New Energy ธีมการลงทุนเปลี่ยนโลก
คอลัมน์ สถานีลงทุน สวภพ ยนต์ศรี บลจ.ทิสโก้
หลังจากที่ Joe Biden เข้ามารับตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐ คงปฏิเสธไม่ได้ว่านักลงทุนทั่วโลกต่างจับตาถึงท่าทีระหว่างประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐและจีนว่าจะกลับมาดีขึ้นกว่าสมัยประธานาธิบดี Donald Trump หรือไม่ ซึ่งก็เหมือนจะมีความหวังเพราะสิ่งหนึ่งที่ผู้นำทั้งสองประเทศต่างเห็นตรงกัน และอาจต้องจับมือกันเพื่อให้สำเร็จ นั่นก็คือการจัดการกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงทางด้านสภาวะอากาศของโลก
โดยจีนประกาศในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ว่าต้องการให้จีนเป็นสังคมปลอดคาร์บอนให้ได้ภายในปี 2060 และจะมุ่งเน้นในการวิจัยพลังงานไฮโดรเจน พลังงานสะอาด และยังต้องการที่จะเปลี่ยนรถยนต์ในจีนทั้งหมดให้เป็นรถยนต์ไฟฟ้าในอนาคต
ส่วนสหรัฐประธานาธิบดี Joe Biden ได้ประกาศนโยบายสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดอย่างชัดเจนตั้งแต่ช่วงหาเสียงเลือกตั้ง ล่าสุดในการเปิดเผยแผนงบประมาณจำนวนเงินกว่า 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะใช้ลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานนั้น เม็ดเงินส่วนหนึ่งจะถูกนำมาลงทุนเพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาด เช่น วงเงินจำนวน 174,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ที่จะใช้ในการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า
และไม่เพียงแต่การดำเนินนโยบายที่ไปในทิศทางเดียวกันเท่านั้น ในการให้สัมภาษณ์เมื่อช่วงปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา ประธานาธิบดี Joe Biden ยังได้กล่าวเชิญประธานาธิบดี Vladimir Putin ของรัสเซีย และประธานาธิบดี Xi Jinping ของจีนให้มาเจรจาเพื่อแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมของโลกร่วมกันด้วย
การที่ทั้งสองประเทศแสดงท่าทีที่ชัดเจนต่อการผลักดันเรื่องการใช้พลังงานสะอาด รวมทั้งการสนับสนุนการใช้รถยนต์ไฟฟ้า จึงทำให้เกิดโอกาสครั้งสำคัญในการลงทุนเกิดขึ้นในหุ้นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากการใช้พลังงานในรูปแบบใหม่ หรือ new energy ที่ช่วยกันขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงการใช้พลังงานของโลกให้แตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง
ส่งผลบวกโดยตรงต่อการลงทุนในกองทุนที่มีนโยบายลงทุนในหุ้นกลุ่ม new energy และเป็นอีกหนึ่งโอกาสการลงทุนที่น่าสนใจสำหรับนักลงทุนเป็นอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม แม้เรื่องนโยบายด้านพลังงานทดแทนจะเป็นเหมือนกาวใจของทั้งสองประเทศได้ แต่อาจไม่เพียงพอต่อการประสานรอยร้าวที่เคยเกิดขึ้นเมื่อในอดีต เพราะที่ผ่านมา Joe Biden ได้แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะไม่อ่อนข้อให้กับจีนหรือเปลี่ยนแปลงนโยบายต่าง ๆ ที่สหรัฐมีต่อจีน ไม่ว่าจะเป็นการเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากจีนที่ Joe Biden ก็ยังไม่มีท่าทีว่าจะมีการยกเลิกหรือปรับลดอัตราภาษีลง
นอกจากนี้ Joe Biden ยังออกมากล่าวอย่างชัดเจนในงานแถลงข่าวต่อสื่อมวลชนว่า “จะไม่ยอมให้จีนก้าวขึ้นมาแซงหน้าสหรัฐเป็นชาติมหาอำนาจอันดับหนึ่งของโลกในสมัยที่เขาทำหน้าที่บริหารประเทศอย่างแน่นอน” และนั่นก็เป็นการส่งสัญญาณให้โลกได้เห็นว่าความขัดแย้งระหว่างสองชาติมหาอำนาจจากซีกโลกตะวันออกและตะวันตกคงจะไม่จบลงง่าย ๆ
เหตุผลที่ประธานาธิบดี Joe Biden แสดงท่าทีแข็งกร้าวต่อจีนอย่างชัดเจน นั่นเป็นเพราะมีการคาดการณ์ว่าในอีกไม่นานขนาดเศรษฐกิจของจีนจะเติบโตและแซงหน้าสหรัฐ ขึ้นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่ที่สุดของโลกได้สำเร็จ
ซึ่งนักเศรษฐศาสตร์บางท่านมีการประเมินว่าอาจมีความเป็นไปได้อย่างเร็วที่สุดที่เศรษฐกิจจีนจะสามารถแซงหน้าสหรัฐได้ในปี 2028 หรืออีกเพียงแค่ 7 ปีต่อจากนี้ และนั่นก็คงเป็นสิ่งที่ Joe Biden ไม่ต้องการจะให้เกิดขึ้น
ส่วนทางฝั่งจีนเองที่แสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่าต้องการพัฒนาให้ประเทศของตัวเองก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำของโลกในหลาย ๆ ด้าน ก็ต้องเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญเช่นกัน
โดยเฉพาะทางด้านเทคโนโลยีที่ก่อนหน้านี้จีนยังคงต้องพึ่งพาชาติอื่น ๆ อย่างสหรัฐ เช่น เทคโนโลยีผลิต chipset ที่เห็นได้จากตัวอย่างการมีคำสั่งแบนห้ามบริษัทสหรัฐทำธุรกิจกับ Huawei เป็นเหตุให้ Huawei ขาดแคลน chipset ที่จะมาใช้ในการผลิตมือถือ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างหนักต่อธุรกิจมือถือของ Huawei
นี่ยังไม่รวมกับการที่ Huawei ไม่สามารถใช้ระบบปฏิบัติการ Android ของ Google ในมือถือของตัวเองได้ ซึ่งเป็นผลมาจากคำสั่งแบนดังกล่าวเช่นกัน
จากตัวอย่างของเหตุการณ์คำสั่งแบน Huawei ที่เกิดขึ้น ทำให้จีนตระหนักถึงปัญหานี้เป็นอย่างดี และได้ระบุลงชัดเจนในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 14 ของจีนว่า ต่อจากนี้ประเทศจีนจะมุ่งเน้นไปที่การคิดค้นนวัตกรรม โดยเฉพาะทางด้านควอนตัม ปัญญาประดิษฐ์ และ semiconductor chip ที่จะเป็นการคิดค้นนวัตกรรมของตัวเอง ไม่ใช่การสร้างนวัตกรรมต่อยอดที่จีนทำอย่างเช่นในอดีต
และไม่เพียงแต่การแข่งขันกันทางด้านเทคโนโลยีเท่านั้น ทั้ง 2 ชาติยังน่าจะเป็นคู่แข่งกันโดยตรง ทั้งด้านการค้าหรือการพัฒนาศักยภาพทางการทหารด้วย ซึ่งรวมเข้ากับประเด็นความขัดแย้งทางด้านการเมืองที่ยังอาจจะเป็นความเสี่ยงสำคัญที่ต้องจับตาว่าจะส่งผลกระทบต่อการลงทุนอย่างไรนับจากนี้