Bitcoin ร่วงต่อเนื่องกว่า 100,000 บาท เหตุปัจจัยดอลลาร์แข็งค่ากดดัน
บิตคอยน์ปรับฐาน ราคาปรับลงกว่า 100,000 บาท ด้านคนในวงการ ‘Satang Pro’ เตือนราคาเหรียญอาจร่วงต่อมาอยู่ที่ 600,000-750,000 บาท จากจุดสูงสุด 1 ล้านบาท ขณะที่นักวิเคราะห์ ‘บล.ทรีนีตี้’ มองภาพเศรษฐกิจมหภาคยังเป็นปัจจัยหนุนการลงทุน
วันที่ 11 ม.ค.64 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ราคาของบิตคอยน์ (Bitcoin) ปรับตัวลงกว่า 100,000 บาท จากสุดสัปดาห์ก่อนที่ 1,264,000 บาท มาอยู่ที่ 1,104,431 บาท หรือปรับตัวลงกว่า 12.62% และยังมีแนวโน้มปรับตัวลงต่อเนื่อง
นายปรมินทร์ อินโสม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สตางค์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด ผู้ให้บริการกระดานซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัล Satang Pro เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในระยะสันประเมินว่าราคาบิตคอยน์มีความเสี่ยงปรับตัวลงต่อเนื่อง จากบริเวณ 35,000 ดอลลาร์ในปัจจุบัน หรือประมาณ 1 ล้านบาท มาอยู่ที่ 20,000-25,000 ดอลลาร์ หรือระหว่าง 600,000-750,000 บาท เนื่องจากมองว่าราคาเหรียญยังอยู่ในระดับที่แพงเกินจริง สวนทางกับปัจจัยหนุนที่ยังมาไม่ถึง
โดยอธิบายเพิ่มเติมว่า ก่อนหน้านี้ราคาของบิตคอยน์ปรับขึ้นค่อนข้างแรง จากความคาดหวังเชิงบวกที่บริษัทขนาดใหญ่ในต่างประเทศมีแผนจะเข้าลงทุนในบิตคอยน์ รวมถึงความคาดหวังที่รัฐบาลสหรัฐ ภายใต้การนำของ นายโจ ไบเดน ประธานาธิบดีคนใหม่ จะอัดฉีดเงินเข้าระบบเศรษฐกิจราว 3 ล้านล้านดอลลาร์
“ปัจจัยเหล่านี้มันจะเกิดขึ้น แต่ยังไม่เกิดขึ้นจริง ณ ตอนนี้ ส่งผลให้บิตคอยน์ที่ราคาถูกเก็งขึ้นไปจนสูง เริ่มปรับฐานลงมา โดยปัจจุบันที่บริเวณ 35,000 เหรียญ เราก็ยังมองว่าเป็นจุดที่แพงเกินไป ในระยะถัดไปน่าจะปรับฐานลงมาเคลื่อนไหวบริเวณ 20,000-25,000 เหรียญ ถึงตอนนั้นนักลงทุนค่อยเข้าซื้อจะดีกว่า” นายปรมินทร์ กล่าว
ด้านนักวิเคราะห์ นายณัฐชาต เมฆมาสิน ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ทรีนีตี้ จำกัด กล่าวว่า จากปัจจัยค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นต่อเนื่อง 2-3 วันที่ผ่านมา ส่งผลให้ราคาบิตคอยน์ย่อตัวลงในระยะสั้น อย่างไรก็ดี ในระยะกลางช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า เชื่อว่าการลงทุนบิตคอยน์จะยังไม่จบรอบ เนื่องจากมีปัจจัยหนุนต่างประเทศ ได้แก่
การได้รับชัยชนะในสภาบนและสภาล่างของพรรคเดโมแครตในสหรัฐ หรือ Blue Wave โดยคาดว่าจะส่งผลให้สหรัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น การพิมพ์พันธบัตร และการกู้เงิน ฯลฯ ซึ่งจะส่งผลให้สหรัฐขาดดุลทางการคลัง รวมถึงส่งผลต่อเนื่องให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงโดยปริยาย
นอกจากนี้ ราคาบิตคอยน์ยังได้รับปัจจัยบวกจากการที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) มีแผนใช้นโยบายผ่อนคลายทางการเงินต่อเนื่อง ดังนั้น ในระยะกลางถึงยาวจะส่งผลให้ค่าเงินดอลล่าอ่อนค่าลงอีกแรงหนึ่ง
“เรายังแนะนำถือบิตคอยน์ในแง่ของสินทรัพย์การลงทุนทางเลือก (Alternative Investment) เช่นเดียวกับสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น ทองคำ เป็นต้น โดยแนะนำถือในสัดส่วนไม่เกิน 10% แบ่งเป็นบิตคอยน์ 5% และทองคำ 5%” นายณัฐชาต กล่าว
ทั้งนี้ เชื่อว่าปัจจัยเศรษฐกิจมหภาคในระยะ 3-6 เดือนต่อจากนี้จะไม่ส่งผลให้บิตคอยน์จบรอบการลงทุน อย่างไรก็ดี ปัจจัยเฉพาะตัว เช่น การขุดเหรียญ หรือการปรับขึ้นลงของปริมาณเหรียญในระบบ ฯลฯ ยังเป็นปัจจัยเสี่ยงที่นักลงทุนจะต้องศึกษาและติดตาม