เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
Real Estate ผ่า ‘ผังน้ำ’ ป้องท่วม กทม. ผุด ‘บัฟเฟอร์โซน-เพิ่มแก้มลิง’
‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
Real Estate ‘เอ แอสเสท’ ดึงทุนเวียดนาม-ญี่ปุ่น ปั้น ‘มิกซ์ยูสทองหล่อ’ 1.2 หมื่นล้าน
‘แบงก์กรุงเทพ’ อัด 6.3 พันล้าน หนุนบิ๊กดีล ‘แสนสิริ’ ซื้อโรงแรมหรู
Real Estate ‘แบงก์กรุงเทพ’ อัด 6.3 พันล้าน หนุนบิ๊กดีล ‘แสนสิริ’ ซื้อโรงแรมหรู
ศุภจี ขอผู้ส่งออกชะลอ 30-50 % ช่วง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สินค้าในประเทศทั่วถึง
Economic ศุภจี ขอผู้ส่งออกชะลอ 30-50 % ช่วง 2-3 สัปดาห์ เพื่อให้สินค้าในประเทศทั่วถึง
ดูทั้งหมด

ดร.นิเวศน์: วัฏจักรชีวิตของตลาดหุ้นโตเร็ว “ญี่ปุ่น-ไทย-เวียดนาม”

09 พ.ค. 2565 | 09:28น.
หุ้น
ผู้เขียน : ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร 
นักลงทุนเน้นคุณค่าชั้นแนวหน้าของไทย สมาคมนักลงทุนเน้นคุณค่า (ประเทศไทย)

วันที่ 9 พฤษภาคม 2565 นักลงทุน VI ระยะยาวมากเป็น 10 ปีขึ้นไปนั้น เวลาที่จะลงทุนควรที่จะเลือกตลาดหุ้นที่มีโอกาสสร้างผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวอย่างน้อย 10 ปีขึ้นไปเช่นเดียวกัน และตลาดหุ้นที่จะมีลักษณะอย่างนั้นได้ก็ควรที่จะอยู่ในประเทศหรือเศรษฐกิจที่กำลังเติบโตเร็วและจะเติบโตต่อเนื่องไปอย่างน้อยอีก 10 ปีเช่นเดียวกัน เพราะเศรษฐกิจที่โตเร็วและมีขนาดใหญ่พอนั้นจะทำให้มูลค่าของตลาดหุ้นหรือดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ ตามการเติบโตของเศรษฐกิจ

อย่างไรก็ตาม เมื่อเศรษฐกิจและตลาดหุ้นเติบโตถึงจุดหนึ่งแล้ว มันก็มักจะเติบโตช้าลงและอาจจะหยุดโตเลย อย่างไรก็ตาม บางประเทศนั้นเนื่องจากโตเร็วมาก เมื่อโตถึงจุดหนึ่งคนก็ร่ำรวยและประเทศกลายเป็นประเทศ “พัฒนาแล้ว” แต่บางประเทศก็อาจจะโตไม่เร็วพอจึงเป็นได้แค่ “คนชั้นกลางค่อนข้างดี” แต่ประเทศโตช้าหรือหยุดโตแล้ว ซึ่งในทางวิชาการเรียกว่าเป็น “Middle Income Trap” หรือประเทศที่ติด “กับดักรายได้ชั้นกลาง”

อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญไม่แพ้กันก็คือ ระยะเวลาของการเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดหุ้นว่ามันจะโตแค่ไหนและยาวแค่ไหน ? มาศึกษาประวัติศาสตร์ดัชนีตลาดหุ้นของประเทศที่โตเร็วหรือเคยโตเร็วกัน 3 ประเทศคือ ญี่ปุ่น ไทย และเวียดนาม ซึ่งผมพบว่ามีรูปแบบคล้ายคลึงกันมากอย่างไม่น่าเชื่อและดูเหมือนว่าประเทศอื่น ๆ อีกหลายประเทศ เช่น เกาหลี หรือ ไต้หวัน ก็มีพฤติกรรมใกล้เคียงกัน มันคงมีเหตุผลทางเศรษฐศาสตร์อยู่แต่ผมศึกษาไม่ไหว

การเติบโตของตลาดหุ้นซึ่งสะท้อนจากการเติบโตของเศรษฐกิจนั้นดูเหมือนว่าจะโตเร็วต่อเนื่องจากวันที่ “เริ่มการพัฒนา” ไปยาวนานถึงประมาณ 40 ปี โดยที่ 20 ปีแรกจะเป็นช่วงโตเร็วมากที่สุด และ 20 ปีหลังจะโตช้าลง บางทีก็ช้าลงมากแต่บางแห่งก็ช้าลงไม่มากขึ้นอยู่กับศักยภาพของคนและระบบการปกครองของประเทศ หลังจาก 40 ปีไปแล้ว เศรษฐกิจและตลาดหุ้นก็จะโตช้าลงมากและบางแห่งก็แทบจะหยุดโตต่อเนื่องไปนาน ประเทศอาจจะกลายเป็น “สังคมคนแก่” ที่ไม่สามารถกลับมาเติบโตได้อีก

– ญี่ปุ่นเริ่มต้นการพัฒนาและเริ่มมีตลาดหุ้นในปี 1949 หรือ 4 ปีหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 สงบลงและญี่ปุ่นเป็นฝ่ายพ่ายแพ้และเริ่มต้นพัฒนาประเทศใหม่ ภายในเวลาประมาณ 22 ปี คือปี 1971 ดัชนีตลาดหุ้นก็เพิ่มขึ้นจาก 100 จุด เป็นประมาณ 2,700 จุด หรือให้ผลตอบแทนปีละ 16.2% แบบทบต้น ถ้ารวมปันผลก็จะประมาณ 18% และถือว่า “ดีสุดยอด” นักลงทุนระยะยาวคงรวยกันทั่วหน้า

ช่วง 18 ปีต่อมา ดัชนียังเติบโตขึ้นไปถึงประมาณ 37,000 จุด ในปี 1989 ให้ผลตอบแทนทบต้นปีละ 15.7% หรือน้อยกว่าช่วง 20 ปีแรกแค่ 0.5% รวมแล้วตลาดหุ้นญี่ปุ่นให้ผลตอบแทนเฉลี่ยแบบทบต้นปีละ 15.9% หรือรวมปันผลคงจะประมาณ 17-18% เป็นเวลาถึง 40 ปี ญี่ปุ่นในวันนั้นดูเหมือนจะเป็นประเทศ “สุดยอดของโลก” ที่อเมริกา “ตกใจมาก” คล้าย ๆ กับที่ตกใจกับจีนในตอนนี้

หลังจากปีนั้นเป็นเวลาต่อมาอีก 32 ปี ดัชนีตลาดหุ้นตกลงมาอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 26,847 จุด เมื่อเร็ว ๆ นี้ หรือเป็นการลดลงเฉลี่ยปีละประมาณ 1% แบบทบต้นทุกปี คนลงทุนไม่ได้อะไรเลย ปันผลน้อยนิดที่ได้ก็ไม่คุ้มกับราคาหุ้นที่ลดลง นี่ก็เป็นเพราะเศรษฐกิจของญี่ปุ่นก็แทบจะไม่โตเลยมาน่าจะหลายสิบปีเช่นเดียวกับความสามารถในการแข่งขันทางเศรษฐกิจและนวัตกรรมแทบทุกด้านที่ถดถอยลงเรื่อย ๆ และไม่รู้ว่าจะฟื้นได้อย่างไร สาเหตุก็คงเป็นเพราะคนแก่ตัวลงมากและน่าจะแก่ที่สุดในโลกในปัจจุบัน

– ไทยเริ่มมีตลาดหุ้นในปี 2518 และกำลังเริ่มต้นพัฒนาอย่างรวดเร็ว เศรษฐกิจโตเฉลี่ยปีละประมาณ 7% โดยที่บางปีโตกว่า 10% ภายในเวลา 22 ปี ถึงสิ้นปี 2539 ดัชนีตลาดหุ้นจาก 100 จุดก็กลายเป็นประมาณ 832 จุด หรือโตแบบทบต้นปีละประมาณ 10.11% ถ้ารวมปันผลก็น่าจะไม่น้อยกว่า 12% ถือว่าให้ผลตอบแทนที่ “ยอดเยี่ยม” ระดับโลกประเทศหนึ่ง แต่หลังจากนั้นประเทศก็เข้าสู่วิกฤตเศรษฐกิจในปี 2540 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศอาจจะไม่ได้แข็งแกร่งหรือมีศักยภาพสูงมากอย่างที่เคยคิดว่าจะเป็น “เสือตัวที่ 5” ของเอเชีย

ช่วงเวลาระหว่างสิ้นปี 2539 จนถึงสิ้นปี 2557 เป็นเวลา 18 ปีนั้น แม้ว่าเศรษฐกิจยังเติบโตอยู่แต่ก็โตช้าลงกว่าเดิมมาก การเติบโตน่าจะอยู่ในระดับ 5% และก็ค่อย ๆ ลดลงจนเหลือ 3% ต่อปี พร้อม ๆ กับปัญหามากมายซึ่งรวมถึงเรื่องวิกฤตเศรษฐกิจ น้ำท่วมใหญ่ และปัญหาทางการเมืองที่เกิดการขัดแย้งกันระหว่างคนในประเทศและการเกิดรัฐประหารหลายครั้ง นั่นทำให้ดัชนีตลาดหุ้นโตช้าลงมาก จาก 839 จุดเพิ่มขึ้นเป็นเพียง 1,498 จุด หรือให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 2.82% ต่อปี ในช่วงเวลาถึง 18 ปี รวมแล้ว ในเวลา 40 ปีนับจากวันเปิดตลาด ผลตอบแทนทบต้นเท่ากับ 7% ต่อปี ถ้ารวมปันผลก็ประมาณ 9-10% ไม่เลวเลย

หลังจากสิ้นปี 2557 ถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 7 ปีแล้ว เศรษฐกิจถดถอยลงมากโตไม่ถึงปีละ 3% อานิสงส์จากการที่คนไทยแก่ตัวลงมากและผลจากโควิด-19 ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นเพียงร้อยกว่าจุดให้ผลตอบแทนทบต้นปีละประมาณ 1.5% และดูเหมือนว่าประเทศไทยกำลังติดกับดักชนชั้นกลางอยู่ด้วย

– เวียดนามเพิ่งจะเริ่มต้นพัฒนาและเติบโตอย่างรวดเร็วพร้อมกับการเปิดตลาดหุ้นในปี 2000 หรือ 22 ปีมาแล้ว ดัชนีตลาดหุ้นเพิ่มขึ้นจาก 100 เป็นประมาณ 1,367 จุด ให้ผลตอบแทนทบต้นปีละถึง 12.62% รวมปันผลน่าจะไม่ต่ำกว่า 15% ต่อปี เหนือกว่าตลาดหุ้นไทยในช่วงเวลาเดียวกันมาก และถ้ามองต่อไปอีก 18 ปีข้างหน้า ดูเหมือนว่าเวียดนามจะแข็งแกร่งขึ้นไปอีก อานิสงส์จากปัจจัยต่าง ๆ ที่เอื้ออำนวยโดยเฉพาะการลงทุนเพื่อการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมจากต่างประเทศรวมถึงศักยภาพของคนที่ยังเป็นหนุ่มสาวและมีคุณภาพสูง ดังนั้น ผมเองคิดว่าตลาดหุ้นเวียดนามน่าจะเติบโตขึ้นไปอีกมากอย่างมั่นคงและให้ผลตอบแทนได้ไม่ต่ำกว่าปีละ 10% แบบทบต้น