เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
“อีลอน มัสก์” คาดการณ์อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่าคน โลกอาจเปลี่ยน จน “เงินสดไร้ความหมาย”
World “อีลอน มัสก์” คาดการณ์อีก 5 ปี AI ฉลาดกว่าคน โลกอาจเปลี่ยน จน “เงินสดไร้ความหมาย”
GRAND แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ พร้อมเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น เหตุไม่ครบองค์ประชุม
Finance GRAND แจ้งเหตุผิดนัดชำระดอกเบี้ยหุ้นกู้ พร้อมเลื่อนประชุมผู้ถือหุ้น เหตุไม่ครบองค์ประชุม
“พิพัฒน์” เร่งไฮสปีดไทย-จีน เร่งสร้างถึง”หนองคาย” ดันกรุงเทพ-โคราชเปิดปี’73
Politics “พิพัฒน์” เร่งไฮสปีดไทย-จีน เร่งสร้างถึง”หนองคาย” ดันกรุงเทพ-โคราชเปิดปี’73
คกก. จัดการประชุม IMF-World Bank เผยความคืบหน้า 3 อนุฯ เตรียมพร้อม 12-18 ต.ค. นี้
Politics คกก. จัดการประชุม IMF-World Bank เผยความคืบหน้า 3 อนุฯ เตรียมพร้อม 12-18 ต.ค. นี้
ครม.อนุมัติ ขยายเวลาลด VAT เหลือ 7% อีก 1 ปี สรรพากรชี้ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัว
Politics ครม.อนุมัติ ขยายเวลาลด VAT เหลือ 7% อีก 1 ปี สรรพากรชี้ช่วยเศรษฐกิจไทยขยายตัว
“เดชรัต” น้อมรับคำติ ยัน ปชน. ไม่คิดล้มบัตรทอง เดินหน้ารับฟังแก้ปม สปสช.
Politics “เดชรัต” น้อมรับคำติ ยัน ปชน. ไม่คิดล้มบัตรทอง เดินหน้ารับฟังแก้ปม สปสช.
ททท.ตราด คาดหยุดยาววันเฉลิมฯ เงินสะพัด 118 ล้านบาท “เกาะช้าง” ครองแชมป์ยอดฮิต
เศรษฐกิจภูมิภาค ททท.ตราด คาดหยุดยาววันเฉลิมฯ เงินสะพัด 118 ล้านบาท “เกาะช้าง” ครองแชมป์ยอดฮิต
UOB จับมือ Visa อัพเกรดบัตรเครดิตหรู รับตลาดลูกค้ามั่งคั่งโต
Finance UOB จับมือ Visa อัพเกรดบัตรเครดิตหรู รับตลาดลูกค้ามั่งคั่งโต
SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
Finance SET ร่วงหนักกว่า 20 จุด ก่อนวันหยุดยาว-DELTA ตัวฉุดหลัก
กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
Politics กกต. ยัน คดีฮั้ว สว. จบสิ้นเดือน ส.ค. การันตี เป็นอิสระ ไม่มีใครแทรกแซง
ดูทั้งหมด

เลือดออกในสมอง : เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง อันตรายที่อาจมาถึงอย่างฉับพลัน

19 ธ.ค. 2565 | 23:57น.

โรคหลอดเลือดสมองเฉียบพลัน หรือ acute stroke เป็นสาเหตุการตายอันดับ 2 และสาเหตุการพิการอันดับ 3 ของโลก หนึ่งในอาการนั้น คือ เลือดออกในเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง ที่ถือว่าเกิดได้ยาก แต่หากเกิดขึ้น จะรวดเร็วและเฉียบพลัน โดยมีโอกาสเสียชีวิต หรือพิการถาวรได้สูง

เว็บไซต์ พบแพทย์ (Pobpad) ระบุว่า เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง หรือ subarachnoid hemorrhage เป็นภาวะที่ผู้ป่วยจะมีเลือดไหลออกมาบริเวณเยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ที่อยู่ระหว่างเนื้อสมองกับเนื้อเยื่อที่หุ้มสมอง

อาการนี้ มักเกิดขึ้นจากหลอดเลือดสมองที่โป่งพองผิดปกติแตกจนมีเลือดไหลออกมา ซึ่งถือว่าพบได้ไม่บ่อยนักแต่ก็เป็นการเจ็บป่วยที่อันตราย และผู้ป่วยอาจเสียชีวิตได้หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสมอย่างทันท่วงที

Getty Images
Getty Images หลอดเลือดในสมองโป่งพอง นำมาสู่ภาวะเลือดออกในสมองได้

กรณีที่ไม่มีประวัติการได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะมาก่อน แต่กลับเกิดภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง, อ.นพ.สันติ สิลัยรัตน์ คณะแพทย์ศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยนวมินทราธิราช อธิบายในบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์ Wongkarnpat.com ว่า ราวร้อยละ 80 มีสาเหตุมาจากการแตกของหลอดเลือดในสมองที่เกิดการโป่งพอง ส่วนสาเหตุอื่น ๆ อาจมาจากการสร้างหลอดเลือดผิดปกติ หรือการอักเสบของหลอดเลือด เป็นต้น

“ภาวะนี้มักจะพบในกลุ่มคนอายุน้อยมากกว่าผู้สูงอายุ และมีความสำคัญมากเนื่องจากมักทำให้เกิดความพิการหรือความผิดปกติถาวรได้ถึงประมาณครึ่งหนึ่งของผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งทำให้สูญเสียคุณภาพชีวิตอย่างมาก”

บีบีซีไทยรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรคเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองส่วนกลาง โรคร้ายหายาก ที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตในไทยกำลังให้ความสนใจ มาไว้ในบทความนี้

อาการของโรค

อาการเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง หลัก ๆ คือ ปวดศีรษะอย่างรุนแรงขึ้นมาในทันที โดยปวดคล้ายถูกตีที่ศีรษะ ในบางครั้งอาจเกิดขึ้นขณะทำกิจกรรมที่ต้องออกแรง เช่น ไอ ขับถ่าย หรือมีเพศสัมพันธ์ เป็นต้น

“อาการปวดศีรษะ ซึ่งมักจะรุนแรงมากและเกิดขึ้นอย่างทันที อาการปวดมักจะเพิ่มขึ้นจนถึงจุดสูงสุดภายในเวลาไม่กี่วินาที” อ.นพ.สันติ ระบุ พร้อมอธิบายว่า อาการปวดหัวเฉียบพลันและรุนแรงนี้ มักถูกเรียกว่า “ปวดศีรษะเหมือนถูกฟ้าผ่า”

ผู้ป่วยราว 10-40% อาจเริ่มมีอาการปวดศีรษะนำมาก่อนคล้ายสัญญาณเตือน ก่อนมีเลือดออกจริงประมาณ 2-8 สัปดาห์ ซึ่งมักจะเกิดจากการเริ่มมีเลือดรั่วออกมาจากหลอดเลือด อันเป็นผลจากการทำกิจกรรมหนัก หรือมีความเครียด แต่โดยมากแล้วสามารถเกิดภาวะเลือดออกได้แม้จะเป็นการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน

Getty Images
Getty Images “ปวดศีรษะเหมือนถูกฟ้าผ่า” อ.นพ.สันติ ระบุ

อย่างไรก็ดี อ.นพ.สันติ อธิบายว่า เนื่องจากอาการปวดศีรษะที่เกิดขึ้นจากเลือดออกในเยื่อหุ้มสมองนั้น มักจะพบได้เพียงร้อยละ 1 ของผู้ป่วยทั้งหมดที่มารับการรักษาที่ห้องฉุกเฉินด้วยอาการปวดศีรษะ ทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเกิดความพิการหรือเสียชีวิตได้มากจากการไม่ได้รับการวินิจฉัยที่ถูกต้องทันเวลา

ส่วนอาการอื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นร่วมด้วย ได้แก่ คลื่นไส้ อาเจียน ปวดคอ คอยึดตึง รู้สึกคลื่นไส้ ผะอืดผะอม รู้สึกปวดตาเมื่อเห็นแสงจ้ามองเห็นไม่ชัด หรือมองเห็นเป็นภาพซ้อน สับสน มึนงง หมดสติ ชัก รวมถึงอาการอื่น ๆ คล้ายโรคหลอดเลือดสมอง เช่น พูดไม่รู้เรื่อง สื่อสารไม่ได้ ตัวชา หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีก เป็นต้น

สาเหตุของโรค

สาเหตุของโรคนั้น มีหลายประการ Pobpad.com อธิบายว่า สาเหตุหลัก คือ หลอดเลือดในสมองโป่งพอง เนื่องจากผนังหลอดเลือดเปราะบาง เมื่อได้รับแรงกดจากกระแสเลือดที่ไหลผ่านจึงโป่งพองและแตกได้ในที่สุด และอาจมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องทำให้เกิดภาวะนี้ เช่น ความดันโลหิตสูง ดื่มแอลกอฮอล์ปริมาณมาก หรือมีคนในครอบครัวป่วยด้วยโรคนี้ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังอาจมีสาเหตุจาก สมองได้รับบาดเจ็บกระทบกระเทือน หลอดเลือดสมองเจริญผิดรูปผิดร่าง ภาวะมีเลือดออกผิดปกติ หรือใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด หลอดเลือดสมองอักเสบ ซึ่งอาจเกิดจากการติดเชื้อหรือระบบภูมิคุ้มกันทำงานผิดปกติจนทำลายเซลล์สุขภาพ โรคหลอดเลือดไฟโบรมัสคูลาร์ ดิสเพลเชีย (Fibromuscular Dysplasia) ซึ่งทำให้หลอดเลือดสมองตีบแคบลง โรคหลอดเลือดสมองอุดตันโมยาโมยา (Moyamoya Disease) และ ภาวะสมองติดเชื้อ เช่น สมองอักเสบ เป็นต้น

ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง พบได้ประมาณ 6-30 คนต่อประชากร 100,000 คน ตามข้อมูลของ หาหมอ ดอต คอม โดยสถิติจะแตกต่างตามผลการศึกษาในแต่ละประเทศ และกลุ่มประชากรที่แตกต่างกัน

Getty Images
Getty Images ภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง พบได้ประมาณ 6-30 คนต่อประชากร 100,000 คน

สำหรับโรคหลอดเลือดในสมองโป่งพอง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักของภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองฯ มีโอกาสเกิดขึ้นได้เพียง 1-2% ของประชากร โดยตำแหน่งที่เกิดการโป่งพองมักจะเป็นจุดที่หลอดเลือดแดงมีการแยกสาขาออกจากกัน เนื่องจากเป็นบริเวณที่ได้รับแรงเซาะหรือกระทบจากกระแสเลือดอยู่ตลอดเวลา

กลุ่มเสี่ยงต่อการเกิดภาวะดังกล่าว คือ ผู้ที่มีประวัติผู้เป็นภาวะนี้ในครอบครัว มีโรคที่เกี่ยวข้องกับเนื้อเยื่อเกี่ยวพัน เป็นต้น

เมื่อหลอดเลือดในสมองที่โป่งพองเกิดการแตกแล้ว, อ.นพ.สันติ อธิบายว่า เลือดจะออกมาจากหลอดเลือดแดงเข้าสู่ชั้นเยื่อหุ้มสมองส่วนกลาง และเกิดการสะสมแรงดันในบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนเท่ากับแรงดันภายในหลอดเลือดแล้ว และมีการสร้างลิ่มเลือดขึ้นแล้วภาวะเลือดออกจึงจะหยุดลง ดังนั้น การมีเลือดออกจากหลอดเลือดเหล่านี้จึงสร้างผลกระทบกับสมองได้มาก และมีผู้ป่วยถึงร้อยละ 25-50 ที่เสียชีวิตจากภาวะนี้

การวินิจฉัย

แพทย์มักวินิจฉัยได้จากอาการที่ปรากฏ และอาจตรวจด้วยวิธีการอื่น ๆ เพื่อดูระดับความรุนแรงและวางแผนการรักษาอย่างเหมาะสมต่อไป เช่น

การสแกน – โดยอาจใช้การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ (CT Scan) หรือการสแกนด้วยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (MRI Scan) เพื่อตรวจหาภาวะเลือดออกในสมอง ซึ่งแพทย์อาจฉีดสารทึบรังสีเข้าสู่เส้นเลือดของผู้ป่วยด้วย เพื่อช่วยให้เห็นภาพประกอบการวินิจฉัยได้ชัดเจนขึ้น

การฉีดสีเพื่อดูหลอดเลือดสมอง – แพทย์อาจสอดท่อที่หลอดเลือดบริเวณขาแล้วฉีดสารย้อมสีให้ไหลไปตามเลือดและเข้าไปยังสมอง จากนั้นจึงใช้เครื่องเอกซเรย์ฉายภาพหลอดเลือดสมอง มักใช้ในกรณีที่แพทย์ต้องการตรวจภาพอย่างละเอียดมากขึ้นเมื่อสงสัยว่าผู้ป่วยเป็น subarachnoid hemorrhage

การเจาะน้ำไขสันหลัง – เป็นการใช้เข็มเจาะนำตัวอย่างของเหลวบริเวณไขสันหลังไปตรวจหาเซลล์เม็ดเลือดที่ปนอยู่ ซึ่งแสดงถึงการเกิด subarachnoid hemorrhage

ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า อายุรแพทย์ประสาทวิทยา อธิบายในบทความ เผยแพร่โดย “หาหมอ ดอต คอม” ว่า การวินิจฉัยยังพิจารณาจากจากประวัติอาการปวดศีรษะรุนแรงที่สุดในชีวิต ที่เกิดขณะที่ทำกิจกรรมออกแรง โดยเฉพาะอายุ 40 ปีขึ้นไป รวมถึง การตรวจร่างกายพบต้นตอแข็งตึง ก้มคอลงไม่ได้ อาจตรวจพบความผิดปกติอื่นๆทางระบบประสาทร่วมด้วย เช่น ลืมตาไม่ขึ้น แขนขาอ่อนแรง อัมพาตเส้นประสาทสมองคู่ที่ 3 เป็นต้น

การรักษาเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง

อ.นพ.สันติ อธิบายต่อว่า เป้าหมายแรกของการรักษา คือ การพยายามลดโอกาสของการเกิดและแก้ไขภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้นจากการมีเลือดออก ขั้นต้น ควรดูแลทางเดินหายใจให้เปิดโล่งและมีระบบไหลเวียนเลือดทำงานเป็นปกติ ไปจนถึง ควบคุมและป้องกันอาการชัก ก่อนตรวจวินิจฉัยในขั้นตอนต่อไป

ส่วนระดับการรักษาขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของการป่วย โดยแพทย์อาจพิจารณารักษาผู้ป่วยด้วยวิธีดังต่อไปนี้

Getty Images

Getty Images

การให้ยา

  • ยาป้องกันหลอดเลือดหดเกร็ง อย่างนิโมดิปีน
  • ยาบรรเทาอาการปวด เช่น พาราเซตามอลผสมกับโคเดอีน และมอร์ฟีน เป็นต้น
  • ยาต้านชัก อย่างเฟนิโทอิน
  • ยาแก้คลื่นไส้อาเจียน

การผ่าตัด

  • ผ่าตัดสมอง โดยแพทย์อาจผ่าตัดบริเวณสมองที่มีเลือดออกแล้วนำคลิปโลหะวางเพื่อปิดห้ามเลือด
  • ผ่าตัดเปิดหลอดเลือด ซึ่งแพทย์อาจผ่าตัดสอดท่อบริเวณหลอดเลือดที่ขาหนีบ แล้วสอดสายให้ยาวถึงเส้นเลือดที่ไปเลี้ยงสมอง แล้วจึงวางขดลวดแพลตตินัมให้เข้าไปยังบริเวณหลอดเลือดสมองที่มีการโป่งพอง เพื่อหยุดการไหลเวียนของเลือดไปยังหลอดเลือดสมองที่โป่งพอง ไม่ให้ผู้ป่วยอาการหนักขึ้นหรือเกิดภาวะเลือดออกซ้ำ

ไม่เพียงเท่านั้น อ.นพ.สันติ ย้ำว่า แพทย์ต้องรักษาเพื่อป้องกันความเสี่ยงการเกิดเลือดออกซ้ำด้วย เพราะมีโอกาสเสียชีวิตหรือพิการมากกว่าผู้ป่วยที่มีเลือดออกเพียงครั้งเดียวอย่างมาก

“ผู้ป่วยที่มีเลือดออกครั้งแรกจะมีโอกาสเกิดเลือดออกซ้ำภายใน 24 ชั่วโมงแรกราว 4-14% และความเสี่ยงในการเกิดเลือดออกซ้ำจะยังสูงต่อไปได้อีกถึง 30 วันหากยังไม่ได้รับการรักษา”

การรักษาเพื่อป้องกันการเลือดออกซ้ำ มีดังนี้

  • ยาลดความดันโลหิต เนื่องจากมีข้อมูลพบว่าโรคความดันโลหิตสูงเป็นปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญของการเกิดเลือดออกซ้ำ
  • ยาต้านการสลายลิ่มเลือด อาจช่วยทำให้ลิ่มเลือดที่เกิดขึ้นแล้วคงอยู่ต่อไปได้อีก ซึ่งจะช่วยลดโอกาสในการเกิดเลือดออกซ้ำได้
  • การให้ยากันชัก อาการชักนั้นพบได้บ่อยราว 20% ในผู้ป่วยภาวะเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองส่วนกลาง โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีลิ่มเลือดอยู่ในเนื้อสมอง ซึ่งอาการชักอาจมีผลทำให้การไหลเวียนเลือดผิดปกติและอาจกระตุ้นทำให้มีเลือดออกซ้ำได้มากขึ้น
  • การรักษาหลอดเลือดโป่งพองในสมองที่แตก เพราะ มีความปลอดภัยและมีประโยชน์มากในแง่ของการป้องกันการเกิดเลือดออกซ้ำ แต่ควรทำโดยแพทย์ที่มีความชำนาญและประสบการณ์ในการรักษา

เลือดออกในสมอง ทำหัวใจหยุดเต้น ?

พญ.จิตรลดา สมาจาร อธิบายในบทความเผยแพร่บนเว็บไซต์ โรงพยาบาลสมิติเวช ว่า หัวใจ สมอง และปอด เป็นอวัยวะที่สัมพันธ์กันอย่างแยกไม่ได้ โดยสาเหตุการเสียชีวิต 3 อันดับแรกของโลก ตามรายงานขององค์การอนามัยโลก ในปี 2562 คือ โรคหัวใจขาดเลือด โรคหลอดเลือดสมอง และโรคทางเดินหายใจอุดกั้นเรื้อรัง ตามลำดับ

สมอง หัวใจ ปอด สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด
Getty Images สมอง หัวใจ ปอด สัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด

สำหรับ โรคหลอดเลือดสมองกับโรคหัวใจนั้น เกิดขึ้นได้ในเวลาไล่เลี่ยกัน “เนื่องจากปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคทั้งสองระบบมีความคล้ายคลึงกันมาก” อาทิ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน ภาวะไขมันในเลือดสูง การสูบบุหรี่ โรคอ้วน การไม่ออกกำลังกาย การดื่มแอลกอฮอล์เป็นประจำ เป็นต้น

พญ.จิตรลดา ระบุว่า ปัจจัยเหล่านี้ เป็นตัวเร่งให้เกิดคราบไขมันไปเกาะด้านในหลอดเลือดในสมอง ทำให้เกิดการอุดตัน จนนำไปสู่ภาวะหัวใจขาดเลือดเฉียบพลัน ได้ หรือถ้าไขมันอุดตันในหลอดเลือดหัวใจ ก็จะนำไปสู่ ภาวะหัวใจขาดเลือดหรือสมองขาดเลือดเฉียบพลัน ได้เช่นกัน

ความสัมพันธ์ระหว่างหัวใจและสมอง ยังวัดได้จาก ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ เป็นความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดสมองสูงที่สุด และอาจสูงมากกว่า 5  เท่าหากผู้ป่วยมีโรคอื่นๆ หรือ รายงานของสมาคมโรคหัวใจแห่งสหรัฐฯ ในปี 2561 ที่ระบุว่า หากมีคนไข้เป็นโรคหัวใจ 100 คน จะพบคนที่มีความเสี่ยงเป็นสโตรกได้ถึง 17 คน

ป้องกันได้หรือไม่

หาหมอ ดอต คอม ระบุว่า เลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองชั้นกลาง สามารถป้องกันได้ส่วนหนึ่ง กรณีที่ผู้ป่วยมีโรคความดันโลหิตสูง โรคถุงน้ำในไต การติดเชื้อในกระแสโลหิต (โรคพิษเหตุติดเชื้อ) และอุบัติเหตุที่ศีรษะ

การควบคุมโรคดังกล่าวให้ดี เช่น ติดตามอาการของโรคถุงน้ำในไต และเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือเอ็มอาร์ไอสมองเพื่อประเมินว่ามีภาวะหลอดเลือดสมองผิดปกติร่วมด้วยหรือไม่ ถ้าพบรอยโรคในสมองมีขนาดใหญ่ ก็สามารถให้การรักษาก่อนที่จะมีการแตกของหลอดเลือดที่ผิดปกติ หรือ กรณีมีการติดเชื้อในกระแสเลือดหรือติดเชื้อที่ลิ้นหัวใจ ก็ต้องหลีกเลี่ยงการให้ยาละลายลิ่มเลือด และหลีกเลี่ยงหรือป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุที่ศีรษะอย่างรุน แรง เช่น การคาดเข็มขัดนิรภัยเมื่อใช้รถยนต์ และสวมหมวกนิรภัยเมื่อขับขี่จักรยานยนต์

เลือดออกในสมอง กับกรณีศึกษาเชิงกฎหมาย

กรณีที่วินิจฉัยอาการ และรับการรักษาได้อย่างไม่ทันท่วงที ผู้ป่วยโรคเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมอง หรือเลือดออกในสมอง สามารถนำไปสู่อาการวิกฤตที่ผู้ป่วยไม่สามารถตอบสนองได้ และต้องพยุงชีพด้วยอุปกรณ์ช่วยเหลือ แต่คำถามตามมา ซึ่งปรากฏในข่าวบ่อยครั้ง คือ ผู้ป่วยวิกฤตจากอาการเหล่านี้ ถือว่าเสียชีวิตแล้วหรือไม่

ยกตัวอย่าง ศาลสูงอังกฤษมีคำตัดสินเห็นพ้องกับคำวินิจฉัยของแพทย์ว่า หญิงวัย 40 เศษคนหนึ่ง เสียชีวิตแล้วเมื่อ 10 มี.ค. 2565 หลังครอบครัวของหญิงรายนี้ร้องต่อศาลว่าทางโรงพยาบาล “เร่ง” ปิดเครื่องพยุงชีพ

แพทย์ที่รักษาเธอที่โรงพยาบาลปีเตอร์โบโรห์ วินิจฉัยว่าเธอเป็น “โรคเลือดออกใต้เยื่อหุ้มสมองส่วนกลาง” และการใช้เครื่องพยุงชีพเป็น “การรักษาพยุงชีพที่เปล่าประโยชน์”

ทนายของโรงพยาบาลระบุในเอกสารที่ยื่นต่อศาลว่า “ไม่มีหนทางรักษาด้วยการผ่าตัดทางประสาทที่จะใช้ได้ผล และการรักษาทางคลินิคในปัจจุบันก็ไร้ประโยชน์” ดังนั้น ศาลจึงวินิจฉัยว่า หญิงรายนี้ได้เสียชีวิตด้วยอาการสมองตาย

……….

ข่าว บีบีซี ไทย ที่เผยแพร่ในเว็บไซต์ ประชาชาติธุรกิจ เป็นความร่วมมือของสององค์กรข่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

สมอง