เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ประธาน Bitkub ชี้ ดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ต้องดูการต่อยอดระยะยาว

25 ส.ค. 2566 | 11:40น.

ประธาน Bitkub เผยมุมมองต่อนโยบายดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ชี้ใช้บล็อกเชนเป็นไปได้ สร้างความโปร่งใสในนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องดูการต่อยอดระยะยาวทั้งการ KYC 1 บัตรประชาชน 1 ดิจิทัลวอลเลต NFT และบล็อกเชนแห่งชาติ 

วันที่ 25 สิงหาคม 2566 นายสกลกรย์ สระกวี ประธานกรรมการของ Bitkub.com ได้ออกมาเปิดเผยมุมมองต่อนโยบายดิจิทัลวอลเลต 10,000 บาท ผ่าน เฟซบุ๊ก โดยชี้ให้เห็นทั้งในด้านข้อดีข้อเสียของนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ ตั้งแต่ยุค “เงินกำลังจะหมุนไป…ให้ชุมชน” จนถึงยุคเป๋าตัง ทั้งชวนมองเทคโนโลยีใหม่บล็อกเชนและการยืนยันตัวตนที่ปลอดภัยโปร่งใส อาจทำให้เกิดการต่อยอดเศรษฐกิจดิจิทัลได้มาก ต้องดูระยะยาว

ข้อความจากโพสต์ระบุว่า

“เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน”

เพลงโฆษณายอดฮิตของธนาคารกรุงไทย เมื่อปี 2543 ที่ร้องกันได้ทั่วบ้านทั่วเมือง ตั้งแต่วันนั้น จวบจนวันนี้ คงต้องให้เครดิตธนาคารกรุงไทย, ITMX และรัฐบาลลุงตู่ ก่อนว่า “App เป๋าตัง, “Promptpay” โครงการเราชนะ และโครงการคนละครึ่ง ก็ได้ทำให้เกิดเงินหมุนเวียนสะพัด ตั้งแต่ยุคโควิดเป็นต้นมา ทำให้ประเทศไทยเกิด Cashless Society ขึ้นมาอย่างรวดเร็ว

แต่เคยสงสัยกันไหม สโลแกนที่ว่า “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้ชุมชน” สุดท้ายแล้ว มันคือ “เงินกำลังจะหมุนไป กำลังจะหมุนไป ให้นายทุน” หรือเปล่า ? เศรษฐกิจมันจะอยู่กันแค่ รวยกระจุก จนกระจาย กันแบบนี้ไปอีกจริง ๆ เหรอ ?

ดังนั้นโอเค… มันกำลังจะไม่เหมือนเดิมใช่มั้ย ?… เพราะตอนนี้ พรรคเพื่อไทยกำลังจะทำโครงการแจกเงิน Digital Wallet 10,000 บาท ด้วย Technology Blockchain… ซึ่งในเมื่อมันเป็น Blockchain Wallet จุดเด่นสำคัญของ Blockchain คือเชื่อถือได้ (Trustable) ไม่มีตัวกลาง (Decentralized)

และที่สำคัญที่สุดคือความโปร่งใส (Transparency) (โดยนโยบายจากพรรคเพื่อไทย บอกไว้ว่า *** กระเป๋าเงินดิจิทัล ใช้ระบบ Blockchain มีความปลอดภัยสูงสุด สูงกว่าระบบที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน รู้เส้นทางการเงินทุกธุรกรรม รู้ผู้รับ รู้ผู้จ่าย เป็นระบบที่มีความโปร่งใสสูงสุด ตรวจสอบได้ทุกธุรกรรม)

ดังนั้นเมื่อมันเป็น Blockchain เราควรที่จะสามารถตรวจสอบได้ว่าเงินใน Digital Wallet มีใครถืออยู่บ้างแบบ Annonymous จะมีระบบที่คล้าย ๆ Explorer, Etherscan ซึ่งจะสามารถเห็นได้เลยว่า เงินที่เราโอนไป มันโอนให้กับร้านนี้ ห้างร้านนี้ มีคนโอนมาเยอะแค่ไหนอย่างไร (เพื่อความ Privacy เราอาจจะเห็นเฉพาะชื่อบริษัท หรือร้านค้า ที่ลงทะเบียน Digital Wallet ไว้)

เมื่อจบ 6 เดือน สุดท้ายเงินมันควรจะไม่ไปกองอยู่กับแค่พ่อค้าคนกลาง หรือบริษัทห้างร้าน ยักษ์ใหญ่ในประเทศเท่านั้น ใช่ไหม ? มันควรจะต้องเป็น Public Blockchain ที่ทุกคนเข้าถึงได้ ยิ่งถ้ามันมี Public Explorer ให้ตรวจสอบได้ นี่คงจะสุดยอดมาก

ต่อมาก็ยังคงมีหลาย ๆ คนตั้งคำถามกันมาเยอะว่า ในทาง Technical ทำได้จริงหรือ ? ทำไมต้องใช้ Blockchain แค่ไปใช้แอปเป๋าตังก็จบแล้วหรือเปล่า ? ผมจะบอกว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะถ้านโยบายออกมาแบบนี้ แอปเป๋าตัง ไม่ตอบโจทย์แน่ ๆ ไม่ใช่ว่ามันไม่ปลอดภัย ไม่ใช่ว่าเราไม่เชื่อใจ แต่เพราะว่ามันไม่โปร่งใส ตามนโยบายที่ต้องการ

พรรคเพื่อไทยต้องการทำให้เศรษฐกิจ เงินไม่กระจุกตัว ไม่มีใครได้ผลประโยชน์มากที่สุด โปร่งใส เงินควรจะถูกกระจายให้พี่น้องประชาชนได้มากที่สุด Blockchain ไม่ใช่แค่คำโก้หรู แต่มันมีประโยชน์จริง ๆ ถ้าทำจริง ๆ จัง ๆ ไม่ใช่แค่โฆษณา ตอนนี้ก็เหลือแค่ว่า ใครจะทำ Blockchain นี้ แล้วทำได้จริงไหม พร้อมแค่ไหน

อีกเรื่องคือ Digital Wallet 1 บัญชี 1 บัตรประชาชน นี่คือสิ่งที่ผม และพี่ ๆ น้อง ๆ ในวงการ Fintech หลาย ๆ คนต้องการมาตั้งนานแล้ว ผมก็หวังว่ามันจะมาพร้อมข้อมูล KYC ที่อยู่ใน Digital Wallet จะได้ไม่ต้องมานั่ง Dipchip ยืนยันตัวตนกันอีกแล้ว เพียงแค่ใช้ Digital Wallet ก็ยืนยันตัวตน เหมือน Dipchip ได้ทันที

นี่ก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ Fintech Startup ในไทยไม่เกิด เพราะแค่ระบบยืนยันตัวตน KYC ก็มีค่าใช้จ่ายสูงมาก หลัก 100 บาท up ต่อคน ไม่ได้ผุดไม่ได้เกิดกันหมด

ผมมองว่านี่คือเหมือนเป็นนโยบาย Blockchain แห่งชาติ ที่ทุกคนจะได้ใช้ร่วมกัน ถึงแม้ Bitkub เองจะมี Blockchain ของตัวเองที่ชื่อว่า Bitkub Chain เราก็พร้อมที่จะเชื่อมต่อ Blockchain แห่งชาติ เป็น Sidechain ให้กับคนไทยได้ใช้ Digital Asset Wallet ในด้านต่าง ๆ เช่น NFT Wallet เพียงแค่ผูกกับ Digital Wallet เข้ากับ Bitkub Next ก็เชื่อมได้เลย

อีกทั้ง Product หลาย ๆ อย่างของเราที่ไปสอดคล้องกับนโยบายของพรรคเพื่อไทยประกาศ ทั้ง Platform Learn To Earn เราก็ทำแล้ว ตลาด NFT ตลาดแรก First Market เราก็ทำแล้ว จะให้ Adapt ไป Tokenize Real Assets หรือแม้แต่ผลิตผลทางการเกษตรก็ทำได้ทันที

ดังนั้นมันคงต้องมองอนาคตกันแบบยาว ๆ แล้วว่า เมื่อมี Digital Wallet, Blockchain แห่งชาติ เราจะเกิดธุรกิจอะไรต่อยอดกันได้อีกบ้าง 1 ครอบครัว 1 Softpower นโยบายของท่าน มันจะเกิดไม่ได้เลยกับเงินแค่ 10,000 บาท มันก็ต้องมีการระดมทุน แต่ระดมทุนผ่าน NFT ได้ไหม ? ชาวบ้านตาดำ ๆ มีลูกสาว มีความสามารถร้องเพลง สุดยอด โพสต์ YouTube ขอเงินทุนทำ MV หรือขอระดมทุนผ่าน Digital Assets ได้เลยไหม SEC Digital ที่บอกว่าจะตั้งขึ้นมาใหม่ก็จะเข้ามากำกับดูแลได้เลยใช่หรือไม่ ?

สุดท้ายนี้ ผมชอบประโยคที่คุณเผ่าภูมิได้พูดปิดท้ายในงานแถลงนโยบายพรรคเพื่อไทยไว้ว่า

ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลาง การระดมทุนด้วย Digital Assets
ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลาง Fintech
ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลาง Blockchain
ประเทศไทยจะกลายเป็นศูนย์กลางเศรษฐกิจ Digital ของภูมิภาค
นั่นหมายความว่ารายได้มหาศาลจะเป็นทวีคูณ จะเข้ามาสู่ประเทศ จะเกิดการสร้างงาน การจ้างงานจำนวนมหาศาล

สิ่งที่ท่านพูดผมคิดว่าไม่เกินจริง พวกเราบริษัทเอกชนไทย ไม่ใช่แค่ Bitkub แต่เป็นทุก ๆ คน สามารถตอบรับทำ ตอบสนองโจทย์ นโยบายของพรรคเพื่อไทยได้ทันที เพราะนี่คืออนาคตของประเทศไทยที่พวกเราอยากจะให้มันเกิดขึ้นจริง ๆ ครับ หวังว่าท่านจะมุ่งมั่นและจริงจังทำให้ได้ เหมือนที่ท่านเคยประกาศนโยบาย แล้วทำได้จริง เหมือนในอดีตที่ผ่านมา”