Skip to content

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาประชุมประจำปี แจ็กสัน โฮล

23 ส.ค. 2566 | 19:48น.
เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ จับตาประชุมประจำปี แจ็กสัน โฮล

เงินบาทเคลื่อนไหวในกรอบแคบ หลังเศรษฐา ทวีสิน นั่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ นักลงทุนยังคงติดตามการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่าจะมีใครบ้าง ส่วนปัจจัยต่างประเทศ จับตาการประชุมประจำปี แจ็กสัน โฮล

วันที่ 23 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 23 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (21/8) ที่ระดับ 35.01/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/8) ที่ระดับ 34.93/95 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ หลังดัชนีดอลลาร์ปรับตัวขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 103.55

โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (22/8) ได้มีการเปิดเผยตัวเลขยอดขายบ้านมือสองจากสมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) ร่วงลง 2.2% สู่ระดับ 4.07 ล้านยูนิตในเดือน ก.ค. เมื่อเทียบรายเดือน และเมื่อเทียบรายปียอดขายบ้านดิ่งลง 16.6% ในเดือน ก.ค. โดยได้รับผลกระทบจากการดีดตัวขึ้นของราคาบ้านและอัตราดอกเบี้ยเงินกู้จำนอง ขณะที่สต็อกบ้านอยู่ในระดับต่ำ

นอกจากนี้ประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) สาขาริชมอนด์ยังหนุนให้เฟดขึ้นดอกเบี้ยสกัดเงินเฟ้อ โดยกล่าวว่า เฟดจะต้องเปิดกว้างต่อความเป็นไปได้ที่ว่าเศรษฐกิจจะเร่งตัวขึ้นมากกว่าที่จะชะลอตัวลง โดยจะยังไม่ตัดสินใจล่วงหน้าเกี่ยวกับการดำเนินการด้านอัตราดอกเบี้ยในการประชุมนโยบายการเงินเดือน ก.ย. แม้ว่าตลาดคาดการณ์ว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยในการประชุมดังกล่าว

ขณะที่นักลงทุนซื้อขายอย่างระมัดระวังก่อนถึงการประชุมประจำปีของเฟด ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 24-26 ส.ค. โดยตลาดจับตาถ้อยแถลงของนายเจอโรม พาวเวลล์ เพื่อหาสัญญาณบ่งชี้ทิศทางอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ทั้งนี้ นายพาวเวลล์จะกล่าวสุนทรพจน์ในวันศุกร์ที่ 25 ส.ค. เวลา 10.05 น. ตามเวลาสหรัฐ หรือ 21.05 น.ตามเวลาในไทย

สำหรับปัจจัยภายในประเทศเมื่อวานนี้ (22/8) ที่ประชุมสภามีมติ 482 เสียง จากทั้งหมด 705 เสียง เห็นชอบให้นายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 30 แต่ยังคงต้องติดตามการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีชุดใหม่ว่าจะมีบุคคลใดมาดำรงตำแหน่งในแต่ละกระทรวง

ส่วนในด้านนโยบายของพรรคเพื่อไทยค่อนข้างจะเกี่ยวกับเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยมีหลักการที่ว่า “เพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย ขยายโอกาส” อย่างเช่น นโยบายเพิ่มรายได้ภาคแรงงานและการจ้างงาน เงินดิจิทัล และการขับเคลื่อน Start-ups และ SMEs โดยคาดว่านโยบายเหล่านี้จะทำให้อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจหรือ GDP เติบโตเฉลี่ยอย่างต่ำปีละ 5% ซึ่งตัวเลข GDP ไตรมาส 2/2566 ที่สภาพัฒน์เปิดเผยออกมาโตเพียง 1.8% ต่ำกว่าที่คาดไว้ 3.0%

ซึ่งทางหอการค้าไทยหวังรัฐบาลใหม่จะเข้ามาเร่งขับเคลื่อนเศรษฐกิจแล้วทำให้เศรษฐกิจไทยในช่วงไตรมาส 4/66 ของปีนี้กลับมาเติบโตได้ และทำให้ภาพรวมสามารถเติบโตตามเป้าหมายได้เกิน 3.0% นอกจากนี้ ตลาดคาดว่าปีนี้ กนง.ขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอีก 1 ครั้ง สู่ Terminal rate ที่ 2.5% ในเดือน ก.ย. และคงไว้ที่ระดับนี้ตามเศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง

และยังมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยเอลนินโญที่จะส่งผลให้ราคสินค้าเกษตรและราคาอาหารมีแนวโน้มสูงขึ้น รวมถึงราคาน้ำมันโลกจากการลดกำลังการผลิตของกลุ่มโอเปกพลัส (OPEC+) โดยในระยะสั้นเงินบาทจะยังเผชิญแรงกดดันด้านอ่อนค่าและผันผวนสูงจากหลายปัจจัยในช่วงปลายปีนี้ ตลาดคาดว่าเงินบาทจะทยอยแข็งค่าขึ้นได้

จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจไทย แต่เงินบาทอาจแข็งค่าได้ไม่มากจากเศรษฐกิจจีนที่อ่อนแอกว่าที่เคยคาด โดยระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.89-35.07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.05/07 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/8) ที่ระดับ 1.0846/50 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/8) ที่ระดับ 1.0844/48 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยในวันนี้เอสแอนด์พีโกลบอลเผยดัชนี PMI ภาคการผลิตขั้นต้นของเยอรมนีอยู่ที่ +39.1 ในเดือน ส.ค.เทียบกับ +38.8 ในเดือน ก.ค.

และดัชนี PMI ภาคบริการขั้นต้นของเยอรมนีอยู่ที่ +47.3 ในเดือน ส.ค. เทียบกับ +52.3 ในเดือน ก.ค. ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0808-1.0871 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0817/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (23/8) ที่ระดับ 145.87/91 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ทรงตัวจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (22/8) ที่ระดับ 145.88/92 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยในวันนี้ธนาคารกลางญี่ปุ่น (บีโอเจ) ได้เปิดเผยมาตรวัดอัตราเงินเฟ้อพื้นฐานบางตัวที่พิจารณาจากการแจกแจงความเปลี่ยนแปลงของราคา ซึ่งเป็นมาตรวัดที่คำนวณมาจากข้อมูลราคาผู้บริโภคของรัฐบาลญี่ปุ่น

โดยมาตรวัดเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าเริ่มมีสัญญาณบ่งชี้ถึงภาวะเงินเฟ้อที่มีความหนืดในญี่ปุ่นแล้ว เนื่องจากมาตรวัดแนวโน้มราคาในวงกว้างบางตัวพุ่งขึ้นแตะสถิติสูงสุดใหม่ในเดือน ก.ค. และสิ่งนี้จะช่วยสนับสนุนให้บีโอเจยุตินโยบายการเงินแบบผ่อนคลายมากเป็นพิเศษ

ทั้งนี้ บีโอเจจับตามองดัชนีเหล่านี้อย่างใกล้ชิด เพื่อใช้ในการประเมินว่า อัตราเงินเฟ้อได้รับแรงหนุนจากปัจจัยชั่วคราวอย่างเช่นราคาเชื้อเพลิง หรือว่าอัตราเงินเฟ้อได้ขยายวงกว้างออกไปในระดับที่มากพอที่จะส่งผลให้อัตราเงินเฟ้อบรรลุระดับเป้าหมายที่ 2% ได้อย่างยั่งยืน ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.25-145.89 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 145.40/44 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตขั้นต้นเดือน ส.ค.สหรัฐ (23/8), จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์สหรัฐ (24/8), ดัชนีกิจกรรมเศรษฐกิจทั่วประเทศเดือน ก.ค. จากเฟดชิคาโก สหรัฐ (24/8) และดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ส.ค.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (25/8)

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.00/-9.80 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือน ต่างประเทศ อยู่ที่ -11.25/-10.25 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ