ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง จับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ
ดอลลาร์แข็งค่าในช่วงต้นสัปดาห์
เงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าต่อเนื่อง จับตาตัวเลขการจ้างงานสหรัฐ ช่วยหนุนเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น แม้ฟิทช์ เรทติ้งส์ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA โดยระบุถึงสถานะการคลังของสหรัฐที่มีแนวโน้มถดถอยลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า และภาระหนี้สินที่สูงขึ้น
วันที่ 4 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 31 กรกฎาคม ถึง 4 สิงหาคม 2566 ว่า ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันจันทร์ (31/7) ที่ระดับ 34.21/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/7) ที่ระดับ 34.48/50 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
โดยปรับตัวแข็งค่าสุดที่ระดับ 34.10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ในคืนวันจันทร์ (31/7) ตามการอ่อนค่าลงของเงินดอลลาร์ การซื้อขายถูกกดดันจากกระทรวงพาณิชย์สหรัฐ เปิดเผยดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลทั่วไป (PCE) ในเดือน มิ.ย. ปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน จากระดับ 0.1% ในเดือน พ.ค.
และเมื่อเทียบรายปี ดัชนี PCE ปรับตัวเพิ่มขึ้นสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่ระดับ 3.0% ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นในอัตราที่ต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2021 หลังจากเพิ่มขึ้น 3.8% ในเดือนก่อนหน้า
ส่วนดัชนีการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคลพื้นฐาน (Core PCE) ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงานปรับตัวขึ้น 0.2% เมื่อเทียบรายเดือน ชะลอตัวลงจากระดับ 0.3% ในเดือนที่แล้ว และเป็นการปรับตัวขึ้น 4.1% เมื่อเทียบรายปี ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 4.2% ซึ่งเป็นการชะลอตัวลงจากระดับ 4.6% ในเดือนก่อนหน้า
เงินเฟ้อสหรัฐชะลอตัว
ทั้งนี้ อัตราเงินเฟ้อที่มีแนวโน้มชะลอตัวลงได้สนับสนุนมุมมองของนักลงทุนด้านการยุติวงจรการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ
อย่างไรก็ตาม เงินบาทปรับตัวอ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วันอังคาร (1/8) ถึงช่วงปลายสัปดาห์ ปรับตัวตามการแข็งค่าของเงินดอลลาร์ หลังธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาแอตแลนตาได้ทำการเปิดเผยแบบจำลองคาดการณ์ GDPNow ล่าสุด ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เศรษฐกิจสหรัฐขยายตัว 3.5% ในไตรมาส 3/2566 ขณะที่ตัวเลขประมาณการครั้งแรกสำหรับผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ประจำไตรมาส 2/2566 อยู่ที่ 2.4%
ทางด้านเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นสุดท้ายของสหรัฐปรับตัวขึ้นสู่ระดับ 49.0 ในเดือนกรกฎาคม จากระดับ 46.3 ในเดือนมิถุนายน เป็นไปตามที่นักวิเคราะห์คาด ในส่วนของคืนวันพุธ (3/8) สหรัฐเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชน
โดยออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า การจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐเพิ่มขึ้น 324,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 175,000 ตำแหน่ง ช่วยหนุนเงินดอลลาร์ให้แข็งค่าขึ้น แม้ว่าฟิทช์ เรทติ้งส์ประกาศปรับลดอันดับความน่าเชื่อถือของสหรัฐลงสู่ระดับ AA+ จากระดับ AAA โดยระบุถึงสถานะการคลังของสหรัฐที่มีแนวโน้มถดถอยลงในช่วง 3 ปีข้างหน้า และภาระหนี้สินที่สูงขึ้น
ขณะที่คืนวันพฤหัสบดี (3/8) กระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยตัวเลขผู้ยื่นขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกเพิ่มขึ้น 6,000 ราย สู่ระดับ 227,000 รายในสัปดาห์ที่แล้ว สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 226,000 ราย
ในส่วนของเอสแอนด์พี โกลบอลเปิดเผยว่า ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายของสหรัฐ ปรับตัวลงสู่ระดับ 52.3 ในเดือน ก.ค. จากระดับ 54.4 ในเดือน มิ.ย. อย่างไรก็ดี ดัชนี PMI ยังคงอยู่สูงกว่าระดับ 50 ซึ่งบ่งชี้การขยายตัวในภาคบริการของสหรัฐ
จับตาตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตร
ทั้งนี้นักลงทุนจับตาการเปิดเผยตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรในวันศุกร์ (4/8) โดยนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า ตัวเลขจ้างงานจะเพิ่มขึ้น 203,000 ตำแหน่งในเดือน ก.ค. จากระดับ 209,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. นอกจากนี้ คาดว่าอัตราการว่างงานจะทรงตัวที่ระดับ 3.6% ในเดือน ก.ค. และค่าจ้างเฉลี่ยรายชั่วโมงจะเพิ่มขึ้น 0.3% ต่ำกว่าในเดือน มิ.ย.ที่เพิ่มขึ้น 0.4%
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ในช่วงบ่ายวันจันทร์ (31/7) ธนาคารแห่งประเทศไทยเปิดเผยรายงานเศรษฐกิจและการเงินเดือน มิ.ย.ในปี 2566 พบว่า เศรษฐกิจไทยยังคงอยู่ในทิศทางฟื้นตัว โดยภาคการท่องเที่ยวปรับตัวดีขึ้นตามจำนวนนักท่องเที่ยวไทยและต่างชาติ และดุลการค้าเกินดุลเพิ่มขึ้นสู่ระดับ 2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยการส่งออกมีมูลค่า 24.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 5.9% ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 22.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน 9.3%
ส่วนอัตราเงินเฟ้อทั่วไปประจำเดือน มิ.ย.อยู่ที่ระดับ 0.23% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับ 0.53% ในเดือนก่อน จากหมวดอาหารสดเป็นสำคัญตามราคาเนื้อสุกรและผักสดที่ต่ำลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 1.32% เมื่อเทียบรายปีลดลงจากระดับ 1.55% ในเดือนก่อน จากหมวดอาหารสดเป็นสำคัญตามราคาเนื้อสุกรและผักสดที่ต่ำลง เนื่องจากมีผลผลิตออกสู่ตลาดมากขึ้น
ส่วนอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ระดับ 1.32% เมื่อเทียบรายปีลดลงจากระดับ 1.55% ในเดือนก่อน จากผลของฐานสูงในราคาอาหารสำเร็จรูปและเครื่องประกอบอาหารเป็นสำคัญ
กนง.มติเอกฉันท์ ขึ้นดอกเบี้ย 0.25%
และในช่วงบ่ายวันพุธ (2/8) คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติเป็นเอกฉันท์ ให้ขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบาย 0.25% ต่อปี จาก 2.00% เป็น 2.25% ต่อปี ตามที่ตลาดคาดการณ์ โดยให้มีผลทันที การขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้ถือเป็นจุดสูงสุดในรอบ 9 ปี ซึ่งเป็นการขึ้นอัตราดอกเบี้ยครั้งที่ 7 นับตั้งแต่เดือน ส.ค. 2565
ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.10-34.78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 34.76/78 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (31/7) ที่ระดับ 1.1020/22 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/7) ที่ระดับ 1.0972/74 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยสำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) เปิดเผย รายงานดัชนีราคาผู้บริโภคทั่วไป (CPI) ประจำเดือน ก.ค. ปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับการคาดการณ์ที่ระดับ 5.3% เมื่อเทียบรายปี ชะลอตัวลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 5.5%
ส่วนดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (Core CPI) ปรับตัวขึ้น 5.5% เมื่อเทียบรายปี มากกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 5.4% หลังจากมีการเพิ่มขึ้น 5.5% ในเดือนที่แล้ว เงินยูโรได้รับแรงกดดันต่อเนื่อง หลังสำนักงานสถิติยุโรป (Eurostat) ของสหภาพยุโรปที่เปิดเผยในวันจันทร์ (31/7) ระบุว่า ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เดือน ก.ค.เพิ่มขึ้น 5.3% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับ 5.5% ของเดือน มิ.ย.
อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประมาณการอัตราเงินเฟ้อพื้นฐาน (Core CPI) ในเดือน ก.ค. ซึ่งไม่รวมหมวดอาหารและพลังงาน ยังคงอยู่ที่ระดับ 5.5% เมื่อเทียบรายปี ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0912-1.1045 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 1.0946/50 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่า
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยน ค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (31/7) ที่ระดับ 140.87/89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (28/7) ที่ระดับ 193.26/28 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยสกุลเงินเยนยังคงทิศทางอ่อนค่าต่อเนื่อง ขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปีพุ่งขึ้นแตะ 0.605% ซึ่งเป็นระดับสูงสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2557
ภายหลังจากในการประชุมธนาคารกลางญี่ปุ่นเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (28/7) ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ประกาศปรับนโยบายควบคุมเส้นอัตราผลตอบแทนพันธบัตร (YCC) ให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้น และให้อัตราดอกเบี้ยระยะยาวปรับตัวขึ้นสอดคล้องกับทิศทางของอัตราเงินเฟ้อ ถึงแม้ว่ายังคงประกาศตรึงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับ -0.1% และคงเป้าหมายของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ให้เคลื่อนไหวในกรอบ -0.5% ถึง 0.5% ดังเดิม
แต่ธนาคารกลางญี่ปุ่นได้เปิดโอกาสให้อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอายุ 10 ปี ปรับตัวขึ้นสู่ระดับไม่เกิน 1.0% จากเดิมที่ 0.5% ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 140.68-143.88 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (4/8) ที่ระดับ 142.48/50 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ