เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
Politics สภาฯ รับหลักการงบฯ 70 เอกนิติ ย้ำ ฝีไม่แตก โปร่งใส ไม่มีหมกเม็ด
กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
Politics กระทรวงภูมิใจไทย 1.4 ล้านล้านงบรัฐบาลอนุทิน ปีแรก 3.788 ล้านล้าน
ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
Politics ฟื้นกองเรือเก่าภาษีเจริญ ผุดนำร่อง ‘School Boat-เรือแท็กซี่’ เชื่อม BTS บางหว้า
ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
Politics ผลเลือกตั้ง กทม.-พัทยา
JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
Business JimmyYoung สลัดโมเดลออนไลน์ รุกตลาดแมสส่งแบรนด์ Black Magic บุก 7-Eleven
กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
News กทพ. อัดโปรแรง 7 ก.ค. แจกเงินคืน 50% ดันยอดผู้ใช้ Easy Pass ลดภาระค่าครองชีพ
สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
Politics สุริยะ คาดไม่เกิน 30 วัน ส่งออกกุ้งไทย ไปมาเลเซียได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
Finance ตลาดหลักทรัพย์ฯ เพิ่มเกณฑ์กำกับดูแล บจ. เข้มเปิดเผยข้อมูล ขึ้นเครื่องหมาย C มีผลตั้งแต่ 1 ก.ค. 69
DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
Uncategorized DPU ชู 3 งานวิจัยนวัตกรรมเกาะเกร็ด ดึงนักศึกษาลงพื้นที่ยกระดับ GI–ท่องเที่ยว
เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
Finance เริ่มมีผลแล้ว! ค่าธรรมเนียมธนาคารมาตรฐานใหม่ 19 รายการ ทยอยบังคับใช้ถึง ต.ค. 2569
ดูทั้งหมด

“ยูนิลีเวอร์” ปะทะ “เฟซบุ๊ก” ปรากฏการณ์ไม่ธรรมดา !

02 มี.ค. 2561 | 15:51น.

นักวิชาการด้านสื่อสารมวลชนหลายคน พูดถึงกรณีที่ ยูนิลีเวอร์ ยักษ์ใหญ่ระดับโลกในด้านคอนซูเมอร์โปรดักต์ ออกโรงเตือนบรรดา “สื่อสังคม” ออนไลน์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เฟซบุ๊ก” ให้จัดการกับเนื้อหาในทางลบและก้าวร้าวทั้งหลาย ไม่เช่นนั้นจะถอนเม็ดเงินโฆษณาทั้งหมดออกไปใช้ที่อื่นเมื่อเร็วนี้ว่า ไม่ว่าปฏิกิริยาของโซเชียลมีเดีย ทั้งหลายจะเป็นอย่างไร กรณีนี้ก็ถือเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่ธรรมดา

เพราะนับตั้งแต่ทศวรรษ 2000 เรื่อยมา ในโลกออนไลน์ มีแต่ “กูเกิล” และ “เฟซบุ๊ก” เท่านั้นที่เป็นคนกำหนดตั้งแต่กรรมวิธีในการทำธุรกิจเรื่อยไปจนถึงปฏิสัมพันธ์กับยูสเซอร์ทั้งหมด

กรณีของ ยูนิลีเวอร์ แม้จะไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก แต่ด้วยเหตุที่ยูนิลีเวอร์เป็นเจ้าของเม็ดเงินโฆษณามหาศาลที่สุดทำให้กรณีนี้มีความหมายมากกว่าทุกครั้ง เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเมื่อเจ้าของเงินค่าโฆษณาเริ่มตระหนักว่า ดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งนั้น เพิ่มโอกาสให้กับผลิตภัณฑ์ได้ก็จริง แต่ก็ก่อให้เกิดความสุ่มเสี่ยงต่อการเสื่อมเสียชื่อเสียงที่สั่งสมมานานได้มากด้วยเช่นกัน

ยูนิลีเวอร์ขู่จะถอนโฆษณาออกจากแพลตฟอร์มใดก็ตาม ที่ปล่อยให้เนื้อหาที่นำเสนอเป็นอันตรายต่อเด็กและเยาวชน, ก่อให้เกิดความแตกแยกในสังคม หรือสร้างและส่งเสริมความโกรธและเกลียดชังทั้งหลาย

สิ่งนี้เกิดขึ้นในยามที่มีทั้งรายงานข่าวและผลการสืบสวนสอบสวนที่บ่งชี้ว่า สื่อสังคมออนไลน์ ทั้งหลายตกเป็นเครื่องมือในการเผยแพร่ เฟคนิวส์ หรือข้อมูลลบเพื่อบิดเบือนสาธารณชนให้เกิดความแตกแยก กระทั่งส่งอิทธิพลต่อผลการเลือกตั้งให้เป็นไปในทางที่ตนต้องการ

ข้อที่ชวนสังเกตประการหนึ่งก็คือ เรื่องนี้ได้แสดงการขับเคี่ยวกับระหว่าง สื่อใหม่ กับ สื่อกระแสหลัก รวมอยู่ด้วย เดิมพันของเรื่องนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่อง “รายได้จากโฆษณา” อย่างเดียวเท่านั้น แต่ยังเป็นการปะทะกันทางความคิดว่าด้วยโลกออนไลน์ในอุดมคติอีกด้วย

คีธ วีด ประธานเจ้าหน้าที่การตลาดและสื่อสาร ของยูนิลีเวอร์ บอกว่ายูนิลีเวอร์คาดหวังว่าเจ้าของเทคโนโลยี จะนำพาพวกตนไปยังจุดที่เหมาะสมจุดหนึ่ง แต่เนื้อหาด้านลบซึ่งเป็นส่วนหนึ่งบนอินเทอร์เน็ต กลับนำพวกเขาไปยังอีกจุดที่ห่างออกไปจากเดิม “หลายล้านไมล์” นั่นหมายถึงการเรียกร้องให้เกิดการควบคุม หรือปิดกั้นสิ่งเหล่านี้  ซึ่งตรงกันข้ามกับอุดมการณ์ของนักเทคโนโลยี ที่ต้องการให้อินเทอร์เน็ตเป็นโลกที่ข้อมูลข่าวสารเคลื่อนไหวได้เสรี ปลอดจากการปิดกั้น และให้ผู้เสพเป็นตัวชี้ขาดว่าจะเลือกรับสิ่งใด

ซึ่งแตกต่างจากบริษัทธุรกิจ ที่ยอมไม่ได้ที่จะให้ชื่อเสียงและการดำเนินการที่ผ่านมาของบริษัทถูกทำลายไปชั่วพริบตาเพราะถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ส่งเสริมการก่อการร้าย หรือส่งเสริมสิ่งที่เป็นพิษภัยต่อสังคม ยิ่งเป็นแบรนด์สินค้าบริโภคอย่างเช่นที่ยูนิลิเวอร์เป็นอยุ่ กรณีนี้ยิ่งละเอียดอ่อนเป็นพิเศษ

เอเดลแมน ที่เผยแพร่ “เอเดลแมน ทรัสต์ บาโรมิเตอร์” ของปี 2018 ออกมาเมื่อเร็ว ๆ นี้ ให้ข้อมูลที่น่าสนใจมากว่า ในสหรัฐอเมริกา คนอเมริกันไว้วางใจ โซเชียลมีเดีย (เฟซบุ๊ก) กับเสิร์ชเอนจิ้น (กูเกิล) ลดลง 11 จุด ในทางตรงกันข้าม ความไว้วางใจของคนอเมริกันต่อสื่อกระแสหลัก และสื่อออนไลน์ กลับสูงขึ้น 5 จุด

คำถามสำคัญก็คือ ยักษ์เทคโนโลยีอย่าง เฟซบุ๊ก และกูเกิล จะยอมแบกรับความเสี่ยงด้วยการก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างที่ต้องการหรือไม่

นักวิชาการส่วนหนึ่งเชื่อว่ายาก ทางหนึ่งเป็นเพราะปัญหาทางเทคนิคที่ต้องยอมรับว่า เป็นเรื่องยาก แม้แต่สำหรับกับกิจการอย่างเฟซบุ๊กและกูเกิล ที่จะแกะรอยจนพบได้ว่า ใครคือต้นตอจริง ๆ ของโพสต์ที่แย่ สักชิ้น ในขณะเดียวกัน ทั้งกูเกิลและเฟซบุ๊ก ก็ไม่มีพันธะในทางกฎหมายต้องแบกรับกับสิ่งที่เกิดขึ้น

ในอีกทางหนึ่ง การดำเนินความพยายามเพื่อกลั่นกรองดังกล่าว จะส่งผลกระทบต่อรายได้ของทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิลเองอีกด้วย แม้แต่ มาร์ก ซัคเคอร์เบิร์กเอง ยังยอมรับเมื่อเร็ว ๆ นี้ว่า มีผู้เข้าใช้งานเฟซบุ๊กน้อยลง 50 ล้านชั่วโมง หลังจากพยายามเพิ่ม “คุณภาพ” แทนที่จะเป็น “ปริมาณ” ให้กับเฟซบุ๊ก

แต่นักวิชาการบางรายเชื่อว่า ปัญหานี้ถึงที่สุดแล้วก็จะมีข้อยุติ วิคเตอร์ พิคคาร์ด ศาสตราจารย์ด้านการสื่อสารมวลชนจาก มหาวิทยาลัยแห่งเพนซิลเวเนียชี้ว่า ทำนองเดียวกันนี้เคยเกิดขึ้นมาหลายครั้งในวงการสื่อ ซึ่งสุดท้ายแล้วก็ต้องยอมจำกัดตัวเอง เมื่อสาธารณชนกดดัน เพื่อป้องกันการหดหายของกำไร และเมื่อรัฐบาลคุกคามเข้ามาเพื่อหาทางจัดการควบคุมด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง

ไมเคิล อมาซีน ศาสตราจารย์สื่อสารมวลชนของมหาวิทยาลัยบอสตันชี้ว่า แรงกดดันจากสาธารณะเพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว คงต้องเกิดขึ้นอีกครั้งเพื่อแสดงให้เห็นว่า สิ่งที่ทำกำไรให้กับบริษัทมากที่สุด ไม่ใช่สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับสังคมเสมอไป