พจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ครบ 50 ปี ยกเครื่องอุตฯแช่เยือกแข็ง
สัมภาษณ์พิเศษ
การส่งออกสินค้าอาหารแช่เยือกแข็งของไทยติดลบต่อเนื่องมานาน 6 ปี นับจากการระบาดของโรคตายด่วนในกุ้งเมื่อปี 2554 ทำให้ผลผลิตกุ้งไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง จากที่เคยผลิตได้ปีละ 650,000 ตัน ปัจจุบันเหลือเพียง 250,000 ตันเท่านั้น “พจน์ อร่ามวัฒนานนท์” รองประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ในฐานะนายกสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ให้สัมภาษณ์ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงโอกาสและความท้าทายในอุตสาหกรรมแช่เยือกแข็ง ในปี 2561 ซึ่งกำลังจะครบรอบ 50 ปี ในวันที่ 31 พฤษภาคม 2561
Q : สถานการณ์การส่งออกกุ้ง
ปัญหาหนักของการส่งออกกุ้งตอนนี้ คือ วัตถุดิบไม่มี การแก้ไขปัญหายังไม่เบ็ดเสร็จ การส่งออกกุ้งไทยยังไม่เห็นอนาคต ต้นทุนแพง ค่าเงินมีผลต่อการแข่งขัน การปรับขึ้นค่าแรงอีก มีผลกระทบต่อต้นทุนสูงกว่าประเทศคู่แข่ง ส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขัน
สิ่งที่ต้องทำและต้องปรับตัวเอง คือ เรื่องของวัตถุดิบให้ได้ก่อน ผู้เลี้ยงก็ยังมีปัญหา ประมงก็ยังมีปัญหา จึงจำเป็นต้องมีการนำเข้าวัตถุดิบจากต่างประเทศเข้ามา ซึ่งทุกอย่างจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์พอสมควร เช่น โรงงานแปรรูปก็ต้องเปลี่ยนรูปลักษณ์ในการแปรรูป ไม่ต้องพึ่งพาวัตถุดิบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเพิ่มมูลค่าของสินค้า เช่น ไก่ พืช ผัก ที่สามารถนำมาผสมในสินค้าได้ จะรอวัตถุดิบสินค้าจากทะเลไม่ได้
ดังนั้นทั้งห่วงโซ่การผลิตจำเป็นต้องระวัง เช่น กุ้ง การส่งออกอาจจะลดลง ขณะที่ประเทศคู่แข่งอย่างอินเดีย มีการส่งออกขยายตัวไปไกล ขณะนี้ก็อยู่ประมาณ 700,000 ตันแล้ว เอกวาดอร์ มีการส่งออกกุ้งไป 400,000 กว่าตัน ขณะที่การส่งออกไทยอยู่อันดับ 5 ของประเทศผู้ส่งออกทั่วโลก โดยมีปริมาณการส่งออกกุ้งอยู่ที่ 250,000 ตัน
Q : ความคืบหน้าในการร้องขอนำเข้า
ตอนนี้รอกรมประมงร่างระเบียบอยู่ว่าจะมีการนำเข้าอย่างไร สมาคมมีการประสานงานเรื่องนี้อยู่ตลอดเวลา แต่ต้องเข้าใจก่อนว่าการนำเข้าครั้งนี้ ไม่ได้นำเข้ามาเพื่อทดแทนกุ้งไทยแต่อย่างไร วันนี้การแปรรูปสินค้ากุ้งสด กุ้งดิบ เราจำเป็นต้องใช้ของสดของไทยเป็นหลัก
ในส่วนที่นำเข้ามานั้นเพื่อเป็นการสำรองเวลาที่กุ้งภายในประเทศไม่มี หรือว่านำมาแปรรูปเป็นสินค้าอย่างอื่น เพื่อเพิ่มมูลค่าของสินค้าส่งออก เช่น การทอด หรืออีกหลายรูปแบบ
Q : ความกังวลปัญหาโรคกุ้งนำเข้า
ตามกฎหมายไม่มีสิทธิ์ที่จะห้ามนำเข้ากุ้งจากอินเดีย และทางองค์การการค้าโลก WTO ก็คงไม่ยอมหากไทยห้ามนำเข้า ส่วนกรณีที่ห้ามนำเข้ากุ้งจากอินโดนีเซียนั้นห้ามมานานแล้ว เนื่องจากปัญหาเรื่องของโรคกุ้ง 5 โรค อีกทั้งเราใช้ทะเลเดียวกัน อันนี้ก็น่ากลัวจริง ๆ
แต่อินเดียนั้นห้ามไม่ได้เลย แม้ว่าปีที่ผ่านมา กรมประมงได้รับทราบข่าวถึงปัญหาเรื่องของโรคกุ้งเพิ่มขึ้นมาอีกโรคหนึ่ง จึงมีการระงับการนำเข้าชั่วคราว
Q : มีวิธีการสร้างความมั่นใจในการนำเข้า
ระเบียบของการนำเข้าจะต้องมีใบรับรองการตรวจสอบโรคกุ้งและสารตกค้างมาก่อน ต้องรู้ที่มาของพื้นที่นำเข้าด้วย ซึ่งผู้นำเข้าก็จะต้องพิจารณาแหล่งที่มาของการนำเข้าก่อนที่จะไปหารือกับกรมประมง และเมื่อนำเข้ามาแล้ว ทางกรมประมงมีสิทธิ์ที่จะตรวจสอบสินค้าที่มีการนำเข้ามาทุกตู้ ขั้นตอนทุกอย่างอยู่ในระเบียบ หากปฏิบัติตามขั้นตอนก็สามารถนำเข้าได้
Q : นำเข้า 50,000 ตันเพียงพอหรือ
ปริมาณที่ขออนุญาตนำเข้าลอตดังกล่าว เป็นการขอในกลุ่มกุ้งที่มีการหักหัวแล้ว 50,000 ตัน เท่ากับเป็นกุ้งที่มีหัวปริมาณ 80,000 ตัน แสดงให้เห็นว่าเรามีการนำเข้าโดยแยกจากกุ้งไทยชัดเจน เนื่องจากเป็นการขอนำเข้าเพื่อมาแปรรูปเป็นอย่างอื่นสำรองไว้เมื่อวัตถุดิบในประเทศไม่มี ทั้งนี้ ไทยเองมีผลผลิตออกน้อยมาก ใน 1 ปีมีช่วงผลผลิตกุ้งออกมาเป็นวัตถุดิบสำหรับใช้ผลิตสินค้าอยู่เพียง 4 เดือน แต่เมื่อดูความเป็นจริงแล้ว ไทยมีผลผลิตกุ้งออกเพียง 2 เดือนเท่านั้นที่สามารถนำมาผลิตได้จริง ๆ ที่เหลืออีก 8-10 เดือนไม่มีวัตถุดิบ แต่ต้นทุนค่าแรง ค่าไฟ ยังต้องจ่าย
Q : เงื่อนไขและการจัดสรรวัตถุดิบ
ไม่ต้องจัดสรร เพียงมาคุยกัน และทางสมาคมให้สมาชิกแจ้งมาที่สมาคม เพื่อดูตัวเลขที่ชัดเจนในการขอนำเข้าไม่ให้เกิดปัญหา ส่วนการกำหนดเงื่อนไขการนำเข้ามองว่าไม่มีประโยชน์ เพราะการทำกุ้งดิบ กุ้งสด ต้องใช้วัตถุดิบในประเทศ และมองว่าใช้ไม่ได้ ไม่มีสิทธิ์ที่จะนำเข้ากุ้งในปริมาณเท่านี้ และรับซื้อกุ้งภายในประเทศเท่านี้ กฎหมายก็ไม่มีสิทธิ์ในการดำเนินการอย่างนั้น หากจะดำเนินการได้จริง กุ้งจะต้องเป็นสินค้าที่ควบคุมก่อน ทั้งนี้ ผู้เลี้ยงส่วนใหญ่เข้าใจในเรื่องของการนำเข้าอยู่แล้ว เพียงรอความชัดเจนจากกรมประมง
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องทำ คือ ทั้งห่วงโซ่อุตสาหกรรมนี้พิการ จำเป็นต้องหารือกับรัฐเพื่อยกเครื่องทั้งห่วงโซ่การผลิตเลย สินค้าประมงทุกประเภทมีปัญหาด้านวัตถุดิบ เช่น ปูเทียมที่กินกันตอนนี้ มากกว่าครึ่งเป็นการนำเข้า เนื่องจากวัตถุดิบไม่เพียงพอ ปลาหมึกก็ยังมีการนำเข้า
Q : การยกเครื่องซัพพลายเชน
ขณะนี้ผู้ส่งออกได้หารือร่วมกับกรมประมงในการแก้ไขปัญหา แต่จะให้แก้ไขปัญหาในทันทีก็คงเป็นไปไม่ได้ การแก้ไขนั้นอาจต้องเป็นระบบ และดูทั้งระบบ ต้องดึงทั้งห่วงโซ่เข้ามาประชุมระดมความคิดในปัจจัยปัญหาที่เกิดขึ้น และให้รัฐบาลเป็นผู้ดำเนินการหลัก คาดว่าจะมีการประชุมหารือหลังสงกรานต์นี้
สิ่งแรกเลย เราต้องมีความสามัคคีกันก่อน มองในทิศทางเดียวกันว่าตอนนี้มีปัญหา เพื่อหาทางออกร่วมกัน และส่วนของภาครัฐต้องช่วยเหลืออะไรบ้าง แนวทางจะเป็นการแก้ไขปัญหาในระยะยาว ไม่ใช่เพียงระยะสั้น ส่วนจะนำกฎหมายเข้ามาช่วยหรือไม่ เห็นว่าอาจจะยังไม่ต้อง ส่วนตอนนี้ก็ต้องการความร่วมมือจากทุกฝ่าย
Q : เป้าหมายการส่งออกในปีนี้
ยังคาดการณ์ติดลบ เนื่องจากปัจจัยหลายด้าน อีกทั้งมูลค่าก็ลดลง (ในช่วง 2 เดือนแรก ไทยส่งออกกุ้งแช่เย็นแช่แข็งได้ 102 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 1.9% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน) แม้การส่งออกในปริมาณเท่าเดิม แต่มูลค่าก็ลดลง 10% จากค่าเงินบาท วัตถุดิบก็ลดลง แต่หากมีการนำเข้าก็ต้องดูปริมาณการนำเข้าด้วย ถึงจะมองภาพการขยายตัวการส่งออกเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ไทยควรเดินหน้าเตรียมความพร้อมในการเจรจาการค้า ทั้งความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (11 ประเทศ) หรือ CPTPP หรือแม้แต่เอฟทีเอไทย-อียู
ซึ่งทางอียูยังรอให้ไทยมีการเลือกตั้งจึงจะเดินหน้าเจรจาได้
Q : การแก้ไขปัญหาเรื่องไอยูยู
การที่คณะกรรมาธิการสหภาพยุโรปเดินทางมาตรวจสอบความคืบหน้าในการแก้ไขปัญหาการทำประมงผิดกฎหมาย (IUU) ช่วง 4-15 เม.ย.นี้ เป็นส่วนของภาครัฐไม่ใช่เอกชน ภาคเอกชนเชื่อมั่นในการทำงานของภาครัฐที่ผ่านมาจะส่งผลให้ไทยถูกปรับดีขึ้น ยกเว้นหากมีเงื่อนไขพิเศษบางอย่างที่ไม่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหา อย่างไรก็ตาม หากในปีนี้ไทยได้ใบเหลืองต่อก็ไม่เป็นไร ไม่ได้มีผลกระทบ ไทยยังส่งออกไปได้