ศบค.เคาะวันนี้ (27ก.ย.) คลายล็อกเพิ่ม ขยายเวลาเคอร์ฟิว-ร้านสะดวกซื้อ

กรุงเทพ เยาวราช
Mladen ANTONOV / AFP

ศบค.เคาะวันนี้ (27 ก.ย.) ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่ออีก 2 เดือน เลื่อนเปิดพื้นที่ Sandbox นำร่อง คลายล็อกเพิ่มอีก 10 กิจการ  ปรับเวลาเคอร์ฟิวเป็น 4 ทุ่มถึงตี 4  ลดเวลากักตัวผู้ป่วยโควิด ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม ชงเปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว “สีฟ้า” ที่มีผู้ป่วยโควิดน้อย 

วันที่ 27 กันยายน 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันนี้ที่ประชุมศูนย์ปฏิบัติการศูนย์บริหารสถานการณ์โควิด-19 (ศปก.ศบค.) เตรียมเสนอแนวทางผ่อนคลายมาตรการกิจการ กิจกรรมต่าง ๆ ต่อที่ประชุมศูนย์บริหารสถานการณ์แพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) ที่มี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม ในฐานะ ผอ.ศบค. เป็นประธานการประชุม

ขยาย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน-คลายล็อกเพิ่ม 10 กิจการ

ทั้งนี้ที่ประชุมจะเสนอให้พิจารณาขยายระยะเวลาการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ออกไปอีก 2 เดือน หรือจนถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 และจะเสนอให้เลื่อนการเปิดพื้นที่ Sandbox นำร่องในพื้นที่จังหวัดต่างๆ ที่ก่อนหน้านี้เตรียมจะให้ 5 จังหวัดเป็นพื้นที่นำร่อง จากเดิม 1 ตุลาคม ขยับหรือเลื่อนไปเป็นวันที่ 1 พฤศจิกายน 2564 เนื่องจากต้องการฉีดวัคซีนป้องกันโควิดให้ครอบคลุมประชากรตามเป้าหมายก่อน

นอกจากนี้ จะเสนอให้ผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมที่ถูกสั่งปิดเพิ่มขึ้นอีก 10 ประเภท ได้แก่

  • 1.ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก และวัยก่อนเรียน
  • 2.ห้องสมุดสาธารณะ ห้องสมุดเอกชน ห้องสมุดชุมชน
  • 3.พิพิธภัณฑ์ แหล่งประวัติศาสตร์ โบราณสถาน
  • 4.ศูนย์การเรียนรู้ ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรม หอศิลป์
  • 5.กีฬาในร่ม ในห้องที่มีระบบปรับอากาศ ฟิตเนส
  • 6.ร้านทำเล็บ
  • 7.ร้านสัก
  • 8. ร้านนวด สปาเพื่อสุขภาพ
  • 9.ธุรกิจโรงภาพยนตร์ ฉายภาพยนตร์
  • 10.การเล่นดนตรีในร้านอาหาร โดยผู้ประกอบการต้องมีการตรวจสอบและปรับปรุงระบบหมุนเวียนอากาศ และจัดสถานที่ให้เป็นไปตามมาตรการ COVID-Free Setting ก่อนเปิดให้บริการ

ร้านสะดวกซื้อเปิดได้ถึง 3 ทุ่ม

ในส่วนศูนย์การค้า ห้างสรรพสินค้า สถานที่กลุ่มกีฬากลางแจ้ง ที่ร่มโล่งมีอากาศถ่ายเทสะดวก การซ้อมของนักกีฬาทีมชาติไทยทุกประเภท และร้านสะดวกซื้อ ตลาดสด ตลาดนัด ให้เฉพาะที่จำหน่ายเครื่องอุปโภคบริโภค และขยายเวลาเปิดให้บริการไม่เกินเวลา 21.00 น. เพิ่มจากเดิมที่เปิดบริการได้แค่ 20.00 น.

ที่ประชุมยังจะเสนอให้พิจารณา ให้ปรับเวลาการห้ามออกนอกเคหสถานหรือเคอร์ฟิว จากเวลาเดิม 21.00 น. ถึง 04.00 น.ของรุ่งขึ้น ขยับเป็นเวลา 22.00 น.ถึงเวลา 04.00 น.ของวันรุ่งขึ้น หรือปรับเวลาใหม่เป็น 4 ทุ่มถึงตี 4

ลดเวลากักตัวในสถานที่กักกันของรัฐ

รวมทั้งจะเสนอปรับลดระยะเวลาในการกักตัวในสถานที่กักกันของรัฐ

  • โดยให้ผู้ที่เดินทางเข้าประเทศไทยในทุกช่องทางที่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีนครบตามเกณฑ์มาแล้วอย่างน้อย 14 วัน ให้กักตัวอย่างน้อย 7 วัน และต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 0-1 ครั้งสอง วันที่ 6-7
  • ส่วนผู้ที่เดินทางเข้าประเทศซึ่งโดยสารมาทางเครื่องบิน และไม่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ให้กักตัวอย่างน้อย 10 วัน และต้องตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรก วันที่ 0-1 ครั้งสอง วันที่ 8-9
  • ขณะที่ผู้เดินทางเข้าประเทศไทยทางช่องทางบก และไม่มีเอกสารรับรองการฉีดวัคซีน ให้กักตัวอย่างน้อย 14 วัน และตรวจหาเชื้อด้วยวิธี RT-PCR 2 ครั้ง ครั้งแรกวันที่ 0-1 ครั้งสองวันที่ 12-13 ทั้งนี้ จะมีผลบังคับใช้วันที่ 1 ตุลาคม 2564 นี้

ส่วนการเข้าพักที่โรงแรมกักตัวทางเลือกหรือ Alternative Quarantine (AQ) อนุญาตให้ทำกิจกรรมออกกำลังกายกลางแจ้ง ว่ายน้ำ ปั่นจักรยาน สั่งซื้อสินค้าและอาหารจากภายนอก และประชุมสำหรับนักธุรกิจระยะสั้นได้ ส่วนสถานกักกันของรัฐ หรือ State Quarantine (SQ) และการกักกันผู้เดินทางในสถานที่เอกเทศ ซึ่งดำเนินการโดยองค์กร หรือหน่วยงานทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหรือ Organizational Quarantine (OQ) รวมถึงอนุญาตให้ทำกิจกรรมออกกำลังกายกลางแจ้ง สั่งซื้อสินค้าและอาหารจากภายนอกได้


เปิดพื้นที่นำร่องท่องเที่ยว “สีฟ้า”

ที่ประชุม ศปก.ศบค.ยังจะเสนอให้พิจารณาแนวทางการเปิดพื้นที่นำร่องการท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีผู้ติดเชื้อโควิด-19 น้อยมาก หรือ “พื้นที่สีฟ้า” โดยกำหนดรูปแบบการท่องเที่ยวขึ้นอยู่กับลักษณะและความพร้อมของพื้นที่สีฟ้า คือการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งจังหวัด รวมถึงการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ทั้งอำเภอ ตำบล หรือหมู่บ้าน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของพื้นที่

นอกจากนี้ยังต้องดูเรื่องการจัดพื้นที่ที่สามารถเดินทางท่องเที่ยวได้ เฉพาะสถานที่ เฉพาะพื้นที่หรือระหว่างสถานที่ ระหว่างสถานที่หรือระหว่างพื้นที่ โดยระบบการเดินจะต้องเป็นแบบ Bubble and Seal ที่เรียกว่า Sealed Route

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การพิจารณาผ่อนคลายกิจการ กิจกรรมครั้งนี้ ที่ประชุม ศปก.ศบค.เน้นย้ำว่า จะต้องตอบโจทย์เรื่องการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศควบคู่ไปกับการควบคุมโรคอย่างเหมาะสมตามมาตรการของกระทรวงสาธารณสุข

โดยต้องมีแผนเตรียมการและทรัพยากรรองรับสถานการณ์ ทางด้านการจัดการด้านการแพทย์และสาธารณสุข เพื่อให้เกิดความปลอดภัย ป้องกันการแพร่ระบาดรวมทั้งสร้างความมั่นใจแก่นักท่องเที่ยว และประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก

 COVID-Free Setting และ Universal Prevention

ไม่พลาดข่าวสำคัญ เจาะลึกทุกประเด็น
เพิ่มเราเป็นเพื่อนทาง @prachachat

ติดตามข่าวธุรกิจ