เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
Shinsegae ปูซานเปิดพื้นที่สินค้าไทย พาณิชย์เร่งต่อยอดผลไม้-อาหาร-เครื่องปรุง
Economic Shinsegae ปูซานเปิดพื้นที่สินค้าไทย พาณิชย์เร่งต่อยอดผลไม้-อาหาร-เครื่องปรุง
ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ 67,400 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (13 ต.ค. 69) ขยับขึ้น 150 บาท ทองรูปพรรณ 67,400 บาท
ชี้คนดูเลือกจ่าย “อิมแพ็ค” เผยคอนเสิร์ตแข่งเดือด-ไมซ์โค้งท้ายดันรายโต 20%
Biz Movement ชี้คนดูเลือกจ่าย “อิมแพ็ค” เผยคอนเสิร์ตแข่งเดือด-ไมซ์โค้งท้ายดันรายโต 20%
ปภ. โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมแล้ว 1,284 ล้าน 160,350 ครัวเรือน วันนี้จ่ายเพิ่ม 1,155 ล้าน
News ปภ. โอนเงินเยียวยาน้ำท่วมแล้ว 1,284 ล้าน 160,350 ครัวเรือน วันนี้จ่ายเพิ่ม 1,155 ล้าน
เอ็มจีซี-เอเชีย ยกทัพพรีเมียม BWM-XPENG ร่วมงานประชุมระดับนานาชาติ
Automotive เอ็มจีซี-เอเชีย ยกทัพพรีเมียม BWM-XPENG ร่วมงานประชุมระดับนานาชาติ
4 จว.เหนือ เปิดฉาก LANNA EXPO ขนทัพสินค้า 1 พันบูธ เจรจาธุรกิจทะลุ 140 คู่
เศรษฐกิจภูมิภาค 4 จว.เหนือ เปิดฉาก LANNA EXPO ขนทัพสินค้า 1 พันบูธ เจรจาธุรกิจทะลุ 140 คู่
อนุทิน กินข้าวถก ‘รมต.เพื่อไทย’ ตามงานทุกกระทรวง ไม่เน้นคุยรับศึกอภิปราย
Politics อนุทิน กินข้าวถก ‘รมต.เพื่อไทย’ ตามงานทุกกระทรวง ไม่เน้นคุยรับศึกอภิปราย
รัฐบาล ถวายพวงมาลาเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’ 13 ต.ค. 2569
Politics รัฐบาล ถวายพวงมาลาเนื่องใน ‘วันนวมินทรมหาราช’ 13 ต.ค. 2569
‘สุรศักดิ์’ ชี้เวที IMF–World Bank ช่วยดันท่องเที่ยวไทย ส่งท้าย คาดปี 70 โตต่อเนื่อง
Politics ‘สุรศักดิ์’ ชี้เวที IMF–World Bank ช่วยดันท่องเที่ยวไทย ส่งท้าย คาดปี 70 โตต่อเนื่อง
‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
Finance ‘ภัณฑิรา’ ชี้กองทุนประกันสังคมเสียโอกาสลงทุนวันละ 300 ล้าน เชื่อยกระดับสู่กองทุนโลกได้
ดูทั้งหมด

ทำไม 5 ยักษ์เทคโนโลยี พากันตกที่นั่งลำบาก ?

10 พ.ย. 2565 | 07:53น.
5 ยักษ์เทคโนโลยี
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

บริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ที่ถือกำเนิดจากซิลิคอนวัลเลย์อย่างอัลฟาเบต (เจ้าของกูเกิลและยูทูบ), อเมซอน, แอปเปิล, เมตา (เจ้าของเฟซบุ๊ก) และไมโครซอฟท์ ไม่เพียงเป็นกิจการที่เป็นที่รู้จักกันไปทั่วโลก ยังเป็นฐานรากสำคัญให้กับตลาดหลักทรัพย์และเศรษฐกิจโดยรวมของสหรัฐอเมริกามาเป็นเวลานานเต็มที

อัตราการเติบโตในแต่ละปีเชื่อถือได้ และมีศักยภาพในการสร้างผลกำไรจากการประกอบการได้อย่างน่าพึงพอใจมาตลอด จนกระทั่งถึงไตรมาส 3 ที่ผ่านมานี่เองที่บริษัทยักษ์ใหญ่ทั้งห้าบริษัทออกอาการซวนเซให้เห็นอย่างน่าตกใจ

จนถึงขณะนี้ มาร์เก็ตแคป หรือมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดของทั้งห้าบริษัทรวมกันหดหายไปมากถึง 37 เปอร์เซ็นต์ คิดเป็นเม็ดเงินแล้วสูงถึง 3.7 ล้านล้านดอลลาร์ หายวับไปกับตา

คำถามก็คือเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทเทคโนโลยีขนาดยักษ์เหล่านี้

แน่นอนว่า กฎที่ว่าด้วยการขยายตัวของกิจการเมื่อเติบโตมาถึงระดับหนึ่งย่อมประสบภาวะอิ่มตัวเป็นธรรมดา ถูกนักวิเคราะห์ส่วนใหญ่นำมาใช้เป็นเหตุผลเพื่ออธิบายถึงปรากฏการณ์นี้เป็นลำดับแรก

อัตราการขยายตัวของยอดขายของบริษัทเหล่านี้ในไตรมาสล่าสุดอยู่เพียงแค่ 9 เปอร์เซ็นต์ แทบจะไม่โผล่พ้นอัตราเงินเฟ้อในสหรัฐอเมริกาเสียด้วยซ้ำไป

นักวิเคราะห์ชี้ว่า เมื่อกิจการของบริษัทใดบริษัทหนึ่งขยายตัวเติบใหญ่มากขึ้นเรื่อย ๆ บริษัทดังกล่าวก็จะถูกผูกโยงเข้ากับสภาวการณ์ทางด้านเศรษฐกิจมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นเดียวกัน เมื่อเศรษฐกิจเป็นช่วงขาลง ก็ทำให้บริษัทเหล่านี้หนีขาลงไม่พ้นเช่นกัน

หลายสิ่งหลายอย่างเป็นที่มาของรายได้งดงามของบริษัทเหล่านี้ตกอยู่ในสภาพ “มีแต่ทรงกับทรุด” ตั้งแต่จำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนที่แทบจะเรียกได้ว่าแทบถึงจุดอิ่มตัวเต็มทีแล้ว การโฆษณาแบบดิจิทัลก็ดี หรือกระแสการสตรีมมิ่งก็ดี ล้วนแต่หาทางขยายตัวเพิ่มได้ลำบากทั้งสิ้น ผลจากการนี้ทำให้กิจการที่เป็นแกนหลักหรือ “คอร์บิสซิเนส” ของบริษัทชะลอตัวตามไปด้วย

สิ่งที่เกิดขึ้นตามมาก็คือเกิดความพยายามรุกคืบเข้าไปในขอบเขตธุรกิจของต่างบริษัทซึ่งกันและกัน ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มการแข่งขันกันหารายได้และแสวงหากำไรมากยิ่งขึ้น

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่า เหตุผลแค่นั้นยังไม่เพียงพอและแสดงความเชื่อมั่นว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับยักษ์เทคโนโลยีมะกันในเวลานี้เป็นอาการที่แสดงออกมาของสิ่งที่เรียกกันว่า “conglomeritis” หรือจะเรียกว่าโรคหลงตัวเอง ย่ามใจ หยิ่งทะนงของผู้มีอำนาจในบริษัทเหล่านี้ก็คงได้

โรคนี้สะท้อนออกมาให้เห็นในแง่ของการทุ่มงบประมาณเพื่อการว่าจ้างพนักงานแบบไม่ลืมหูลืมตา การ “ทดลอง” ลงทุนแบบสุ่มสี่สุ่มห้า การทุ่มเงินลงทุนไปในโครงการ “เพื่อความภาคภูมิใจ” ต่าง ๆ หรือแม้กระทั่ง การแห่กันลงทุนสร้างศูนย์ข้อมูลดิจิทัลขนาดมหึมา เป็นต้น

ดิ อีโคโนมิสต์ ที่ชี้ให้เห็นประเด็นนี้ระบุว่า เมื่อเดือนมีนาคม เป็นช่วงเวลาที่บริษัท ยักษ์ใหญ่ทั้งห้าพากันลงทุนรวมกันถึงหลัก 1 ล้านล้านดอลลาร์เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

ที่แย่หนักลงไปอีกก็คือ มีการลงทุนในทรัพย์สินทางกายภาพ เช่น ตึกรามอาคารเพิ่มมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่บริษัทเหล่านี้ได้ชื่อว่าเป็นกิจการที่จำเป็นต้องมีทรัพย์สินเป็นรูปเป็นร่างน้อยมากด้วยกันทั้งสิ้น ในเดือนมีนาคมนี้เช่นเดียวกันยอดการลงทุนในทรัพย์สินเชิงกายภาพของทั้ง 5 บริษัทรวมกันพุ่งขึ้นไปถึง 600,000 ล้านดอลลาร์ สูงกว่าระดับเมื่อ 5 ปีที่ผ่านมาถึง 3 เท่าตัว

ผลที่ได้ก็คือ ต้นทุนขยายตัวเพิ่มมากขึ้น ค่าใช้จ่ายในการบำรุงรักษาเพิ่มขึ้นตามไปด้วย ซึ่งทำให้ผลตอบแทนต่อหน่วยการลงทุนลดลงเป็นธรรมดา จากที่เคยเกิน 60 เปอร์เซ็นต์เมื่อ 5 ปีก่อนตอนนี้ลดลง มาเหลือเพียง 26 เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง

3 ใน 5 บริษัทยักษ์นี้มีเหลือไม่เพียงพอสำหรับนำมาจ่ายเป็นเงินปันผลด้วยซ้ำไป

นักวิเคราะห์บางคนชี้ว่าพฤติกรรมหรือขอบเขตอำนาจของซีอีโอ/ผู้ก่อตั้งบริษัทก็มีส่วนก่อให้เกิดสถานการณ์เช่นนี้ขึ้น ซึ่งเห็นได้ชัดมากจากกรณีของ มาร์ก ซักเคอร์เบิร์ก ซีอีโอและผู้ก่อตั้ง เมต้าหรือเฟซบุ๊กแต่เดิม ที่ออกอาการย่ำแย่ที่สุดในบรรดาบริษัททั้ง 5

ปีนี้ยังไปไม่ถึงสิ้นปี มูลค่าบริษัทหดหายไปแล้วถึง 74 เปอร์เซ็นต์ อันเนื่องมาจากความบกพร่อง ผิดพลาดในการตัดสินใจลงทุนเพื่อขยายกิจการให้หลากหลายออกไปจากกิจการหลักที่เป็นโซเชียลมีเดียแต่เดิม เทเดิมพันทั้งหมดไปที่เมตาเวิร์ส โดยไม่ไยดีกับเสียงทักท้วงของนักลงทุนภายนอก หรือแม้แต่คณะกรรมการบริหารบริษัท เพราะตนเองมีสิทธิออกเสียงอยู่ถึง 54 เปอร์เซ็นต์ของบอร์ดบริหารทั้งหมด ทำให้ตัดสินใจอะไรก็ได้ตามใจตัวเอง ผลจึงปรากฏอย่างที่เห็น

อัลฟาเบต เจ้าของกูเกิล ก็ไม่แตกต่างไปเท่าใดนัก ผู้ก่อตั้งบริษัทมีสิทธิออกเสียงถึง 51 เปอร์เซ็นต์ อาการแม้จะดีกว่าเมตาหน่อยแต่ก็ยังย่ำแย่

ที่แย่แต่อยู่ในระดับกลาง ๆ คือ อเมซอน ซึ่ง เจฟฟ์ เบซอส มีสิทธิโหวตในกรรมการบริหารเพียง 15 เปอร์เซ็นต์ จึงยังจำเป็นต้องรับฟังความคิดเห็นจากบอร์ดคนอื่น ๆ ด้วย

ส่วนแอปเปิลกับไมโครซอฟท์ หลุดพ้นจากปม “เจ้าของ/ผู้ก่อตั้ง” ไปแล้วก็เลยอยู่ในสภาพดีที่สุดในบรรดายักษ์ใหญ่ทั้งห้านั่นเอง