โหวตกฎหมาย ส.ส.-ส.ว.ชี้ชะตาเศรษฐกิจ
บทบรรณาธิการ
นับถอยหลังเข้าสู่โค้งสุดท้ายก่อนสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) จะโหวตลงคะแนนร่างกฎหมายสำคัญ 2 ฉบับ ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. …. กับร่างพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. พ.ศ. ….วันที่ 8 มี.ค. 2561 ทุกฝ่ายต่างจับตามองและเกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
เพราะผลการลงคะแนนไม่ว่าจะออกมาอย่างไร สนช.จะไฟเขียวโหวตผ่านกฎหมายลูกรัฐธรรมนูญ 2 ฉบับรวด หรือติดหล่มไม่ผ่านโหวต ก็จะส่งผลกระทบด้านบวกและลบต่อเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งความเชื่อมั่นของประชาชน ภาคธุรกิจ นักลงทุนทั้งไทยและต่างชาติ จนอาจกล่าวได้ว่าเป็นวันที่จะโหวตชี้ชะตาอนาคตประเทศไทย
ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทุกภาคส่วนจึงเฝ้ารอตัดสินใจของ สนช. ซึ่งจะมีนัยสำคัญและจะเป็นตัวแปรชี้ทิศทางเศรษฐกิจ การเมือง รวมทั้งการเลือกตั้ง เพราะแม้ถึงโค้งสุดท้ายก่อนวันดีเดย์ 8 มี.ค. ก็ยังคาดเดาได้ลำบากว่าผลที่ออกมาจะพลิกตาลปัตร หรือเป็นไปตามที่คนส่วนใหญ่คาดหวัง เนื่องจากผลการประเมินและหยั่งกระแสของหลายฝ่ายชี้ว่ายังก้ำกึ่งไม่มีอะไรแน่นอน
แม้รัฐบาลกับคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ยืนยันหนักแน่นว่า จะไม่แทรกแซงหรือชี้นำการลงคะแนนของ สนช. แต่ในความเป็นจริงกลับถูกมองไปในทางตรงกันข้าม คนส่วนใหญ่เชื่อว่าสัญญาณที่ส่งมาจากรัฐบาลกับ คสช. จะมีผลต่อการตัดสินใจว่าจะโหวตให้ออกหัวหรือก้อย
ขณะที่ภาคธุรกิจ นักลงทุน ต่างลุ้นให้ร่างกฎหมายทั้ง 2 ฉบับได้รับการโหวตผ่าน ให้การเมืองนิ่งไม่เกิดการพลิกผัน การเลือกตั้งก้าวสู่ความเป็นประชาธิปไตยสมบูรณ์แบบเดินหน้าได้ตามโรดแมป และเป็นไปตามไทม์ไลน์ที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช.ประกาศไว้ช่วงปลายปี 2561 ถึงเดือน ก.พ. 2562
ขณะเดียวกันก็วิตกกังวลว่า ถ้าหากร่างกฎหมาย 2 ฉบับดังกล่าวถูก สนช.พร้อมใจกันโหวตคว่ำ ต้องกลับไปนับหนึ่งด้วยการยกร่างขึ้นใหม่ เงื่อนเวลาอาจยื้อยาวออกไปไม่มีกำหนด
นอกจากจะเพิ่มความไม่แน่นอนทางการเมือง กระทบต่อเนื่องทำให้เศรษฐกิจในภาพรวมที่เริ่มเดินหน้าสะดุดหยุดลงแล้ว ยังส่งผลด้านลบต่อภาพลักษณ์ความเชื่อมั่นในสายตาทั่วโลก โดยเฉพาะความหวังให้นักลงทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนภายในประเทศ
ยิ่งกว่านั้นสถานการณ์ทางการเมืองอาจร้อนแรงขึ้น จากกลุ่มที่เห็นต่าง มองต่าง ทุกฝ่ายจึงต้องตั้งสติ ยึดมั่นตามกฎกติกา พร้อมเปิดกว้างรับความคิดเห็นที่แตกต่าง ลดความสุ่มเสี่ยงทางการเมืองไม่ให้บานปลายกลายเป็นข้อพิพาทขัดแย้ง ทำให้เศรษฐกิจที่กลับมากระเตื้องเสียหายซ้ำอีก