ทิสโก้ ลั่น เศรษฐกิจสหรัฐถดถอยแล้ว แนะหุ้น 3 กลุ่ม

หุ้น

ธนาคารทิสโก้ ชี้เศรษฐกิจสหรัฐ เข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิคตามคาด หลังจีดีพีติดลบติดต่อกัน 2 ไตรมาส ขณะที่เฟดยังเร่งขึ้นดอกเบี้ยเพื่อสกัดเงินเฟ้อ ระบุเป็นจังหวะเหมาะเข้าซื้อหุ้นที่มีโอกาสเติบโตสูง ราคาลงแรง  3 กลุ่ม

วันที่ 4 สิงหาคม 2565 นายณัฐกฤติ เหล่าทวีทรัพย์ ผู้อำนวยการอาวุโสที่ปรึกษาการลงทุนทิสโก้ เวลธ์ ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า เศรษฐกิจสหรัฐเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค (US Technical Recession) ตามคาด หลังตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ติดลบ 2 ไตรมาสติดต่อกัน โดยไตรมาส 1/2565 ติดลบ 1.6% และไตรมาส 2/2565 ติดลบ 0.9%

ท่ามกลางธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) เร่งขึ้นอัตราดอกเบี้ยระดับสูง 0.75% ต่อเนื่องเป็นครั้งที่สอง เพื่อลดความร้อนแรงของเงินเฟ้อที่พุ่งสูงสุดในรอบ 40 ปี ซึ่งศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจและกลยุทธ์ทิสโก้ (TISCO ESU) คาดว่าสิ้นปี 2565 อัตราดอกเบี้ยนโยบายของสหรัฐจะปรับขึ้นไปอยู่ที่ 3.50% จากปัจจุบันอยู่ที่ 2.25-2.50%

สำหรับตลาดหุ้นนั้น หากวัดจากอัตราราคาต่อกำไรล่วงหน้า (Forward P/E) ของดัชนี S&P 500 ที่ปรับลดลงมาแล้วถึง -28% จากต้นปีนั้น ธนาคารทิสโก้มองว่า มูลค่าหุ้น (Valuation) ในปัจจุบันน่าจะรับข่าวภาวะเศรษฐกิจถดถอย และนโยบายการเงินที่ตึงตัวไปมากแล้ว เหลือเพียงแต่การปรับลดคาดการณ์กำไรที่จะกดดันให้ตลาดหุ้นเป็นขาลง

หาจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่กำไรยังเติบโต

ดังนั้น จึงมองว่าเป็นโอกาสที่ดีในรอบหลายปีที่จะหาจังหวะเข้าซื้อหุ้นที่กำไรยังคงเติบโตแม้เศรษฐกิจจะถดถอยและมูลค่าเหมาะสม เช่น กลุ่มเทคโนโลยีอย่าง คลาวด์ คอมพิวติ้ง (Cloud Computing), ไซเบอร์ ซีเคียวริตี้ (Cyber Security) เซมิคอนดักเตอร์ (Semiconductor) และหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีน รวมไปถึงหุ้นกลุ่มหุ้นเติบโตทั่วโลก

Advertisment

โดยสาเหตุที่ธนาคารทิสโก้กลับมาแนะนำหุ้นเทคโนโลยีอีกครั้ง โดยเฉพาะหุ้นที่เกี่ยวข้องกับ Cloud Computing, Cyber Security และ Semiconductor เพราะ 1.แรงกดดันในด้านต้นทุนทางการเงินของกลุ่มเทคโนโลยีลดลง เนื่องจากอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรรัฐบาลระยะยาวอายุ 10 ปีของสหรัฐ ได้ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว

อีกทั้งคาดว่าอัตราเงินเฟ้อน่าจะเริ่มชะลอตัวลงในทิศทางเดียวกับราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เริ่มปรับตัวลดลงตามตัวเลขเศรษฐกิจด้วย

2.ราคาหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่อยู่ในดัชนี NASDAQ ได้ปรับตัวลดลงถึง 32% ซึ่งเป็นการปรับตัวลงจากจุดสูงสุดมากที่สุดในรอบ 10 ปี และราคาหุ้นเทียบกับคาดการณ์กำไรใน 12 เดือนข้างหน้า (Fwd P/E) ก็ใกล้เคียงกับค่าเฉลี่ย 10 ปีแล้วที่ 23 เท่า

จึงเป็นจังหวะที่ดีในการลงทุนหุ้นเทคโนโลยี แต่ก็ต้องคัดเลือกกลุ่มหุ้นที่อยู่รอดได้ในระยะยาวโดยอาศัยศักยภาพการเติบโตในอนาคตของทั้งรายได้และกำไรเป็นสำคัญ

Advertisment

3.ธุรกิจ Cloud Computing, Cyber Security และ Semiconductor เป็นเทคโนโลยีที่สำคัญต่อชีวิตประจำวัน และยังมีอัตราการเติบโตของยอดขายที่น่าสนใจ โดยคาดการณ์ยอดขายของกลุ่ม Cloud Computing ปี 2565 จะเติบโต 15% เมื่อเทียบกับปีก่อน (YOY)

ยอดขาย Cyber Security เติบโต 28% YOY และ Semiconductor จะเติบโต 13.7% YOY (ที่มา : Global X, International Data Corporation สืบค้น ณ วันที่ 31 กรกฎาคม 2565) ขณะที่ยอดขายของบริษัทที่อยู่ในดัชนี Nasdaq โดยเฉลี่ยขยายตัวเพียง 7% YOY

แนะลงทุนหุ้นเทคโนโลยีของจีน

สำหรับเหตุผลที่ธนาคารทิสโก้แนะนำให้ลงทุนในหุ้นเทคโนโลยีของจีนด้วยนั้น เพราะหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีจีนที่ปรับตัวรับข่าวร้ายหลังรัฐบาลจีนเข้ามากำกับดูแลการทำธุรกิจเพื่อให้การแข่งขันทางธุรกิจเป็นไปอย่างยุติธรรม จนราคาหุ้นในช่วง 1 ปีปรับลงมามากกว่า 43% และมูลค่า Fwd PE Premium ของดัชนี MSCI China Information Technology ลดลงเหลือ 1.18 เท่า เมื่อเทียบกับดัชนี CSI 300 ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่เคยอยู่ระดับ 2.13 เท่า

ขณะที่การเติบโตในระยะยาวยังมีศักยภาพการเติบโตที่น่าสนใจกับแผนการเติบโตของจีนที่อยู่ในช่วงการเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจที่เน้นการผลิตไปยังระบบเศรษฐกิจใหม่ที่เน้นนวัตกรรมและภาคบริการ

นายณัฐกฤติกล่าวอีกว่า นอกจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีแล้ว ธนาคารทิสโก้ยังแนะนำให้ทยอยเข้าซื้อหุ้นเติบโตทั่วโลกที่มีโอกาสขึ้นมาเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในช่วง 5-10 ปีข้างหน้า (Long Term Global Growth)

และกลุ่มที่สร้างผลกระทบเชิงบวกต่อสังคม (Positive Impact) ได้แก่ ด้านสังคมและการศึกษา ด้านความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อม ด้านการดูแลสุขภาพ ที่ราคาหุ้นได้ปรับตัวลดลงเฉลี่ยราว 30-40% ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา

ขณะที่ผลการดำเนินงานของบริษัทเหล่านี้ยังสามารถเติบโตได้ต่อเนื่องและยอดขายยังคงเติบโตได้เฉลี่ยประมาณ 10-20% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันกับปีที่ผ่านมา