เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

จาก ติ๋มไทยทีวี ถึง ม.44 ปรากฏการณ์ป่วน…ทีวีดิจิทัล

13 เม.ย. 2561 | 13:30น.

เกิดคำถามขึ้นทันทีสำหรับช่องทีวีดิจิทัลว่าจะอยู่ต่อหรือยอมถอย หลังจากเกิดปรากฏการณ์ “ติ๋ม ไทยทีวี” เมื่อกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อศาลปกครองมีคำสั่งให้บริษัท ไทยทีวี จำกัด ผู้ประมูลทีวีดิจิทัล 2 ช่อง คือ ไทยทีวีและโลก้า ที่มี “พันธุ์ทิพา ศกุณต์ไชย” หรือ “ติ๋ม ทีวีพูล” เป็นเจ้าของ สามารถคืนช่องได้

 

สิ่งที่เกิดขึ้นดังกล่าว สร้างแรงกระเพื่อมให้แก่ธุรกิจทีวีดิจิทัลนี้ไม่น้อย ซึ่งเป็นเสมือนการปลดล็อกเงื่อนไขบางอย่างให้แก่หลาย ๆ ช่องที่กำลังมีปัญหาด้านรายได้ไม่เติบโต ขณะที่รายจ่ายยังสูงจากหลาย ๆ ปัจจัย เช่น ค่าโครงข่าย ค่าคอนเทนต์ บุคลากร เป็นต้น

แต่ทุกรายก็ยังรี ๆ รอ ๆ ดูชั้นหยั่งเชิงกันอยู่ แม้ก่อนหน้านี้ผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล โดยเฉพาะช่องเล็กที่มีเรตติ้งท้ายตารางหลายรายต้องการจะคืนใบอนุญาตทีวีดิจิทัล เช่น วอยซ์ทีวี ไบรท์ทีวี เป็นต้น รวมถึงค่ายที่มีใบอนุญาตหลายช่องอย่างช่อง 3 เนชั่น จีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ และ อสมท ด้วย ซึ่งการชนะคดีของไทยทีวีก็อาจจะเป็นทางออกที่ดีที่ผู้ประกอบการจะได้ตัดสินใจใหม่ว่าจะดำเนินธุรกิจต่อ หรือยุติการดำเนินธุรกิจลงในอนาคต

“เขมทัตต์ พลเดช” กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) ผู้บริหารช่องเอ็มคอต 30 เอชดี และช่อง 14 แฟมิลี่ ให้มุมมองในกรณีนี้ว่า อาจจะต้องรอดูท่าทีการยืนอุทธรณ์ของ กสทช.อีกครั้งด้วย แต่เคสดังกล่าวถือเป็นกรณีศึกษาในการดำเนินธุรกิจทีวีดิจิทัลและเป็นสัญญาณที่ดีของผู้ประกอบการทีวีรายอื่น ๆ ด้วย เพราะที่ผ่านมาก็มีกลุ่มผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลได้ยื่นฟ้องต่อ กสทช.กรณีละเว้นการปฏิบัติหน้าที่การเปลี่ยนผ่านโทรทัศน์ระบบแอนะล็อกไปสู่ระบบดิจิทัลล่าช้า ซึ่งส่วนนี้อาจจะต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป

“คดีของไทยทีวีที่คาราคาซังมาถึง 3 ปี การชนะคดีครั้งนี้ถือว่าเป็นกรณีศึกษาสำหรับช่องต่าง ๆ ส่วนจะเปิดทางให้ช่องอื่น ๆ สามารถคืนช่องได้หรือไม่นั้น ก็เป็นอีกเรื่อง เพราะคงต้องพิจารณาจากหลาย ๆ ปัจจัยด้วย”

อย่างไรก็ตาม จากนี้สิ่งที่เกิดขึ้น รัฐบาลและคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ควรต้องทบทวนมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลใหม่ และหากมีมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการทีวีดิจิทัลที่ชัดเจน คาดว่าจะส่งผลดีต่อธุรกิจทีวีดิจิทัลอย่างมาก นั่นหมายถึงผู้ประกอบการจะคล่องตัวมากขึ้นในการลงทุนและค่าใช้จ่ายต่าง ๆ โดยเฉพาะการพัฒนาคอนเทนต์ให้มีคุณภาพ

ขณะเดียวกันผู้ประกอบการทีวีดิจิทัล 22 ช่องที่ยังสู้ต่อก็ส่งตัวแทนเจรจากับ กสทช. และรัฐบาลหวังใช้มาตรา 44 แก้ปัญหาทีวีดิจิทัล ด้วยการนำเสนอมาตรการเยียวยาผู้ประกอบการ คือ พักชำระหนี้ 3 ปี พร้อมสนับสนุนเงินค่าเช่าโครงข่าย 50% นาน 2 ปี แต่ขณะนี้ก็ยังไม่ได้รับคำตอบใด ๆ จากรัฐบาลและ กสทช.

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นแน่ ๆ คือ ช่องทีวียังต้องแบกรับภาระต้นทุนต่อไป ท่ามกลางเม็ดเงินโฆษณา 60,000 ล้านบาท ที่ไม่เติบโต อีกทั้งต้องเผชิญกับสถานการณ์การแข่งขันที่ดุเดือดจากการแย่งฐานผู้ชมกันอย่างอลหม่าน เพราะด้วยจำนวนช่องที่มีมากเกินดีมานด์ ประกอบกับพฤติกรรมการรับสื่อผู้ชมที่เปลี่ยนไป โดยเปิดรับสื่อผ่านสื่อดิจิทัลมากขึ้น และไม่จำเป็นต้องมานั่งเฝ้าหน้าจอ เพื่อรอดูคอนเทนต์อีกแล้ว แต่สามารถดูย้อนได้ผ่านช่องทางออนไลน์

เท่ากับว่า โจทย์การปรับตัวของช่องทีวีจึงมาจากทุกทิศทุกทาง แม้จะมีช่องที่เดินหน้าต่อธุรกิจได้อย่างสบาย ๆ แต่ก็เป็นสัดส่วนที่น้อย เมื่อเทียบกับจำนวนช่องที่มีเรตติ้งน้อย สินค้าไม่ใช้งบฯโฆษณาที่มีถึง 14 ช่องจาก 22 ช่อง

การจะอยู่ต่อ หรือยอมถอยทัพของทีวีดิจิทัลช่องต่าง ๆ จากนี้ไป อาจจะไม่ใช่แค่การปรับแผน ปรับกลยุทธ์ เพิ่มคอนเทนต์ใหม่เท่านั้น แต่ต้องย้อนกลับไปที่เรื่องเดิม คือ เงินทุนในกระเป๋าเพียงพอจะสู้ต่อหรือไม่

เพราะท้ายที่สุดก็อาจจะต้องตัดสินใจยอมเจ็บแต่จบ