ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังเผยตัวเลขตลาดแรงงานต่ำกว่าคาด
ดอลลาร์
ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า หลังเผยตัวเลขตลาดแรงงานต่ำกว่าคาด ปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน ขณะที่ตลาดกังวลเกี่ยวกับภาวะเงินเฟ้อ ขณะที่ปัจจัยในประเทศนักลงทุนจับตานโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล โดยเฉพาะเรื่องเงินดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาท
วันที่ 30 สิงหาคม 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า ภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 30 สิงหาคม 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/8) ที่ระดับ 35.01/03 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (29/8) ที่ระดับ 35.12/14 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
การอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ ภายหลังจากสำนักงานสถิติของกระทรวงแรงงานสหรัฐเปิดเผยผลสำรวจการเปิดรับสมัครงานและอัตราการหมุนเวียนของแรงงาน (JOLTS) พบว่า ตัวเลขการเปิดรับสมัครงาน ซึ่งเป็นมาตรวัดอุปสงค์ในตลาดแรงงาน ลดลง 338,000 ตำแหน่ง สู่ระดับ 8.827 ล้านตำแหน่งในเดือน ก.ค. ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดนับตั้งแต่เดือน มิ.ย. 2564 และต่ำกว่าตัวเลขคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ระดับ 9.465 ล้านตำแหน่ง ซึ่งปรับตัวลงเป็นเดือนที่ 3 ติดต่อกัน และต่ำกว่าระดับ 9 ล้านตำแหน่งเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2564
กังวลเงินเฟ้อสหรัฐ
และจากการเปิดเผยผลสำรวจของ Conference Board ซึ่งเป็นสถาบันวิจัยเศรษฐกิจ เปิดเผยดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคสหรัฐปรับตัวลงสู่ระดับ 106.1 ในเดือน ส.ค. ต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 116.0 จากระดับ 114.0 ในเดือน ก.ค. โดยดัชนีความเชื่อมั่นได้รับผลกระทบจากความกังวลเกี่ยวกับเงินเฟ้อ
ทั้งนี้ผู้บริโภคคาดการณ์ว่าเงินเฟ้อจะแตะระดับ 5.8% ในช่วง 1 ปีข้างหน้า จากระดับ 5.7% ที่มีการสำรวจในเดือนที่แล้ว
สำหรับปัจจัยภายในประเทศ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุภาวะเศรษฐกิจการคลังเดือนกรกฎาคม 2566 ได้รับปัจจัยสนับสนุนจากการบริโภคภาคเอกชนในหมวดสินค้าคงทน และภาคการท่องเที่ยวที่ขยายตัวได้ต่อเนื่องทั้งจากนักท่องเที่ยวต่างประเทศ ขณะที่อัตราเงินเฟ้อปรับตัวลดลงต่อเนื่อง
อย่างไรก็ดี การส่งออกยังคงชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจโลก ในขณะที่รัฐบาลภายใต้การนำของพรรคเพื่อไทย มีความมุ่งมั่นที่จะเพิ่มการลงทุน และกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยในประเทศทันที ด้วย “นโยบายดิจิทัลวอลเล็ต” คู่ขนานกันไป เพื่อให้เศรษฐกิจในประเทศฟื้นตัวครั้งใหญ่
ทั้งนี้ได้หารือกับกระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ เบื้องต้นเพื่อทำความเข้าใจกับทั้ง 2 หน่วยงานรัฐ และรายละเอียดเรื่องเทคโนโลยีร่วมกับผู้เชี่ยวชาญ เพื่อเตรียมระบบที่จะสามารถรองรับการใช้งานสำหรับประชาชนจำนวน 56 ล้านคน รวมถึงร้านค้าหลากหลายรูปแบบในประเทศ โดยรัฐบาลจะเดินหน้ารับฟังความเห็นเพิ่มเติม เพื่อนำมาปรับใช้ให้นโยบายสามารถปฏิบัติได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด และขอยืนยันตามเป้าหมายเดิมว่าประชาชนจะต้องได้รับดิจิทัลวอลเล็ต 10,000 บาทภายในต้นปี 2567 อย่างแน่นอน
ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 34.99-35.12 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.08/10 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ
สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/8) ที่ระดับ 1.0868/72 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (29/8) ที่ระดับ 1.0809/13 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร จากการอ่อนค่าลงของค่าเงินดอลลาร์สหรัฐ ถึงแม้สถาบันวิจัยตลาดจีเอฟเค (GfK) เผยความเชื่อมั่นของผู้บริโภคในเยอรมนี ปรับตัวลงในเดือน ก.ย.สู่ระดับ -25.5 จากระดับ -24.6 ในเดือน ส.ค.ต่ำกว่าระดับที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ที่ -25.0 และต่ำกว่าระดับที่นักเศรษฐศาสตร์ในผลสำรวจของเดอะ วอลล์สตรีท เจอร์นัล ซึ่งคาดการณ์ไว้ที่ระดับ -25.0
เป็นสัญญาณบ่งชี้ว่า ผู้บริโภคในเยอรมนีมีมุมมองในแง่ลบต่อเศรษฐกิจของประเทศและต่ออนาคตทางการเงินของตนเอง โดยระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0884-1.0856 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0863/67 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร
สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (30/8) ที่ระดับ 146.01/05 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (29/8) ที่ระดับ 146.53/57 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ จากการอ่อนค่าของดอลลาร์สหรัฐ
นายนาโอกิ ทามูระ หนึ่งในกรรมการของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในงานเสาวนา ซึ่งจัดขึ้นโดยภาคธุรกิจในเมืองคูชิโระของญี่ปุ่นว่า ในช่วงไตรมาส 1 ปีหน้า BOJ อาจมีข้อมูลมากเพียงพอที่จะตัดสินได้ว่าเงินเฟ้อของญี่ปุ่นจะอยู่ที่ระดับเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างยั่งยืนหรือไม่ ซึ่งเป็นระดับที่จะทำให้ BOJ สามารถถอนนโยบายผ่อนคลายการเงินเป็นพิเศษ (ultra-loose monetary policy) ได้
โดยนายทามูระกล่าวว่า ภาวะเงินเฟ้อที่ระดับเป้าหมาย 2% ของ BOJ อย่างยั่งยืนนั้น เริ่มปรากฏให้เห็นชัดเจนขึ้นในขณะนี้ หลังจากบริษัทเอกชนได้หันมาปรับขึ้นราคาสินค้าและค่าจ้าง ทั้งนี้ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 145.79-146.56 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 146.42/46 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ
ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) ของเยอรมนี (30/8), ตัวเลขจ้างงานภาคเอกชนเดือน ส.ค.จาก ADP ของสหรัฐ (30/8) ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) ไตรมาส 2/2566 (ประมาณการครั้งที่ 2) ของสหรัฐ (30/8), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคบริการเดือน ส.ค.จากสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) (31/8),จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (31/8), ดัชนีราคาการใช้จ่ายเพื่อการบริโภคส่วนบุคคล (PCB) เดือน ก.ค.ของสหรัฐ (31/8) และดัชนี PMI ภาคการผลิตเดือน ส.ค.ของจีน (31/8)
สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -10.08/10.06 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -8.5/7.7 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ