Skip to content

แบงก์เร่งตัดขายหนี้เสีย รับมือ NPL ขาขึ้น-AMC อัดงบฯซื้อ

02 พ.ย. 2566 | 09:12น.
แบงก์เร่งตัดขายหนี้เสีย รับมือ NPL ขาขึ้น-AMC อัดงบฯซื้อ

ไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ธนาคารพาณิชย์ทำกำไรกันได้ดี อานิสงส์จากทิศทางดอกเบี้ยขาขึ้น ขณะที่สถานการณ์หนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) แม้ภาพรวมจะลดลงจากช่วงเดียวกันปีก่อน (YOY) ทว่าหากเทียบกับไตรมาส 2/2566 ก็จะเห็นว่าเอ็นพีแอลมีการขยับเพิ่มขึ้น (ดูตาราง)

แบงก์ตัดขายหนี้ต่อเนื่อง

สถานการณ์หนี้เสียที่ขยับขึ้นนี้ ทำให้หลายแบงก์ทยอยตัดขายหนี้ไปให้กับบริษัทบริหารสินทรัพย์ (AMC) นำไปบริหารจัดการต่อ โดย “บัณฑิต อนันตมงคล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บริหารสินทรัพย์ กรุงเทพพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) หรือ BAM กล่าวว่า เริ่มเห็นสัญญาณแบงก์ตัดขายหนี้ออกมามากขึ้น ตั้งแต่ช่วงกลางปี 2566 ที่ผ่านมา ส่วนหนึ่งมาจากเศรษฐกิจที่ยังฟื้นตัวเปราะบาง และไม่ทั่วถึง ทำให้คนมีกำลังซื้อน้อยลง และความสามารถในการชำระหนี้ถดถอย ซึ่งคาดว่าจะเห็นแบงก์ตัดขายหนี้ต่อเนื่องไปถึงปี 2567 และหนี้ที่ขายจะเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 1.5 แสนล้านบาท

บัณฑิต อนันตมงคล
บัณฑิต อนันตมงคล

ตร.แบงก์เร่งตัดขายหนี้เสีย

จากที่ในปี 2566 นี้ คาดว่าแบงก์จะขายเอ็นพีแอลออกมาประมาณ 1.2 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยไตรมาสละ 3 หมื่นล้านบาท โดยในไตรมาส 4/2566 นี้ มีการประกาศเปิดประมูลหนี้อยู่ที่ราว 2-3 หมื่นล้านบาท ส่วนใหญ่เป็นหนี้
ที่อยู่อาศัย และเอสเอ็มอี

“ในปี 2567 จะเห็นการตัดขายประเภทหนี้ กระจายในทุกเซ็กเมนต์ เช่น กลุ่มรถยนต์ ที่อยู่อาศัย และสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน”

BAM รับซื้อทะลุเป้าหมาย

“บัณฑิต” กล่าวว่า ปัจจุบัน BAM ได้รับซื้อหนี้มาบริหารเกินเป้าหมายทั้งปี 2566 ที่ตั้งไว้ที่ 9,000 ล้านบาทแล้ว อย่างไรก็ดี ช่วงไตรมาส 4 นี้ หากมูลหนี้หรือทรัพย์ที่มีออกมาขายจำนวนมาก ราคาขายสมเหตุสมผล และเป็นทรัพย์ที่ดี ก็พร้อมจะเข้าไปประมูลเพิ่มเติม เนื่องจากบริษัทมีแหล่งเงินทุนเพียงพอในการเข้าไปประมูล ทั้งจากการออกหุ้นกู้ที่มีราว 4,000-5,000 ล้านบาท และวงเงินจากแบงก์อีกจำนวนหนึ่ง

“ตอนนี้ปัจจัยเสี่ยงมีเยอะกว่าข่าวดี หนี้เสียอ่อนแอลง เพราะคิดว่าเศรษฐกิจจะดี ก็ไม่ดี นักท่องเที่ยวยังมาไม่เต็มที่ จึงเริ่มเห็นการตัดขายหนี้ของแบงก์ตั้งแต่กลางปีมาแล้ว ถ้าดูสัดส่วนหนี้ครัวเรือน 90.6% ส่วนใหญ่จะเป็นคลีนโลน เอารถไปตึ๊ง เอาบ้านไปตึ๊ง เอาเงินไปใช้ ดังนั้น ปีหน้าน่าจะเห็นหนี้รายย่อยถูกปล่อยออกมาเยอะขึ้น ส่วนเราก็คงต้องเลือกพอร์ตในการรับซื้อ เพราะถ้าเอามาเยอะก็ติดตามลำบาก อย่างในช่วง 2-3 ปีก่อน ราคารับซื้อหนี้บัตรเครดิตในตลาด จะเห็นเฉลี่ย 2-3 บาทต่อ 100 บาท แต่ตอนนี้ราคาขึ้นเป็น 20 บาท ต่อ 100 บาท อาจจะไม่คุ้มกับความเสี่ยง จึงอาจไม่ได้แย่งซื้อกันเยอะ เหมือนเมื่อก่อน” นายบัณฑิตกล่าว

ปีหน้าแบงก์ขายหนี้พุ่ง 2 เท่า

ด้าน “ธรัฐพร เตชะกิจขจร” กรรมการผู้จัดการ บริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) กล่าวว่า การตัดขายหนี้เสียของธนาคารพาณิชย์ยังมีทิศทางเพิ่มขึ้นในไตรมาส 4 เนื่องจากผลประกอบการแบงก์ในไตรมาส 3 จะเห็นว่าเอ็นพีแอลขยับเพิ่มขึ้น แบงก์จึงต้องทยอยตัดขายหนี้ออกมา หากดูสถานการณ์เศรษฐกิจในระยะข้างหน้า ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงกดดันความสามารถในการชำระหนี้ลูกค้า รวมถึงมาตรการช่วยเหลือของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ทยอยหมดลง

“แบงก์ต้องเร่งบริหารจัดการพอร์ตสินเชื่อ เพราะมีผลต่อการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญ และทิศทางการปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 2567 ด้วย”

โดยในปี 2567 คาดว่าแบงก์จะขายหนี้ออกมาทะลุ 2 แสนล้านบาท หรือมากกว่า 1 เท่าตัวของปีนี้ จากที่พอเข้าไตรมาส 4 ปีนี้เริ่มเห็นธนาคารพาณิชย์ 3-4 แห่ง ประกาศเปิดประมูล และบางแห่งประกาศมูลหนี้ที่จะขายค่อนข้างมากกว่าปกติ

“เดิมอาจจะบริหารเองหรือตัดขายไม่เยอะมาก แต่ปัจจุบันเห็นการตัดขายมากขึ้น โดยเฉพาะทรัพย์ประเภทที่อยู่อาศัย และเอสเอ็มอี”

สำหรับแผนการรับซื้อหนี้มาบริหารของ SAM ในช่วงที่เหลือของปีนี้ “ธรัฐพร” กล่าวว่า SAM มีแผนเข้าร่วมประมูลซื้อทรัพย์ แต่การซื้อจะเลือกมากขึ้น และคาดว่า AMC แห่งอื่นก็คงไม่ได้แข่งขันกันรุนแรงนัก เนื่องจากก่อนหน้านี้มีการแข่งขันและทุ่มซื้อหนี้ไปค่อนข้างมากแล้ว ในช่วงไตรมาส 3 ที่ผ่านมา ทำให้กำลังในการซื้ออาจจะลดลง แต่คาดว่าจะเห็นการแข่งขันอีกทีในปี 2567 ที่คาดว่าหนี้จะไหลออกมามากกว่าปีนี้

“ปีนี้เราตั้งงบฯรับซื้อหนี้ 6,000 ล้านบาท คิดเป็นมูลหนี้ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งทรัพย์ส่วนใหญ่ยังเป็นที่อยู่อาศัยและเอสเอ็มอี เพราะยังเป็นเซ็กเตอร์ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจและยังไม่ฟื้นตัวจากโควิด-19 แบงก์จะต้องทยอยปล่อยออกมา เพื่อบริหารพอร์ตและนำเงินไปปล่อยสินเชื่อใหม่ จึงเห็นบางแบงก์ถล่มขายออกมาเยอะ แต่กำลังซื้ออาจจะไม่สูง เพราะ AMC เร่งซื้อกันไปก่อนหน้านี้แล้ว” นายธรัฐพรกล่าว

“ทิสโก้” เน้นบริหารเอง

ฟาก “ศักดิ์ชัย พีชะพัฒน์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มทิสโก้ กล่าวว่า แนวโน้มเอ็นพีแอลมีทิศทางปรับเพิ่มขึ้น สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจที่ยังคงฟื้นตัวไม่ทั่วถึง ซึ่งสะท้อนมายังความสามารถในการชำระหนี้ที่ลดลง อย่างไรก็ดี ธนาคารพาณิชย์ใช้วิธีการบริหารจัดการเอ็นพีแอลหลากหลายรูปแบบ ทั้งการตัดหนี้สูญ การตัดขายให้ AMC หรือบริหารจัดการเองภายใน ซึ่งขึ้นอยู่กับโครงสร้างของแต่ละธนาคาร

สำหรับทิสโก้ยอมรับว่า มีการตัดขายหนี้ออกมาบ้าง แต่ไม่มากนัก เนื่องจากการตัดขายหนี้ถือเป็นต้นทุนความเสี่ยง (risk cost) ของธนาคารด้วย ประกอบกับธนาคารไม่ได้เน้นธุรกิจสินเชื่อที่ไม่มีหลักประกัน และหนี้เสียส่วนใหญ่มีหลักประกันคุ้มวงเงินหมด ทำให้ไม่มีปัญหาหนี้เสียมาก เมื่อเทียบกับแบงก์อื่นจึงสามารถบริหารจัดการเองได้

“ตอนนี้ยังมีปัจจัยเสี่ยงค่อนข้างมาก ทั้งเศรษฐกิจโลก หนี้ครัวเรือนที่สูง ซึ่งปัจจัยเหล่านี้เป็นตัวสะท้อนความสามารถในการชำระหนี้ลดลง และฟื้นตัวไม่เต็มที่ โดยทิสโก้ยังให้ความสำคัญในการดูแลลูกค้า ปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนการตัดขายหนี้อาจจะมีบ้าง ไม่มาก เพราะเราไม่มีหนี้คลีนโลน ปริมาณหนี้ไม่เยอะ เราจึงดูแลเอง เพราะต้องยอมรับว่าการตัดขายก็มี risk cost ซึ่งก่อนโควิด-19 อยู่ที่ 1% ปัจจุบันอยู่ที่ 1.5-2% เราเลยบริหารเอง” นายศักด์ชัยกล่าว