บอร์ด EEC เห็นชอบเปิดทางเอกชนร่วมลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและสาธารณูปโภคในโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ (EECiti) มูลค่า 72,000 ล้านบาท ผ่าน PPP EEC Track เตรียมเปิดประมูลต้นปี 2570 พร้อมเห็นชอบมาตรการเร่งสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก ทั้งวีซ่าพิเศษ สิทธิประโยชน์ภาษี และเขตการค้าเสรี หวังเร่งดึงเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่พื้นที่ EEC
นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ในฐานะประธานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (กพอ.) เปิดเผยภายหลังการประชุม กพอ. ครั้งที่ 2/2569 เมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2569 ว่า ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการพัฒนาโครงการศูนย์ธุรกิจ EEC และเมืองใหม่น่าอยู่อัจฉริยะ หรือ EECiti ซึ่งปัจจุบันมีพื้นที่พร้อมพัฒนาแล้วประมาณ 6,168 ไร่ หลังจากดำเนินการจ่ายค่าชดเชยแก่ผู้มีสิทธิใช้ประโยชน์ที่ดินแล้ว
สำหรับความคืบหน้าที่สำคัญ ได้แก่ การเตรียมจัดตั้งพื้นที่เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษระยะแรก การออกแบบผังพัฒนาเมือง การศึกษาโครงการร่วมลงทุน รวมถึงการเตรียมระบบสาธารณูปโภคหลักทั้งด้านน้ำ ไฟฟ้า ถนน และการจัดเตรียมพื้นที่รองรับโครงการแลนด์มาร์กสำคัญในอนาคต
หนึ่งในไฮไลต์สำคัญคือ การผลักดันพื้นที่ให้เป็นศูนย์กลางกีฬาและการท่องเที่ยวระดับนานาชาติ โดย กพอ.ได้มอบหมายให้การกีฬาแห่งประเทศไทย (กกท.) และสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ.) ร่วมกันพัฒนาโครงการศูนย์กีฬานานาชาติมาตรฐานโลก และศูนย์สันทนาการระดับโลก (World Class Entertainment & Leisure Hub) ในรูปแบบการร่วมลงทุนระหว่างภาครัฐและเอกชน หรือ PPP
นอกจากนี้ ที่ประชุมยังเห็นชอบให้โครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคส่วนกลางภายใน EECiti ดำเนินการภายใต้กระบวนการ PPP EEC Track เพื่อเปิดทางให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานรวม 10 ระบบ มูลค่าการลงทุนประมาณ 72,042 ล้านบาท โครงการดังกล่าวครอบคลุมระบบสำคัญทั้งระบบไฟฟ้าและพลังงานสะอาด ระบบน้ำประปา ระบบบริหารจัดการน้ำ ระบบกำจัดขยะ พื้นที่สีเขียว และภูมิทัศน์ส่วนกลาง ตลอดจนโครงสร้างพื้นฐานรองรับการพัฒนาเมืองอัจฉริยะในอนาคต
ทั้งนี้ สกพอ.จะดำเนินการจัด Market Sounding เพื่อรับฟังความคิดเห็นและทดสอบความสนใจจากภาคเอกชน ก่อนเสนอขออนุมัติโครงการ PPP อย่างเป็นทางการอีกครั้ง โดยคาดว่าจะสามารถประกาศเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุนได้ในช่วงต้นปี 2570 และเริ่มกระบวนการคัดเลือกเอกชน รวมถึงการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานบางส่วนได้ภายในปี 2571

อีกประเด็นสำคัญ ที่ประชุมเห็นชอบการปรับขอบเขตพื้นที่โครงการ EECiti เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดสรรแปลงพัฒนาและการบริหารจัดการพื้นที่ให้เหมาะสมกับการก่อสร้างและบำรุงรักษาในอนาคต รวมถึงเพิ่มศักยภาพในการดึงดูดการลงทุน โดยจะเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาทบทวนมติเดิมเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ที่ดิน ส.ป.ก. จากเดิม 14,619 ไร่ เป็น 14,586 ไร่
ขณะเดียวกัน กพอ.ยังเร่งเดินหน้าโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออก (EECa) ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งโครงการยุทธศาสตร์สำคัญของ EEC โดยที่ประชุมเห็นชอบมาตรการสนับสนุนเพิ่มเติมเพื่อเร่งให้โครงการสามารถเริ่มดำเนินการได้เร็วขึ้น
มาตรการดังกล่าวครอบคลุมทั้งการอนุญาตให้ชาวต่างชาติเข้ามาอยู่อาศัยเพื่อทำงานหรือประกอบธุรกิจในพื้นที่ การลดภาษีเงินได้นิติบุคคลสำหรับสายการบินต่างประเทศที่ใช้สนามบินอู่ตะเภา การลดค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนเช่าและโอนอสังหาริมทรัพย์ ตลอดจนการจัดทำ EECa Visa เพื่อรองรับผู้พำนักในโครงการ
นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดจัดตั้งเขตประกอบการค้าเสรี หรือ Free Trade Zone ภายในพื้นที่ เพื่อยกเว้นภาษีอากรสำหรับการอุปโภคบริโภคและการประกอบกิจการ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของโครงการเมืองการบินภาคตะวันออกในระดับภูมิภาค
กพอ.ได้มอบหมายให้ สกพอ.นำมาตรการสนับสนุนทั้งหมดเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติ พร้อมเร่งประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องผลักดันกฎหมายรองรับให้มีผลบังคับใช้โดยเร็ว
ซึ่งการประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของภาครัฐในการเร่งขับเคลื่อน 2 เมกะโปรเจ็กต์สำคัญของ EEC ได้แก่ EECiti และ EECa หลังจากหลายโครงการเผชิญความล่าช้าในช่วงที่ผ่านมา โดยเฉพาะ EECiti ที่กำลังถูกวางบทบาทให้เป็นเมืองใหม่แห่งอนาคตรองรับการลงทุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง ธุรกิจบริการสมัยใหม่ และกิจกรรมระดับนานาชาติ ขณะที่เมืองการบินอู่ตะเภาจะเป็นประตูเศรษฐกิจใหม่ของภูมิภาคเชื่อมโยงการบิน โลจิสติกส์ และการท่องเที่ยวเข้าสู่พื้นที่ EEC ในระยะยาว