การปรับฐานตลาดหุ้น ในวัฏจักรขาขึ้น
คอลัมน์ ลงทุนทั่วโลก
โดย สุรศักดิ์ ธรรมโม บลจ.วรรณ
การปรับลงของตลาดหุ้นโลกตั้งแต่วันศุกร์ที่ 2 ก.พ.ถึงวันที่ 8 ก.พ. มาจากเศรษฐกิจสหรัฐ และเศรษฐกิจโลกขยายตัวแข็งแกร่งมากจนทำให้เงินเฟ้อมีสัญญาณเพิ่มขึ้นมากกว่าที่คาด โดยตลาดเริ่มปรับฐานเมื่อวันศุกร์ที่ 2 ก.พ.หลังรายงานตัวเลขการจ้างงานและอัตราค่าจ้างรายชั่วโมงของสหรัฐในเดือน ม.ค.
โดยค่าจ้างรายชั่วโมงเพิ่มจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 2.9% YOY เป็นการเพิ่มมากที่สุดในรอบ 10 ปี โดยการขยายตัวอย่างแข็งแกร่งของค่าจ้างรายชั่วโมง ซึ่งถือเป็นดัชนีเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐที่ธนาคารกลางสหรัฐ (Fed) ใช้ประเมินภาวะเศรษฐกิจและเป็นแนวทางการดำเนินนโยบายการเงิน ทำให้นักลงทุนประเมินว่าเศรษฐกิจสหรัฐขยายตัวร้อนแรงกว่าที่คาด และอาจจะทำให้ Fed ขึ้นดอกเบี้ยเร็วและมากกว่าที่คาดไว้ จึงเร่งขายทำกำไรในหุ้นและตราสารหนี้
การเทขายตราสารหนี้ส่งผลให้อัตราผลตอบแทน (yields) พันธบัตรรัฐบาลเพิ่มขึ้น ทำให้ส่วนต่างของผลตอบแทนในการลงทุนหุ้นเทียบกับพันธบัตร (earning yield gap) ที่เคยอยู่ในระดับสูงนั้นลดลงและส่งผลให้เกิดการเทขายหุ้นต่อเนื่องตามมาอีกระลอก
ขณะที่การซื้อขายหุ้นสหรัฐมีส่วนหนึ่งใช้ artificial intelligence (AI) ในการซื้อขายซึ่งผูกกับดัชนีตลาดหลายตัวเช่น yields 10 ปี US treasury, VIX index และการเคลื่อนไหวของตลาดที่ขึ้นหรือลง เมื่อดัชนีที่ใช้เกิด triggered ตามค่าที่ตั้งไว้ทำให้ AI ส่งคำสั่งขายตามมา ส่งผลให้ตลาดปรับลงแรงมากกว่าที่คาด โดยล่าสุดนี้ตลาดหุ้นสหรัฐถือว่าอยู่ในภาวะปรับฐาน (ดัชนีลดลงมากกว่า 10% จากระดับสูงสุดใน 26 ม.ค.ปีนี้)
ผมมองว่าความกังวลของตลาดเป็นความกังวลว่า inflation ที่จะร้อนแรงกว่าคาดไม่ใช่ความกังวลว่า growth จะชะลอลง (ซึ่งถ้ากลัวว่า growth จะลดลงจะเป็นภาวะ bear markets) ตลาดคาดว่าเศรษฐกิจโลกขยายตัวกว้างขวางและต่อเนื่อง ในด้านบวกนั้นเงินเฟ้อที่ฟื้นตัวถือเป็นสัญญาณที่ชี้ว่าผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนหลายประเทศจะเพิ่มขึ้น ในเชิงนโยบาย ธนาคารกลางประเทศสำคัญยังคงส่งสัญญาณว่าจะทยอยขึ้นดอกเบี้ยนโยบายโดยจะไม่สร้างความประหลาดใจแก่ตลาดซึ่งมองไปข้างหน้า ถือว่าช่วยในการรักษาเสถียรภาพของตลาดได้
กล่าวได้ว่าการปรับลงของตลาดในช่วงที่ผ่านมาถือเป็นการปรับฐานในวัฏจักรขาขึ้นตามปกติ (bull market correction) อีกทั้งระดับดัชนีล่าสุดในสหรัฐฟื้นตัวแม้ว่าตัวเลขอัตราเงินเฟ้อทั่วไปสหรัฐล่าสุดที่ประกาศเมื่อ 14 ก.พ.จะอยู่ที่ 2.1% สูงกว่าตลาดคาดและผลักให้ yields พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐอายุ 10 ปียืนอยู่เหนือระดับ 2.9% แต่ตลาดหุ้นหลังจากปรับลงเมื่อทราบรายงานตัวเลขเงินเฟ้อ แต่ที่สุดตลาดหุ้นกลับมาฟื้นตัวและปิดบวกในที่สุด สะท้อนว่าการปรับฐานกว่า 10% ของตลาดหุ้นรอบนี้ได้รับรู้ความเสี่ยงของการขึ้นดอกเบี้ยนโยบายของ Fed 3 ครั้งในปีนี้แล้ว
ผมประเมินว่าเป็นไปได้ที่จากนี้ไปตลาดจะมีความเคลื่อนไหวแบบผันผวนหรือ sideway ระยะหนึ่งจนกว่าจะมีสัญญาณที่ชัดเจนเชิงนโยบายจาก Fed ในการประชุมเดือนมีนาคม ซึ่งเป็นการประชุมครั้งแรกภายใต้ประธาน Fed คนใหม่ หรือปัจจัยพื้นฐานที่รายงานออกมาในลักษณะบวกต่อเนื่องจึงจะทำให้ตลาดจะเห็นทิศทางที่ชัดเจน
โดยภาวะตลาดที่ sideway นี้ ภายใต้มุมมองที่ว่าเศรษฐกิจโลกแข็งแกร่งในอีก 12 เดือนข้างหน้า ทำให้ผมมองว่าโอกาสในขณะนี้เป็นโอกาสเหมาะสำหรับนักลงทุนระยะกลางถึงยาวเข้าลงทุน โดยหุ้นกลุ่มสถาบันการเงินโลกจะเป็นตัวที่น่าสนใจเมื่อคำนึงว่าเป็นอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์เมื่อดอกเบี้ยเป็นขาขึ้นและเศรษฐกิจขยายตัว