เท่า อัตราส่วนราคาต่อกำไร (P/E) ที่ 24 เท่า และกำไรต่อส่วนของผู้ถือหุ้นระยะยาว (LT ROE) ที่ 28.5% จากผลประกอบการที่ปรับคาดการณ์เพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดี ความเสี่ยงที่สำคัญ คือ การเสื่อมคุณภาพของสินทรัพย์และการเติบโตของสินเชื่อที่ช้ากว่าที่คาดไว้
ในส่วนของคุณภาพสินทรัพย์ ฝ่ายวิจัยเชื่อว่า MTC จะสามารถควบคุมหนี้เสียในสินเชื่อรถยนต์และรถจักรยานยนต์ได้ ซึ่งพอร์ตสินเชื่อดังกล่าวมีสัดส่วนประมาณ 70% ของบัญชีเงินกู้ เนื่องจากขนาดตั๋วที่เล็ก เงินกู้ต่อมูลค่าต่ำ และระยะเวลาเงินกู้สั้น สำหรับเงินกู้ที่มีการพักชำระหนี้มากกว่า 80% คาดว่าสามารถชำระหนี้ได้ โดยฝ่ายวิจัยประเมินหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) เพิ่มขึ้น 3% QoQ เป็น 680 ล้านบาทหรือ 1.02% ของสินเชื่อรวม ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่น้อยกว่า 1.50%
ทั้งนี้ ประเมินผลลขาดทุนทางเครดิตที่คาดว่าจะเกิดขึ้นที่ 81 ล้านบาทหรือต้นทุนเครดิต 50 เบสิสพอยท์ (bps) เทียบกับ 83 bps ในไตรมาส 3/63 โดย MTC จะประกาศผลการดำเนินงานไตรมาสล่าสุดในวันที่ 16 พ.ย. และประชุมผู้ถือหุ้นในวันที่ 18 พ.ย.ต่อไป
ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด ระบุว่า ฝ่ายวิจัยคาดการณ์กำไรงวดไตรมาส 3/63 เติบโต 21.5% YoY และ 3.6% QoQ หรือคาดกำไรสุทธิของ MTC จะอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท จากรายได้ดอกเบี้ยที่เติบโตตามการกลับมาเติบโตของสินเชื่อ หลังจากไตรมาสก่อนการล็อกดาวน์ทำให้สินเชื่อชะลอตัวลง รวมถึงในไตรมาสนี้มีการกลับมาดำเนินธุรกิจตามปกติทำให้รายได้อื่นเติบโตตามไปด้วย
แต่อย่างไรก็ดี NPL อาจมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้น แม้จะยังมีการตั้งสำรองส่วนเกินชดเชย ด้วยภาวะเศรษฐกิจที่ยังชะลอตัวทำให้มีความเป็นไปได้ที่ NPL ของ MTC อาจจะเพิ่มสูงขึ้นจากไตรมาสก่อนที่มีอยู่ 1.04% และส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยอาจจะลดลงต่อเหลือ 18.6% จาก 18.8% จากผลของ NPL และการช่วยเหลือลูกค้า
“เรายังคงประมาณการกำไรปี’63 ของ MTC ไว้ที่ 4.9 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 16.2% YoY โดยคาดว่าสินเชื่อ และกำไรน่าจะขยายตัวมากขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังของปี 2563 โดยคงราคาพื้นฐานที่ 61.00 บาท และยังคงคำแนะนำ ‘ซื้อ’ ” ฝ่ายวิจัย ระบุ
ส่วน บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด เผยว่า ฝ่ายวิจัยคาดว่ากำไรสุทธิงวดไตรมาส 3/63 ของ MTC จะเดินหน้าทำจุดสูงสุด (New High) อย่างต่อเนื่องที่ 1.3 พันล้านบาท เพิ่มขึ้น 21.1% YoY และ 3.3% QoQ โดยแนะนำ “ซื้อ” ที่ราคาเหมาะสมปี 2564 ที่ 70.00 บาท