Digital Education ส่อง ตปท.ย้อนมองการศึกษาไทย
เพราะความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอิทธิพลของโลกไร้พรมแดน ส่งผลทำให้เกิดการปรับแบบการเรียนการสอน และองค์ความรู้ต่าง ๆ ในสถาบันการศึกษา เพื่อให้ทันกับโลกยุคปัจจุบัน
ผลเช่นนี้ จึงทำให้บริษัท เจเนซิส มีเดียคอม จำกัด ผู้ให้บริการโซลูชั่น นวัตกรรมการศึกษาดิจิทัล อุปกรณ์ด้านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ โปรแกรม และซอฟต์แวร์ในระบบการเรียนการสอนทุกช่วงวัย ตั้งแต่กลุ่มเด็กเล็กจนถึงระดับอุดมศึกษา ทั้งยังครอบคลุมกลุ่มครูอาจารย์ที่มองเห็นความเปลี่ยนแปลงดังกล่าว ได้จัดงานเสวนา “การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ด้วยระบบดิจิทัล : สร้างคน สร้างชาติ เพื่อศักยภาพไทยสู่สากล (21st Century Education with Digital : National Human Development for Global Competency)” ซึ่งถือเป็นหนึ่งกิจกรรมของแคมเปญ Ignite Thailand ED/HRD
เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับการใช้ระบบดิจิทัลในการบริหารสถานศึกษา องค์กรภาครัฐและเอกชน ให้มีวิสัยทัศน์เล็งเห็นถึงความจำเป็นของการเสริมสร้าง และพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมุนษย์ โดยใช้ระบบดิจิทัลเป็นเครื่องมือ รวมถึงการให้ผู้สอนนำเครื่องมือไปใช้ผ่านระบบดิจิทัลสมัยใหม่ เพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน จนทำให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยผู้ปกครองสามารถเข้ามีส่วนร่วมในการพัฒนาบุตรหลานได้ ที่สำคัญ ยังเป็นการกระตุ้นให้ใช้ดิจิทัลในการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา ลดปัญหา และเพิ่มโอกาส
โดยส่วนของการเสวนาดังกล่าวมีวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิด้านการศึกษามาร่วมพูดคุยหลากหลายท่าน หนึ่งในนั้นคือ “ดร.มนธ์สินี กีรติไกรนนท์” Thailand Partner & Country Director Detecon Asia- Pacific Ltd. มาพูดคุยในหัวข้อ Digital Education on the Way to Thailand 4.0
เบื้องต้น “ดร.มนธ์สินี” กล่าวว่า จากการศึกษามีการนำ digital education มาใช้กับการเรียนการสอน โดยเฉพาะประเทศที่ประสบความสำเร็จทางด้านการศึกษาอย่างสิงคโปร์ และเกาหลี พบว่าปัจจัยสำคัญคือความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการเรียนรู้อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมทั้งนโยบายที่เอื้อให้เกิดการนำเอาดิจิทัลเข้ามาใช้ในการเรียนการสอน
“จากการวิเคราะห์ในส่วนของประเทศไทย โดยนำนโยบายไทยแลนด์ 4.0 มาเป็นแกนกลางพบว่าปัญหาหลัก ๆ คือปัจจัยการเข้าถึงเทคโนโลยีสารสนเทศ และเครือข่ายทางการศึกษา รวมถึงความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐานที่ตอบสนองความต้องการเรียนรู้ ซึ่งเมื่อเทียบกับประเทศที่มีนโยบาย digital education ทำให้เห็นว่า ประเทศเหล่านั้นมีการผลักดันให้ดิจิทัลก้าวไปถึงรูปแบบการเรียนรู้ ที่จะทำอย่างไรให้เหมาะสมกับการเรียน การสอน รวมถึงสอดคล้องกับลักษณะนิสัยของเด็ก เพื่อให้เด็กมีโอกาสเรียนรู้ทุกช่องทาง และหลากหลายรูปแบบ”
“สำหรับประเทศไทย เรื่องโครงสร้างพื้นฐานถือว่ามีแนวโน้มที่จะแก้ไขได้ เนื่องจากช่วงระยะเวลาผ่านมา ภาครัฐ ภาคเอกชน มีโครงการต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนเรื่องเหล่านี้ ทั้งโครงการอินเทอร์เน็ตประชารัฐ ที่เข้าถึงระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ดิจิทัลอย่างครอบคลุม หรือการรวมตัวของผู้ให้บริการทั้ง 3 เครือข่าย และอีก 2 รัฐวิสาหกิจ ที่มีการติดตั้งเสาสัญญาณให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ทั่วประเทศ ปัจจุบันมีมากกว่า 100,000 ต้น ตลอดจนการประมูลคลื่นสัญญาณความถี่ต่าง ๆ และความก้าวหน้าเทคโนโลยีที่ปัจจุบันกำลังจะเป็น 5G”
อย่างไรก็ตาม หากโฟกัสมายังระบบการศึกษาของไทยพบว่าปัญหาพื้นฐานหลัก ๆ คือการวัดผลการเรียนรู้ โดยเห็นได้จากคะแนน PISA (Programme for International Student Assessment) ที่วัดผลในทุก ๆ 3 ปี โดยคะแนน PISA ของไทยปี 2015 อยู่อันดับที่ 50 กว่าของโลก โดยคะแนนการสอบทั้ง 3 วิชา คือ วิทยาศาสตร์, คณิตศาสตร์ และทักษะการอ่านต่ำกว่าค่าเฉลี่ยทั้งหมด
ถ้าหากมองเรื่องสภาพแวดล้อม และโครงสร้างพื้นฐานทางด้านการศึกษาของไทยที่ยังมีปัญหาอยู่มากนั้น ทำให้การตอบโจทย์นโยบายไทยแลนด์ 4.0 โดยเฉพาะเป้าหมายด้านการศึกษาถือว่าเป็นเรื่องที่ห่างไกลพอสมควร
“เพราะเป้าหมายด้านการศึกษา ตามนโยบายไทยแลนด์ 4.0 คือ การติด 1 ใน 20 อันดับของการสอบ PISA และต้องมี 5 มหาวิทยาลัยของไทย ติด 100 อันดับแรกของโลก รวมถึงต้องมี 1 คนที่ได้รางวัลโนเบลด้านวิทยาศาสตร์ ในระยะเวลา 20 ปี แต่อย่างไรก็ตามหากย้อนกลับมาดูงบการวิจัย และพัฒนาของประเทศไทย ถือว่าต่ำมาก ๆ มีไม่ถึง 1% ของจีดีพี”
“สุดท้ายคือการมุ่งพัฒนาทักษะด้านต่าง ๆ ทั้งดิจิทัล ไอซีที อินฟอร์เมชั่น และมีเดียของคนในประเทศ ซึ่งข้อนี้ถือว่าเป็นไปได้มากที่สุด และที่ผ่านมาทักษะต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นถือว่ามาจากภายนอก ไม่ได้มาจากระบบการศึกษา แต่เมื่อโลกเปลี่ยนไป เราจะทำอย่างไรที่จะปูพื้นฐานทักษะเหล่านี้ให้กับคนในประเทศ ตั้งแต่เล็กจนโต ตรงนี้จึงเป็นคำถามสำคัญ”
“ดร.มนธ์สินี” กล่าวเพิ่มเติมว่าด้วยความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทั้ง 5G, IoT(internet of things),ระบบ cloud ที่เกิดขึ้น ประเทศไทยจะทำอย่างไรเพื่อนำเทคโนโลยีเหล่านี้มาเชื่อมโยงกับนโยบายการศึกษา และไทยแลนด์ 4.0
“อย่างเกาหลี ซึ่งเป็น 1 ใน 10 ประเทศ มีที่นโยบายทางด้านการศึกษาระดับโลก แต่กว่าเขาจะไปถึงตรงนั้นได้ต้องมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี มีเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา ที่สำคัญคืองบประมาณ เพราะรัฐบาลของเขาให้งบประมาณด้านศึกษา 5% ของจีดีพี เมื่อเทียบกับประเทศไทยเองถือว่าไม่ได้ห่างกันเยอะมาก เพราะงบประมาณด้านการศึกษาของไทยอยู่ที่ 3-4% ของจีดีพี”
“แต่หากดูจำนวนคอมพิวเตอร์ต่อนักเรียน 100 คน ในปัจจุบันเกาหลีอยู่ที่ 30 เครื่อง หรือคิดเป็น 1 ต่อ 3 แต่ในส่วนของประเทศไทยอยู่ 1 ต่อ 25 ทำให้เห็นว่างบประมาณด้านการศึกษาของไทย ไม่ได้ให้ความสำคัญกับระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ที่เป็นระดับการใช้งานจริง ๆ”
“ขณะที่สิงคโปร์ ซึ่งมีแผนยุทธศาสตร์ทางด้านการศึกษา ฉบับที่ 3 ที่มุ่งเน้นเรื่องของ ICT in Education Master Plan ที่ส่งเสริมให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง โดยหาวิธีการใหม่ ๆ ประสบการณ์ใหม่ ๆ เข้ามาประกอบการเรียนการสอน ที่สำคัญจะลงรายละเอียดในเรื่องของการเรียนรู้มาก ทั้งยังเข้าถึงตรงโลกออนไลน์ที่พวกเขาสามารถเรียนรู้ตรงไหนก็ได้ หรือจะใช้อุปกรณ์แบบใดก็สามารถเรียนรู้ได้”
ถึงตรงนี้ “ดร.มนธ์สินี” บอกว่า ถ้าหากประเทศไทยต้องการทำเรื่องของ Digital Education ให้เกิดขึ้นจริง คิดว่านอกจากการจัดสรรงบประมาณที่เหมาะสมแล้ว สิ่งที่ต้องทำประกอบด้วย 3 เรื่องหลัก ๆ คือ
หนึ่ง โครงสร้างพื้นฐานหลักของประเทศ ทั้งเรื่องปริมาณของ bandwidth ของประเทศที่มีทั้งหมด และมาตรฐานระบบการศึกษาไทยที่เป็นระบบเปิด ตรงนี้จะทำให้โครงสร้างพื้นฐานมีประสิทธิภาพ
สอง โครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงโรงเรียน เดิมเรามีเรื่องการเรียนระบบทางไกลผ่านดาวเทียม แต่ยุคปัจจุบันต้องมีอะไรมากกว่านั้น ทั้งห้องเรียนที่เป็นคอมพิวเตอร์และแล็บ ชุดอุปกรณ์การเรียนการสอนที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ Digital Education ทั้งหมด
สาม โครงสร้างพื้นฐานที่เข้าถึงนักเรียน ครู และผู้ปกครอง ทั้งการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต การมีอุปกรณ์ส่วนตัวในการเข้าถึง และที่สำคัญต้องมีความทันสมัย และเข้าถึงระบบการศึกษาอย่างครอบคลุม โดยทั้ง 3 กลุ่มนี้ต้องเข้าถึง และมีส่วนร่วมซึ่งกันและกัน
“รูปแบบการจัดการศึกษาในปัจจุบันจึงต้องเปลี่ยนไป เนื่องจากเรามีเทคโนโลยีที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กมากขึ้น ที่สำคัญต้องสอนให้น้อย เรียนรู้ให้มาก(teach less learn more) ซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสการเรียนรู้ให้กับเด็กมากขึ้นด้วย”