เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
Biz Movement เนเน่ฟัง “เนเน่นายแน่มาก” แล้วน้ำตาไหล เผยพรีเซนเตอร์ 10 ตัวไม่เกินจริง
ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
News ทรงห่วงใย ถุงยังชีพพระราชทานถึงมือผู้ประสบอุทกภัยอีก 200 ชุด
หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
Economic หนทางไกล ‘ประเทศรายได้สูง’ แผน 14 สร้าง ‘บุญใหม่’ เศรษฐกิจไทย
ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
การศึกษา ไทย-ญี่ปุ่น จับมือหา New Engine of Growth นอกรอบ STS forum
เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
SD Talk เลิกดับไฟรายวัน หันมาแก้ปัญหาที่ต้นตอ
‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
Biz Movement ‘ไทยเบฟ’ โชว์ศิลปะเยาวชนสู่สายตานานาชาติ-ประชุม IMF
14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
SD 14 องค์กรธุรกิจ ร่วมใจช่วยผู้ประสบภัยน้ำท่วม
Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
Economic Infineon ปักหมุดไทย เป็นฐานใหญ่ผลิตชิปป้อนโลก
วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
Columns วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
Biz Movement เอกชนจัดแห่ใหญ่ ประชาชนสู้แดดรอต้อนรับ “เนเน่ นายแน่มาก”
ดูทั้งหมด

ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า นักลงทุนคาดเฟดยุติวงจรการขึ้นดอกเบี้ย

24 พ.ย. 2566 | 22:26น.
ดอลลาร์สหรัฐแข็งค่า

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพรายงานว่า ภาวะการณ์เคลื่อนไหวของตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันที่ 20-24 พฤศจิกายน ค่าเงินบาทเปิดตลาดวันจันทร์ (20/11) ที่ระดับ 35.15/17 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าขึ้นจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/11) ที่ระดับ 35.03/05 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ค่าเงินบาทยังคงเคลื่อนไหวในกรอบ โดยกระทรวงพาณิชย์สหรัฐเปิดเผยว่า

ตัวเลขดังกล่าวปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.9% สู่ระดับ 1.372 ล้านยูนิต สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 1.350 ล้านยูนิต ส่วนการอนุญาตก่อสร้างบ้านเพิ่มขึ้น 1.1% สู่ระดับ 1.487 ล้านยูนิต นอกจากนี้ในวันอังคาร (21/11) ธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 31 ต.ค.-1 พ.ย. โดยระบุว่า กรมการเฟดมีความเห็นตรงกันว่าเฟดควรจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง และอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหากข้อมูลทางเศรษฐกิจในอนาคตบ่งชี้ว่าภารกิจการควบคุมเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อจะชะลอตัว แต่ยังคงสูงเกินเป้าหมายที่ระดับ 2% อย่างมาก

ดังนั้นจึงจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเงินเฟ้อจะลดลงอย่างชัดเจน และในรายงานการประชุมไม่มีการส่งสัญญาณถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างที่นักลงทุนส่วนมากได้คาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยกว่า 1% โดยล่าสุด FedWatch Tool ของ CME Group บ่งชี้ว่า นักลงทุนคาดว่าเฟดจะคงอัตราดอกเบี้ยที่ระดับ 5.25-5.50% ในกรประชุมเดือน ธ.ค. 2566, ม.ค. 2567 และ มี.ค. 2567 ก่อนที่จะปรับลดอัตราดอกเบี้ย 0.25% สู่ระดับ 5.00-5.25% ในการประชุมเดือน พ.ค. 2567 นอกจากนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า

ยอดขายบ้านมือสองลดลง 4.1% สู่ระดับ 3.79 ล้านยูนิตในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 5 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.90 ล้านยูนิต ต่อมาในช่วงคืนวันพุธ (22/11) กระทรวงแรงงานสหรัฐ เปิดเผยตัวเลขผู้ขอสวัสดิการว่างงานครั้งแรกโดยปรับตัวลดลง 24,000 รายสู่ระดับ 209,000 ราย

ซึ่งเป็นระดับต่ำสุดในรอบ 5 สัปดาห์ ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยมหาวิทยาลัยมิชิแกนปรับตัวลดลงสู่ระดับ 51.3 จุดในเดือน พ.ย. ต่ำกว่าระดับคาดการณ์ที่ 63.7 จุด และจากระดับ 63.8 จุดในเดือน ต.ค. โดยดัชนีดังกล่าวปรับตัวลดลงจากการพุ่งขึ้นอย่างต่อเนื่องของอัตราดอกเบี้ยสหรัฐ ที่กดดันภาพรวมเศรษฐกิจ และสถานการณ์ด้านภูมิรัฐศาสตร์และความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

สำหรับปัจจัยในประเทศ ในวันจันทร์ (20/11) สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาสที่ 3/2566 ขยายตัว 1.5% ชะลอลงจาก 1.8% ในไตรมาสที่ 2/2566 ปัจจัยหลักมาจากการส่งออกรวมที่ชะลอตัวลง ในส่วนของภาคบริการขยายตัวตามจำนวนนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เพิ่มขึ้น

ขณะที่การใช้จ่ายภาครัฐลดลงต่อเนื่องตามการลดลงของการใช้จ่ายด้านสาธารณสุขที่เกี่ยวข้องกับโรค Covid-19 สำหรับการอุปโภคบริโภคของครัวเรือนและการลงทุนของภาคเอกชนยังคงขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งนี้ สศช.คาดการณ์ว่า เศรษฐกิจไทยในปี 2566 จะขยายตัวได้ประมาณ 2.5% ต่อเนื่องจากที่ขยายตัวได้ 2.5% ในขณะที่ปี 2567 คาดว่าจะขยายตัวได้ 2.7-3.7% ทั้งนี้การขยายตัวดังกล่าว ยังไม่ได้รวมผลจากนโยบายดิจิทัลวอลเล็ต 1 หมื่นบาทของรัฐบาล

เนื่องจากต้องรอคำวินิจฉัยจากคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนทั้งแหล่งเงินทุนสำหรับโครงการ ตลอดจนความชัดเจนในประเด็นอื่น ๆ อาทิ รูปแบบกรใช้จ่าย

โดยขณะนี้คณะกรรมการกฤษฎีกากำลังอยู่ระหว่างการพิจารณาตีความร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) กู้เงิน นอกจากนี้นายเศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) มีการเปิดเผยว่า สิ่งจำเป็นและสำคัญของประเทศไทย คือ resilience ที่เป็นเรื่องความทนทาน และความยืดหยุ่น ที่เศรษฐกิจไทยเมื่อล้มได้ แต่ต้องลุกเร็ว

ซึ่งคงหนีไม่พ้นเรื่องเสถียรภาพ การมีกันชนต่าง ๆ เพื่อสร้างความเข้มแข็งทั้งฐานะการเงินเอกชน ครัวเรือนและภาครัฐ การมีพื้นที่ทำนโยบาย หรือ Policy Space ทางด้านการเงินการคลัง การมีทางเลือกและต้องสร้างการเติบโตทางเทคโนโลยีแบบใหม่ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์นี้ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.025-35.515 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/11) ที่ระดับ 35.48/50 บาท/ดอลลาร์

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดวันจันทร์ (20/11) ที่ระดับ 1.0910/14 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับเปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/11) ที่ระดับ 1.0865/69 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยในช่วงต้นสัปดาห์ ค่าเงินยูโรแข็งค่าแตะระดับสูงสุดในรอบ 3 เดือน

โดยได้แรงหนุนจากการที่นักลงทุนคาดว่า ธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) จะยังคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับสูงเป็นเวลานานกว่าเฟด โดยนายฟรองซัวส์ วิลเลอรอย สมาชิกสภาบริหารธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า อัตราดอกเบี้ยของอีซีบีแตะระดับที่มีเสถียรภาพแล้ว ซึ่งอาจจะอยู่ที่ระดับดังกล่าวต่อไปในช่วง 2-3 ไตรมาสข้างหน้า ซึ่งเป็นการระบุว่า ยังเร็วเกินไปที่จะกล่าวถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของอีซีบี นอกจากนี้ คริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะเริ่มประกาศชัยชนะในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงมากเกินคาดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือน ต.ค. ออกมาอยู่ที่ระดับ 2.9% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับสูงสุดที่ระดับ 10.6% ในเดือน ต.ค. ปีก่อนหน้า ทำให้ตลาดคาดว่าการดำเนินการต่อไปของอีซีบีก็คือการลดอัตราดอกเบี้ย และอาจจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย. คริสติน ลาการ์ด จึงเน้นย้ำว่าไม่ควรใช้เพียงข้อมูลในระยะสั้นตัดสินว่าเงินเฟ้อมีการชะลอตัวกลับสู่กรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญในช่วงสัปดาห์ ได้แก่ ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคการผลิตและภาคการบริการประจำเดือน พ.ย. ซึ่งออกมาสูงกว่าระดับคาดการณ์ โดยตัวเลขประมาณการณ์ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของเยอรมนีออกมาที่ระดับ 42.3 จุด สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ 411 จุด

ขณะที่ตัวเลขประมาณการดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อภาคการผลิตของสหภาพยุโรปออกมาที่ระดับ 43.8 จุด สูงกว่าระดับคาดการณ์ที่ระดับ 43.3 จุด โดยตัวเลขดังกล่าวสะท้อนให้เห็นถึงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในสหภาพยุโรป ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0850-1.0964 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/11) ที่ระดับ 1.0917/19 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดในวันจันทร์ (20/11) ที่ระดับ 149.38/41 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันศุกร์ (17/11) ที่ 149.43/46 เยน/0ดอลลาร์สหรัฐ ทั้งนี้ นายคาซูโอะ อูเอดะ ผู้ว่าการธนาคารกลางญี่ปุ่น มีการแถลงต่อรัฐสภาเมื่อวันศุกร์ (17/11) ว่า ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) จะยังคงดำเนินนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเป็นพิเศษ (Ultra-loose Policy) จนกว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายเงินเฟ้อที่ระดับ 2% ได้อย่างยั่งยืน

โดยแม้ว่าปัจจุบันเงินเฟ้อมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง แต่การเพิ่มขึ้นดังกล่าวมาจากการเพิ่มขึ้นของราคาสินค้าและบริการที่สูงขึ้นตามการเติบโตของค่าจ้าง ไม่ใช่การฟื้นตัวของอุปสงค์การใช้จ่ายภายในประเทศ โดยคนญี่ปุ่นยังคงมีแนวโน้มรัดเข็มขัดค่าใช้จ่าย และฝากเงินในธนาคารมากขึ้น นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ไตรมาส 3/2566 ยังหดตัวที่ 2.1% เมื่อเทียบเป็นรายปี ถือเป็นการหดตัวครั้งแรกในรอบ 3 ไตรมาส และหดตัวมากกว่าที่นักเศรษฐศาสตร์คาดไว้ว่าจะติดลบเพียง 0.6% โดยรัฐบาลญี่ปุ่นมีการปรับลดมุมมองของเศรษฐกิจในเดือน พ.ย. เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน เนื่องจากอุปสงค์ที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค นอกจากนี้เจ้าหน้าที่ยังได้ปรับลดมุมมองเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564 โดยระบุว่า อัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ทั้งนี้รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงฟื้นตัวในระยะปานกลางต่อไป แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยง อาทิ ปัจจัยเสี่ยงจากการคุมเข้มนโยบายการเงินทั่วโลก และเศรษฐกิจจีน และจำเป็นต้องให้ความสนใจใกล้ชิดกับราคาที่เพิ่มขึ้น สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมทั้งความผันผวนของตลาดการเงิน ในช่วงปลายสัปดาห์ (24/11) รัฐบาลญี่ปุ่นเปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้บริโภคพื้นฐาน (core CPI) ซึ่งเป็นมาตรวัดเงินเฟ้อที่ไม่นับรวมราคาในหมวดอาหารพุ่งขึ้น 2.9% ในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบเป็นรายปี

โดยเงินเฟ้อของญี่ปุ่นอยู่สูงกว่าเป้าหมายที่ระดับ 2% ของธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) ติดต่อกันเป็นเดือนที่ 19 ส่วนดัชนี Core CPI ซึ่งไม่รวมทั้งราคาเชื้อเพลิงและราคาอาหารสด เพิ่มขึ้น 4% ในเดือน ต.ค. ซึ่งเป็นสัญญาณบ่งชี้ว่าญี่ปุ่นยังคงเผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อ ทั้งนี้ระหว่างสัปดาห์ค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 147.14-149.99 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดในวันศุกร์ (24/11) ที่ระดับ 149.50/53 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ดอลลาร์สหรัฐ