ดอลลาร์ฟื้นตัวต่อเนื่อง หลังแตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือน

ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่า
ภาพ : pixabay

ดอลลาร์สหรัฐฟื้นตัวต่อเนื่อง แตะระดับต่ำสุดในรอบเกือบ 3 เดือน หลังธนาคารกลางสหรัฐ เปิดเผยรายงานการประชุมวันที่ 21 ต.ค.-1 พ.ย. และไม่มีการส่งสัญญาณถึงการปรับลดดอกเบี้ยอย่างที่นักลงทุนคาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีการลดดอกเบี้ยกว่า 1%

วันที่ 2 พฤศจิกายน 2566 ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพุธที่ 22 พฤศจิกายน 2566 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/11) ที่ระดับ 35.15/16 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ แข็งค่าขึ้นเล็กน้อยจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (21/11) ที่ระดับ 35.22/23 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

โดยธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) เปิดเผยรายงานการประชุมประจำวันที่ 21 ต.ค.-1 พ.ย. โดยระบุว่า กรรมการเฟดมีความเห็นตรงกันว่าเฟดควรจะดำเนินนโยบายการเงินอย่างระมัดระวัง และอาจจะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยอีกหากข้อมูลทางเศรษฐกิจในอนาคตบ่งชี้ว่าภารกิจการควบคุมเงินเฟ้อไม่เป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งปัจจุบันถึงแม้ว่าอัตราเงินฟ้อจะชะลอตัว แต่ยังคงสูงเกินเป้าหมายที่ระดับ 2% อย่างมาก ดังนั้นจึงจำเป็นที่ธนาคารกลางสหรัฐต้องดำเนินนโยบายเข้มงวดต่อไปอีกระยะหนึ่งจนกว่าเงินเฟ้อจะลดลงอย่างชัดเจน

และในรายงานการประชุมไม่มีการส่งสัญญาณถึงการปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างที่นักลงทุนส่วนมากได้คาดการณ์ว่าในปีหน้าจะมีการลดอัตราดอกเบี้ยกว่า 1%

นอกจากนี้ สมาคมนายหน้าอสังหาริมทรัพย์แห่งชาติของสหรัฐ (NAR) เปิดเผยว่า ยอดขายบ้านมือสองลดลง 4.1% สู่ระดับ 3.79 ล้านยูนิตในเดือน ต.ค. เมื่อเทียบรายเดือน ซึ่งเป็นการปรับตัวลงติดต่อกันเดือนที่ 5 และต่ำกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ที่ระดับ 3.90 ล้านยูนิต

สำหรับปัจจัยในภูมิภาค สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานว่า คณะที่ปรึกษารัฐบาลจีนจะเสนอเป้าหมายการขยายตัวทางเศรษฐกิจสำหรับปีหน้าในกรอบ 4.5-5.5% ต่อที่ประชุมงานเศรษฐกิจส่วนกลางประจำปีของพรรคคอมมิวนิสต์ในเดือนหน้า โดยมุ่งเน้นไปยังมาตรการฟื้นฟูตลาดแรงงาน และทำให้เกิดการพัฒนาในระยะยาวอย่างยั่งยืน

ซึ่งการจะบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้นั้น รัฐบาลจำเป็นจะต้องออกมาตรการกระตุ้นด้านการคลังผ่านการขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน อย่างไรก็ตาม มาตรการกระตุ้นด้านการเงินอาจเผชิญกับบทบาทจำกัดมากขึ้น เนื่องจากธนาคารกลางจีนยังคงวิตกว่า ส่วนต่างของอัตราดอกเบี้ยกับชาติตะวันตกอาจจะทำให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอีก และส่งผลกระทบให้เกิดเงินทุนไหลออก

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ระหว่างวันค่าเงินบาทเคลื่อนไหวในทิศทางอ่อนค่าตามสกุลเงินอื่นในภูมิภาค ท่ามกลางกระแสเงินทุนไหลเข้าจากนักลงทุนต่างชาติในตลาดพันธบัตรกว่า 6,786 ล้านบาท โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพันธบัตรระยะยาวที่มีการซื้อสุทธิกว่า 10,595 ล้านบาท ทั้งนี้ ค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 35.16-35.28บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 35.22/24 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับความเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโร เปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/11) ที่ระดับ 1.0919/21 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (21/11) ที่ระดับ 1.0942/44 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร โดยคริสติน ลาการ์ด ประธานธนาคารกลางยุโรป (อีซีบี) กล่าวว่า ยังเร็วเกินไปที่จะเริ่มประกาศชัยชนะในการต่อสู้กับเงินเฟ้อ ถึงแม้ว่าอัตราเงินเฟ้อลดลงมากเกินคาดในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา

โดยดัชนีราคาผู้บริโภคประจำเดือน ต.ค. ออกมาอยู่ที่ระดับ 2.9% เมื่อเทียบรายปี ลดลงจากระดับสูงสุดที่ระดับ 10.6% ในเดือน ต.ค.ปีก่อนหน้า ทำให้ตลาดคาดว่าการดำเนินการต่อไปของอีซีบีก็คือการลดอัตราดอกเบี้ย และอาจจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย.

คริสติน ลาการ์ด จึงเน้นย้ำว่าไม่ควรใช้เพียงช้อมูลในระยะสั้นตัดสินว่าเงินเฟ้อมีการชะลอตัวกลับสู่กรอบเป้าหมายอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.0880-1.0919 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.0891/93 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (22/11) ที่ระดับ 148.23/26 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันอังคาร (21/11) ที่ 147.77/79 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ โดยรัฐบาลญี่ปุ่นปรับลดมุมมองของเศรษฐกิจในเดือน พ.ย.เป็นครั้งแรกในรอบ 10 เดือน เนื่องจากอุปสงส์ที่อ่อนแอส่งผลกระทบต่อการใช้จ่ายของผู้บริโภค นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ยังได้ปรับลดมุมมองเกี่ยวกับการใช้จ่ายด้านทุนเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน ธ.ค. 2564 โดยระบุว่า อัตราการฟื้นตัวของเศรษฐกิจชะลอตัวลง

ซึ่งการประเมินล่าสุดของสำนักงานคณะรัฐมนตรีมีขึ้นภายหลังการเปิดเผยข้อมูลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาว่า เศรษฐกิจญี่ปุ่นหดตัวในไตรมาส 3/2566 เป็นครั้งแรกในรอบสามไตรมาส ทั้งนี้ รัฐบาลคาดว่าเศรษฐกิจจะยังคงฟื้นตัวในระยะปานกลางต่อไป แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยง อาทิ ปัจจัยเสี่ยงจากการคุมเข้มนโยบายการเงินทั่วโลก และเศรษฐกิจจีน และจำเป็นต้องให้ความสนใจใกล้ชิดกับราคาที่เพิ่มขึ้น, สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมทั้งความผันผวนของตลาดการเงิน

ทั้งนี้ ระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 148.27-149.31 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 149.23/25 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

ข้อมูลเศรษฐกิจที่สำคัญในสัปดาห์นี้ ได้แก่ จำนวนผู้ยื่นขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์ของสหรัฐ (22/11), รายงานดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคฉบับปรับปรุง (Rcviscd Consumer Sentiment Index) ประจำเดือน พ.ย.จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน (22/11), ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อทั้งภาคการผลิตและภาคบริการประจำเดือน พ.ย.ของประเทศฝรั่งเศส, เยอรมัน, อังกฤษ, ยูโรโซน (22/11) และสหรัฐ (23/11)


สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -9.20/-9.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -7.50/-6.00 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ