เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
Business ‘อรทัยซูชิวังหลัง’ แชมป์ ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ บน Grab กวาดยอดขายทะลุ 4 แสนบาท
ออริจิ้น ร่วมทุน Hotel101 พัฒนาโรงแรม 4 ดาว Hotel 101 ย่านพหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้า
Real Estate ออริจิ้น ร่วมทุน Hotel101 พัฒนาโรงแรม 4 ดาว Hotel 101 ย่านพหลโยธิน ใกล้รถไฟฟ้า
กยศ. แจงผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงิน ยอดหนี้ไม่ลดทันที ยันเงินไม่หาย
Finance กยศ. แจงผู้กู้ยืมที่ถูกหักเงิน ยอดหนี้ไม่ลดทันที ยันเงินไม่หาย
ป.ป.ส. ยืนยัน ไทยไม่ใช่ฐานการผลิตเฮโรอีน หยุดแชร์ข้อมูลขยายความเข้าใจผิด
News ป.ป.ส. ยืนยัน ไทยไม่ใช่ฐานการผลิตเฮโรอีน หยุดแชร์ข้อมูลขยายความเข้าใจผิด
ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (2 ก.ค. 69) พุ่งขึ้น 1,050 บาท รูปพรรณขายออก 64,900 บาท
‘โนเบิล’ เปิดดีลใหญ่ หั่นราคาแรงแห่งปี ลดสูงสุด 16 ล้าน คอนโดหรูทองหล่อเหลือแค่ 4.9 ล้าน
Real Estate ‘โนเบิล’ เปิดดีลใหญ่ หั่นราคาแรงแห่งปี ลดสูงสุด 16 ล้าน คอนโดหรูทองหล่อเหลือแค่ 4.9 ล้าน
GULF ปิดดีลแบงก์ต่างชาติแห่ปล่อยกู้ 600 ล้านดอลลาร์ หนุนแผนขยายธุรกิจพลังงาน-ดิจิทัล
Economic GULF ปิดดีลแบงก์ต่างชาติแห่ปล่อยกู้ 600 ล้านดอลลาร์ หนุนแผนขยายธุรกิจพลังงาน-ดิจิทัล
บางจากได้ฤกษ์เปิดปั๊ม ‘Bangchak Hong Kong’ รุกตลาดเอเชียเหนือ คงแบรนด์ Caltex ชั่วคราว
Economic บางจากได้ฤกษ์เปิดปั๊ม ‘Bangchak Hong Kong’ รุกตลาดเอเชียเหนือ คงแบรนด์ Caltex ชั่วคราว
บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี’70 ได้งบฯแค่ 4.2 หมื่นล้าน ปลัดคลังชี้ไม่พอต้องขอจากงบฯกลาง
Finance บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ปี’70 ได้งบฯแค่ 4.2 หมื่นล้าน ปลัดคลังชี้ไม่พอต้องขอจากงบฯกลาง
เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
World เศรษฐีไต้หวัน แห่ย้ายสินทรัพย์ ซบ ‘สิงคโปร์’ แชร์ความเสี่ยง เลี่ยงแรงกดดันจีน
ดูทั้งหมด

สตง.แถลงกรณีปรากฏข่าวคลาดเคลื่อนเรื่องการตรวจสอบรถยนต์คันแรก

02 ก.พ. 2561 | 09:33น.

นายพรชัย จำรูญพานิชย์กุล รองผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน รักษาการแทน ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน แถลงว่า ตามที่ปรากฏข่าวทางสื่อออนไลน์ว่ามีเจ้าของรถยนต์ที่เข้าร่วมโครงการมาตรการรถยนต์คันแรกหลายรายไม่สามารถโอนรถให้กับบุคคลอื่นได้ เนื่องจากข้อมูลในระบบคอมพิวเตอร์แจ้งว่ารถคันดังกล่าวถูก กรมสรรพสามิตระงับการโอนสิทธิ ซึ่งกรมสรรพสามิตได้ชี้แจงว่ารถคันดังกล่าวอยู่ในข่ายกำลังถูกตรวจสอบจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ว่าทำผิดเงื่อนไขการขอรับสิทธิหรือไม่ พร้อมระบุว่า สตง. มี ข้อสงสัยเรื่องการดำเนินการของกรมสรรพสามิตในการพิจารณาอนุมัติให้สิทธิรถยนต์คันแรกแก่ประชาชนจำนวนกว่าหนึ่งแสนราย เนื่องจากตรวจพบว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้กรมสรรพสามิตพิจารณาเกินระยะเวลาตามเงื่อนไขการขอใช้สิทธิที่กำหนดให้ยื่นเอกสารภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 และหาก สตง. สรุปผลการตรวจสอบว่าประชาชนผู้ขอใช้สิทธิกว่าหนึ่งแสนรายทำผิดเงื่อนไข จะต้องนำเงินภาษีมาคืนกรมสรรพสามิตทั้งหมด นั้น

สตง.ขอเรียนชี้แจงเพื่อให้สาธารณชนได้รับทราบว่า สำหรับกรณีของโครงการมาตรการรถยนต์ คันแรกนั้น สตง.ได้ดำเนินการตรวจสอบเสร็จสิ้นตั้งแต่ปีงบประมาณ 2558 แล้ว และได้เสนอรายงานฉบับสมบูรณ์ให้กรมสรรพสามิตเพื่อดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ สตง. ในช่วงเดือนมีนาคม 2559 ดังนั้น ข้อมูลที่ปรากฏทางสื่อออนไลน์ว่ากรณีเจ้าของรถยนต์หลายรายที่ไม่สามารถโอนรถให้กับบุคคลอื่นได้ โดยมีการพาดพิงว่าเป็นเรื่องที่อยู่ในข่ายกำลังถูกตรวจสอบจาก สตง. จึงไม่เป็นความจริง

นอกจากนี้ ข่าวดังกล่าวยังมีประเด็นที่คลาดเคลื่อนไปจากข้อเท็จจริง โดยเฉพาะกรณีที่ระบุว่า สตง. มี ข้อสงสัยเรื่องการดำเนินการของกรมสรรพสามิตในการพิจารณาอนุมัติให้สิทธิรถยนต์คันแรกแก่ประชาชนจำนวนกว่าหนึ่งแสนราย เนื่องจากตรวจพบว่าประชาชนกลุ่มดังกล่าวยื่นเอกสารเพิ่มเติมให้กรมสรรพสามิตพิจารณาเกินระยะเวลาตามเงื่อนไขการขอใช้สิทธิที่กำหนดให้ยื่นเอกสารภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ซึ่งจากรายงานการตรวจสอบของ สตง. ระบุว่า สตง. ได้สุ่มตรวจสอบผู้ขอใช้สิทธิจากโครงการฯ จำนวน 4,340 ราย และพบว่า 1) ผู้ขอใช้สิทธิยื่นเอกสารหลักฐานไม่ทันภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 จำนวน 1,640 ราย 2) ยื่นเอกสารโดยไม่มีใบจองหรือยื่นเอกสารเพิ่มเติมเกิน 90 วันนับถัดจากวันรับมอบรถยนต์ จำนวน 2 ราย และ 3) ผู้ขอใช้สิทธิยื่นเอกสารหลักฐานเพื่อประกอบคำขอใช้สิทธิไม่ถูกต้อง ไม่ใช่เอกสารของผู้ใช้สิทธิ เช่น อายุไม่ถึง 21 ปี รับรถยนต์ไม่ตรงรุ่น/หมายเลขเครื่องยนต์ ฯลฯ จำนวน 6 ราย ซึ่งเป็นการไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางที่กำหนด และไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,648 ราย และทั้ง 3 กรณีดังกล่าว ผู้ขอใช้สิทธิได้รับสิทธิคืนภาษีไปแล้วทั้งหมด

ดังนั้น สตง. จึงได้มีข้อเสนอแนะให้กรมสรรพสามิตตรวจสอบเอกสารหลักฐานของผู้ได้สิทธิทั้งหมด หากพบว่าไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและแนวทางที่กำหนด และไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ให้ดำเนินการสอบข้อเท็จจริงเพิ่มเติม และหากพบว่าเป็นการกระทำผิดของเจ้าหน้าที่ให้ดำเนินการตามควรแก่กรณี แต่หากเป็นการกระทำผิดของผู้ขอใช้สิทธิให้เรียกเงินคืน

ต่อมากรมสรรพสามิตได้มีหนังสือแจ้งผลการดำเนินการตามข้อเสนอแนะของ สตง. รวมจำนวน 16 ฉบับ โดยหนังสือฉบับล่าสุด ลงวันที่ 4 สิงหาคม 2560 ชี้แจงว่า กรมสรรพสามิตได้ดำเนินการตรวจสอบเอกสารหลักฐานของผู้ใช้สิทธิที่ได้รับสิทธิคืนเงินตามโครงการฯ ไปแล้วทั้งสิ้น 1,020,162 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 92.5 ของผู้ใช้สิทธิที่ได้รับเงินคืนแล้ว โดยพบว่า มีผู้ขอใช้สิทธิไม่ปฏิบัติตามมติคณะรัฐมนตรีและไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด จำนวน 52 ราย ประกอบด้วย 1) ผู้ขอใช้สิทธิยื่นเอกสารเพิ่มเติมเกิน 90 วัน จำนวน 37 ราย และ 2) ผู้ขอใช้สิทธิไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กำหนด จำนวน 15 ราย แบ่งเป็นรับมอบรถยนต์ไม่ตรงรุ่น จำนวน 6 ราย อายุไม่ครบ 21 ปีบริบูรณ์ จำนวน 1 ราย และยื่นเอกสารก่อนเริ่มโครงการ จำนวน 8 ราย ซึ่งผลการตรวจสอบดังกล่าวของกรมสรรพสามิตก็ไม่ปรากฏข้อมูลกรณีการยื่นเอกสารหลักฐานไม่ครบภายในวันที่ 31 ธันวาคม 2555 ตามที่เป็นข่าวแต่ประการใด ดังนั้น จึงเป็นเรื่องที่กรมสรรพสามิตจะต้องพิจารณาดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ในกรณีดังกล่าวต่อไป

 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมสรรพสามิต สตง.