ญี่ปุ่นขยายลงทุน “อุตฯอาหาร” เจโทรเชื่อศักยภาพไทยชู “ฮับส่งออกโลก”
เจโทรเผยนักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจขยาย “อุตสาหกรรมอาหาร” ในประเทศไทย ควบคู่กับอุตสาหกรรม “ยานยนต์” โดยมองว่าประเทศไทยมีศักยภาพสูงสุดในอาเซียน ชูเป็นศูนย์กลางการผลิตอาหารเพื่อการส่งออกทั่วโลก
นายฮิโรกิ มิทสึมะตะ ประธานเจโทร กรุงเทพฯ กล่าวถึงทิศทางการลงทุนในอุตสาหกรรมอาหารของนักลงทุนญี่ปุ่นว่า ขณะนี้รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับ “โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก” หรือ EEC โดย 1 ใน 11 ภาคอุตสาหกรรมที่รัฐบาลไทยให้ความสำคัญ ได้แก่ การเกษตรและเทคโนโลยีชีวภาพ และแปรรูปอาหาร”การสนับสนุนอย่างเต็มที่ของรัฐบาลไทยในอุตสาหกรรมสินค้าเกษตรและแปรรูปในโครงการ EEC เป็นหนึ่งในปัจจัยดึงดูดให้นักลงทุนญี่ปุ่นเข้ามาในประเทศไทยอย่างต่อเนื่อง ขณะที่อุตสาหกรรมหนักอย่างยานยนต์ ยังถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญของนักลงทุนญี่ปุ่นเช่นเคย เพียงแต่เรามองควบคู่กันกับเทรนด์อาหารที่กำลังมาแรงในปัจจุบัน” ประธานเจโทรกล่าว
สำหรับแนวโน้มการส่งออกสินค้าอาหาร เกษตร ป่าไม้ และประมงของญี่ปุ่น ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2013 โดยมูลค่าส่งออกในปีที่ผ่านมาอยู่ที่ 807,300 ล้านเยน หรือ 242,190 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7.6% จากปีก่อนหน้า ขณะที่รัฐบาลญี่ปุ่นมีเป้าหมายการส่งออกสินค้าอาหาร เกษตร ป่าไม้ และประมงไปทั่วโลกในปี 2019 อยู่ที่ 1 ล้านล้านเยน หรือประมาณ 3 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ปีที่ผ่านมาประเทศที่นำเข้าสินค้าดังกล่าว อันดับหนึ่งของโลกได้แก่ “ฮ่องกง” มูลค่า 187,700 ล้านเยน โดย “เวียดนาม” ขยับขึ้นมาเป็นอันดับหนึ่งของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีมูลค่าที่ 39,500 ล้านเยน เพิ่มขึ้นถึง 22.3% สำหรับประเทศไทย ตกมาเป็นอันดับที่ 2 ของอาเซียน และอันดับที่ 7 ของโลก มีมูลค่าที่ 39,100 ล้านเยน เพิ่มขึ้นที่ 18.8% จากเดิมที่ในปี 2016 ไทยเป็นประเทศที่นำเข้าสินค้าจากญี่ปุ่นมากที่สุดในภูมิภาค
นายฮิโรกิกล่าวว่า อันดับที่เปลี่ยนแปลงล่าสุดนั้นไม่ได้สัมพันธ์ต่อปัจจัยที่นักลงทุนญี่ปุ่นให้ความสนใจในประเทศไทย ญี่ปุ่นยังมองว่าประเทศไทยเป็นแหล่งรวมผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมอาหารทั้งไทยและญี่ปุ่นจำนวนมาก โดยรัฐบาลญี่ปุ่นริเริ่มโครงการ Thai Plus One ด้านสินค้าอาหาร เพื่อร่วมกันยกระดับอุตสาหกรรมอาหารไปสู่อุตสาหกรรมขั้นสูง เช่น การผลิตสินค้าอาหารแปรรูปที่มีมูลค่าสูง รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารเสริมสุขภาพ ชูไทยเป็นฮับด้านการส่งออกอาหารญี่ปุ่นไปทั่วโลก โดยเฉพาะอาเซียน อินเดีย และตะวันออกกลาง
โครงการ Thai Plus One ไม่ได้หมายถึงแค่วัตถุดิบระหว่างญี่ปุ่นและไทยเท่านั้น แต่รวมถึงการหาวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านไทย อย่างกัมพูชา สปป.ลาว และเมียนมาด้วย เช่น ข้าวโพดและมันสำปะหลัง ซึ่งเป็นสินค้าที่ต้องใช้แรงงานจำนวนมากในการปลูก ดังนั้นการนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านอาจมีราคาต้นทุนที่ถูกกว่า
นายฮิโรกิกล่าวถึง “ระบบการรับรองร้านค้าที่ใช้วัตถุดิบอาหารจากญี่ปุ่น” เพื่อช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับร้านค้าปลีกและร้านอาหารญี่ปุ่นในต่างประเทศ โดยจะให้องค์กรเอกชนของญี่ปุ่นเป็นผู้รับรอง ซึ่งปัจุบันร้านค้าปลีกและร้านอาหารญี่ปุ่นในไทยมีการขอใบรับรองนี้ราว 372 ร้านค้า เป็นอันดับ 2 รองจากประเทศจีนที่มีมากถึง 640 ร้านค้า
“ข้อดีของการเป็นร้านค้าที่ได้รับการรับรอง นอกจากจะช่วยสร้างมูลค่าให้กับร้านค้าว่าเป็นวัตถุดิบมาจากญี่ปุ่นโดยแท้ 100% ร้านค้าต่าง ๆ จะได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อวัตถุดิบบางประเภทที่ยังไม่เคยมีในประเทศไทย รวมถึงได้รับเชิญไปงานอีเวนต์ต่าง ๆ เช่น การเวิร์กช็อปฝึกทักษะการทำอาหารญี่ปุ่น และงานจับคู่ธุรกิจอาหารด้วย” ประธานเจโทรกล่าว