เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
Real Estate ปิดดีลแล้ว ที่ดินสถานทูตเนเธอร์แลนด์ 20 ไร่กลางกรุง สะพัด “อสังหาตระกูลดัง” ทุ่มซื้อ
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
ดูทั้งหมด

“ลีสซิ่ง” จี้ สคบ.รื้อดอกเบี้ยคุมเช่าซื้อ 15%

24 ต.ค. 2564 | 11:23น.
รถ

“ลีสซิ่ง-แบงก์” ค้าน สคบ.คุมสัญญาเช่าซื้อรถชี้ตีกรอบเพดานดอกเบี้ย 15% ไม่สอดคล้องต้นทุนธุรกิจ บีบเรียกเงินดาวน์เพิ่ม 5-6 เท่า เสนอแยกตามประเภทรถ โวยไอเดีย “คืนรถจบหนี้” ส่อทำธุรกิจเจ๊งแถมไม่เห็นด้วยกับแนวทางแก้ “ติ่งหนี้” ร่วมจ่าย 50% “ฐิติกร” ฟันธงยอดรีเจ็กต์พุ่งหวั่นซัพพลายเชนเจ๊งกระทบจ้างงานกว่า 5 แสนคน

แหล่งข่าวจากสมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทย เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า เมื่อวันที่ 20 ต.ค.ที่ผ่านมา สำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับการร่างประกาศคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาเรื่องให้ธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ รถจักรยานยนต์ รถแทรกเตอร์และเครื่องจักรกลการเกษตร เป็นธุรกิจที่ควบคุมสัญญา พ.ศ. … ที่เตรียมจะออกมาบังคับใช้ในเร็ว ๆ นี้ โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) สมาคมธนาคารไทย สถาบันการเงินต่าง ๆ รวมถึงผู้บริโภคเข้าร่วม

แยกคุม ดบ.ตามประเภทรถ

ประเด็นที่มีการพูดคุยและให้ความสำคัญ เนื่องจากส่งผลกระทบต่อธุรกิจเช่าซื้อ และสถาบันการเงินค่อนข้างมาก มี 3 ประเด็นหลัก คือ 1.การกำหนดเพดานดอกเบี้ยเช่าซื้อ ซึ่งคำนวณเป็นอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (effective interest rate) ต้องไม่เกินอัตรา 15% ต่อปี ซึ่งผู้ประกอบการมองว่าการกำหนดเพดานดังกล่าวและใช้กับทุกธุรกิจ หรือรถยนต์ทุกประเภท เป็นอัตราที่ไม่เหมาะสม

เนื่องจากประเภทรถและอายุรถแตกต่างกัน เช่น กรณีรถอายุ 1 วัน กับอายุรถ 35 ปี มีความเสี่ยงและต้นทุนต่างกัน ที่ประชุมจึงเสนอให้มีการเสนอการคิดอัตราดอกเบี้ย แยกกันในส่วนรถยนต์ใหม่ รถยนต์เก่า และรถจักรยานยนต์ ไม่ควรกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยเดียวกัน

ภายในที่ประชุมยังมีการเสนออัตราดอกเบี้ยที่อยู่ในระดับที่เหมาะสมกับธุรกิจ ความเสี่ยง และต้นทุนของผู้ประกอบการ โดยในส่วนของรถจักรยานยนต์ สมาคมผู้ประกอบการรถจักรยานยนต์ไทยเสนอให้กำหนดเพดานดอกเบี้ยที่ไม่เกิน 36% ต่อปี จากปัจจุบันคิดเฉลี่ยที่ 32-36% ต่อปี

ขณะที่สมาคมธุรกิจเช่าซื้อไทยเสนอกำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ยรถยนต์ใช้แล้ว (มือสอง) ที่ไม่เกิน 24% โดยบังคับกับอายุรถยนต์ 10 ปีขึ้นไป เพราะเป็นกลุ่มที่มีความเสี่ยงและต้นทุนค่อนข้างสูง อย่างไรก็ดี หากลูกค้ามีประวัติการชำระหนี้และเครดิตดี สถาบันการเงินก็มักคิดอัตราดอกเบี้ยต่ำลงมา

“ข้อเสนอเพดานดอกเบี้ย 24% เป็นเพียงแค่กรอบ ปัจจุบันตลาดคิดกันคงที่อยู่ที่ 4-8% หากรถอายุเก่ามาก อัตราดอกเบี้ยก็จะเพิ่มขึ้นแตกต่างกัน ส่วนรถยนต์ใหม่คิดอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงต่อปี (effective interest rate) เฉลี่ยที่ 3-6% ซึ่งไม่ค่อยได้รับผลกระทบมากนัก หากมีการคิดเพดาน 15%” แหล่งข่าวกล่าว

คืนรถจบหนี้-แก้ติ่งหนี้ป่วน

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า ประเด็นที่ 2.การคืนรถจบหนี้ หรือการเปิดให้ผู้เช่าซื้อใช้สิทธิ์บอกเลิกสัญญาด้วยการส่งมอบรถยนต์คืนได้ พร้อมห้ามเก็บหนี้ส่วนขาด เป็นข้อกำหนดที่ไม่ยุติธรรมกับผู้ประกอบการ เพราะไม่คำนึงถึงต้นทุนของผู้ประกอบการที่ต้องเผชิญอยู่ โดยจะถึงขั้นกิจการล้มได้

“ถ้าลูกค้าอยากคืนรถตั้งแต่ 3 เดือนแรก ซึ่งเป็นช่วงที่ยังไม่ได้เริ่มผ่อนรถ หรือผ่อนค่อนข้างน้อยมาก ๆ กระทบแน่ เพราะหลังจากลูกค้าออกรถไปจากโชว์รูม ราคารถจะตกทันที 20% จึงเสนอให้ สคบ.พิจารณาจุดคุ้มทุนของผู้ประกอบการด้วย หากจะให้มีการคืนรถก็ขอให้คืนหลังจุดคุ้มทุนแล้ว ความเสียหายที่เกิดขึ้นจะไม่มากเท่ากับให้ลูกค้าคืนรถเมื่อใดก็ได้” แหล่งข่าวกล่าว

และประเด็นที่ 3.กรณีติ่งหนี้ ที่เกิดจากการยึดรถมาแล้วขายทอดตลาด สคบ.จะกำหนดให้ผู้ประกอบการรับผิดชอบหนี้ส่วนที่คงเหลือกับลูกค้าคนละครึ่ง หรือ 50% แต่กรณีขายทอดตลาดได้กำไรต้องคืนเงินให้ลูกค้าทั้งหมด ตรงนี้เป็นการบังคับให้ผู้ประกอบการตัดหนี้ส่วนลด (แฮร์คัต) ให้ลูกค้า

“ตัดหนี้แบบนี้ที่ผ่านมาไม่เคยเกิดขึ้น ขนาดเรื่องไปที่ศาลก็ยังจะพิจารณาให้แยกมูลหนี้ เงินต้น ติ่งหนี้ และค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ออกจากกัน โดยให้ลูกค้าต้องคืนเงินต้นให้ผู้ประกอบการทั้งหมด ส่วนอัตราดอกเบี้ยจะพิจารณาให้ตามเรตของธนาคารกรุงไทย แม้ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ จะตัดทิ้งก็ตาม” แหล่งข่าวกล่าว

ฝั่งผู้ประกอบธุรกิจลีสซิ่งจึงมีข้อเสนอในประเด็น “ติ่งหนี้” คือ 1.ขอให้ลูกค้าคืนเงินต้นทั้งหมด เพราะเป็นเงินที่ผู้ประกอบการไปกู้มาหรือรับฝากเงินจากประชาชน เพื่อนำมาปล่อยสินเชื่อจึงมีต้นทุนเช่นกัน 2.ภาระดอกเบี้ยควรให้ลูกค้าชำระบางส่วน ซึ่งอาจเป็นไปตามส่วนลดของการปิดบัญชี

“ถ้ายึดรถมา ผู้ประกอบการขาดทุนทุกราย แต่ สคบ.บอกว่า ถ้าขายมีกำไรให้คืนให้ลูกหนี้ทั้งหมด แต่ถ้ามีหนี้ส่วนเหลือ หลังประมูลขายให้ผู้ประกอบการช่วยรับผิดชอบกับลูกหนี้คนละ 50% แบบนี้ไม่ถูกต้อง ไม่ควรผลักภาระให้ผู้ประกอบการ หรือสถาบันการเงิน

การช่วยเหลือต้องมองทุกแง่มุม ไม่โยนภาระให้ผู้ประกอบการทางเดียว เช่นเดียวกับดอกเบี้ย 15% จะดูแค่มุมว่ามีหลักประกัน ดอกเบี้ยต่ำได้ แต่ควรมองมุมตัวลูกค้าด้วย ซึ่งมีทั้งเสี่ยงและไม่เสี่ยง รวมถึงต้นทุนการดำเนินงานเพื่อความเป็นธรรมกับทั้งสองฝ่าย” แหล่งข่าวกล่าว

แยกคุมแทรกเตอร์-อุปกรณ์เกษตร

นอกจากนี้ ผู้ประกอบการธุรกิจลีสซิ่งยังขอให้ สคบ.ทบทวน และศึกษาเพดานอัตราดอกเบี้ยและกฎเกณฑ์เพิ่มเติมในส่วนของรถแทรกเตอร์ และเครื่องจักรกลการเกษตร โดยเสนอให้ประกาศแยกอีกฉบับ เนื่องจากรถเหล่านี้มีความเฉพาะตัว เช่น กำหนดให้ยึดรถได้ หากมีการค้างชำระเกิน 3 งวด แต่หากดูไส้ในการชำระหนี้ของลูกค้าเหล่านี้จะเป็นการชำระหนี้รอบเดียว หรือ 2 ครั้งต่อปี ขึ้นอยู่กับผลผลิตที่จะเก็บเกี่ยว หากจะมีการยึดรถต้องรอนานถึง 3 ปี ซึ่งไม่สอดคล้องความเป็นจริง

แหล่งข่าวกล่าวด้วยว่า หากท้ายที่สุด สคบ.กำหนดเพดานอัตราดอกเบี้ย 15% น่าจะเห็นผู้ให้สินเชื่อมีการปรับอัตราการวางเงินดาวน์เพิ่มสูงขึ้นในระดับ 25-30% จากปัจจุบันเฉลี่ย 0-5% เช่น รถยนต์ 1 ล้านบาท วางดาวน์ราว 3 แสนบาท ปรับเพิ่ม 5-6 เท่า

และกรณีคนไม่มีเงินวางดาวน์อาจไปกู้นอกระบบทำให้เสียดอกเบี้ย 2 ต่อ ประกอบกับมีร่างประกาศ สคบ.ที่โอนสิทธิ์ให้บุคคลภายนอกซื้อรถคืนได้เป็นการเปิดช่องโหว่ให้เจ้าหนี้นอกระบบให้ลูกค้าเซ็นยินยอมมอบรถให้ หากผ่อนเงินกู้ที่นำมาวางดาวน์ไม่ไหว

แหล่งข่าวกล่าวอีกว่า หลังจากนี้ สคบ.กำหนดให้ผู้ประกอบการสามารถส่งความคิดเห็นเพิ่มเติมได้ถึงภายในวันที่ 7 พ.ย.นี้ หลังจากนั้น สคบ.จะมีการพิจารณาเป็นการภายใน และเสนอต่อคณะกรรมการว่าด้วยสัญญาอีกครั้ง ก่อนลงประกาศในราชกิจจานุเบกษา ซึ่งภายหลังจากลงประกาศจะมีผลบังคับใช้แล้ว ภายใน 90 วัน จะบังคับใช้จริง ทั้งนี้ น่าจะภายในต้นเดือน มี.ค. 2565

เช่าซื้อมอ’ไซค์อ่วม

ด้านนายประพล พรประภา รองกรรมการผู้จัดการ บมจ.ฐิติกร หรือ TK กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ผู้ประกอบการเช่าซื้อมอเตอร์ไซค์ส่วนใหญ่มองว่าเพดานดอกเบี้ยต่ำเกินไปไม่สามารถดำเนินธุรกิจได้ เนื่องจากความเสี่ยงของลูกค้าแตกต่างกัน จึงเสนอให้ สคบ.ประเมินให้รอบด้าน ทั้งผู้ประกอบการและผู้บริโภค โดยอัตราดอกเบี้ยไม่ควรต่ำกว่าหรือเทียบเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสินเชื่อนาโนไฟแนนซ์และพิโกไฟแนนซ์ที่เฉลี่ยอยู่ที่ 33-36% ต่อปี

“หาก สคบ.ยืนยันเพดานดอกเบี้ย 15% จะกระทบธุรกิจเช่าซื้อรถจักรยานยนต์แน่นอน จะเห็นผู้ประกอบการปรับเปลี่ยนวิธีทำธุรกิจ หรือบางรายอาจไม่สามารถไปต่อได้ เพราะไม่คุ้มกับต้นทุนและความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น ภาพรวมการเติบโตจะหดตัวอย่างรุนแรง กระทบไปยังผู้ผลิตและตลาดแรงงานในซัพพลายเชนรถจักรยานยนต์ที่มีกว่า 5 แสนคน รถจักรยานยนต์ 75% ผลิตใช้ในประเทศ อีก 25% ส่งออก”

ปัจจุบันอุตสาหกรรมรถจักรยานยนต์มียอดขายเฉลี่ย 1.7-2 ล้านคันต่อปี 80% ใช้บริการสินเชื่อเช่าซื้อ หากคำนวณราคาเฉลี่ยต่อคันอยู่ที่ 4-5 หมื่นบาท หากคิดเป็นเม็ดเงินปล่อยสินเชื่อเฉลี่ยอยู่ที่ 6 หมื่น-1 แสนล้านบาทขึ้นอยู่กับภาวะตลาด หากกำหนดเพดานดอกเบี้ย 15% ต่อปีจะทำให้สัดส่วนที่ใช้สินเชื่อเช่าซื้อหดตัวรุนแรง และลูกค้าที่มีความเสี่ยงสูงจะโดนผลักไปนอกระบบ สิ่งที่จะเกิดขึ้น คือ ความเข้มงวดในการปล่อยสินเชื่อและเลือกลูกค้า จะเห็นยอดการปฏิเสธสินเชื่อ (rejection rate) เพิ่มขึ้น

“อาจเห็นลูกค้า 100 คน เข้ามาขอสินเชื่อผ่านการอนุมัติเพียง 20 คน จากเดิมเฉลี่ย 40-60 คน และเพื่อให้ครอบคลุมความเสี่ยงผู้ประกอบการจะปรับเพิ่มวงเงินดาวน์สูงขึ้นเป็น 30-40% หากดาวน์ต่ำลูกค้าจะแบกภาระค่าผ่อนชำระต่องวดสูงขึ้น การแคปเพดานดอกเบี้ยไม่มีประเด็น

แต่หากแคปต่ำจนเกินไปจะทำให้ผู้ประกอบการอยู่ไม่ได้ จะเห็นว่าแม้สินเชื่อพิโกไฟแนนซ์หรือนาโนไฟแนนซ์อัตราดอกเบี้ยยังเฉลี่ย 33-36% เม็ดเงินปล่อยรวมแค่ 2 หมื่นล้านบาท แต่อัตราหนี้เสียของพิโกไฟแนนซ์สูงถึง 32% สะท้อนความเสี่ยงของลูกค้า จึงอยากให้ สคบ.บาลานซ์ให้เหมาะสม”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ลีสซิ่ง