เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

แบงก์กรุงศรีฯ กางแผนลุยธุรกิจรายย่อยในภูมิภาค ปักธงดันรายได้ 25% ภายใน 3 ปี

01 ก.พ. 2567 | 16:52น.
เคนอิจิ ยามาโตะ

เคนอิจิ ยามาโตะ

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา กางแผนธุรกิจปี 67 ปักธงลุยธุรกิจในต่างประเทศ มองมีศักยภาพโตสูง-ไร้ข้อจำกัดด้านดอกเบี้ย ดึงจุดแข็งเครือข่ายสาขาใน 9 ประเทศ ตั้งเป้าโตสินเชื่อรายย่อยในต่างประเทศ 13-15% คาดดันสัดส่วนรายได้ 3 ปี สู่ระดับ 25% จากปีก่อน 14% ด้านสินเชื่อในประเทศโต 3-5% เน้นปล่อยกู้อย่างรับผิดชอบตามเกณฑ์ ธปท. พร้อมเปิดแผนระยะกลาง 3 ปี

วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2567 นายเคนอิจิ ยามาโตะ กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เปิดเผยว่า

แผนการดำเนินธุรกิจในปี 2567 มองว่า จากภาพรวมเศรษฐกิจโลกที่มีการฟื้นตัวไม่เท่ากัน และเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัวช้า ๆ จากปัจจัยหลักการขับเคลื่อนการลงทุนภาครัฐ และการท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง แต่ยังคงมีปัจจัยเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกที่ยังชะลอตัว ภาวะการเงินตึงตัว และภัยแล้งที่อาจจะส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจได้ จึงต้องวางแผนอย่างรอบคอบ

สำหรับเป้าหมายทางธุรกิจในปี 2567 ธนาคารตั้งเป้าหมายสินเชื่อเติบโตที่ 3-5% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) อยู่ที่ 3.8-4.1% อัตราส่วนสินเชื่อไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ราว 2.50-2.75%

ขณะที่อัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ (Cost to Income) จะอยู่ที่ระดับ mid-40% ขณะที่ปี 2566 ที่ผ่านมา ธนาคารมีกำไรสุทธิที่ 33,795 ล้านบาท เติบโต 8% จากปีก่อนหน้า สินเชื่อเติบโต 3.5% ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย 3.91% และมีอัตราส่วนค่าใช้จ่ายต่อรายได้ที่ 44.5%

ทั้งนี้ ในส่วนของการเติบโตของสินเชื่อที่ระดับ 3-5% แบ่งเป็น สินเชื่อขนาดใหญ่ขยายตัว 4-6% สินเชื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) เติบโต 2-3% และสินเชื่อรายย่อยเติบโต 3-5% โดยจะเป็นสินเชื่อรายย่อยในประเทศเติบโต 2-3% ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่ต้องการดูแลหนี้ครัวเรือน

ขณะที่ สินเชื่อรายย่อยในต่างประเทศเติบโต 13-15% เนื่องจากยังมีโอกาสเติบโตอีกสูงจากฐานที่ไม่มากนัก ซึ่งยังมีศักยภาพในการขยายตัวทางเศรษฐกิจ จำนวนฐานลูกค้าที่มีขนาดใหญ่ และไม่มีข้อจำกัดในด้านดอกเบี้ย ประกอบกับธนาคารมีเครือข่ายสาขาที่ครอบคลุม ส่งผลให้สินเชื่อในต่างประเทศจะเป็นแหล่งรายได้ใหม่ของธนาคาร โดยคาดว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าสัดส่วนรายได้จากต่างประเทศจะเพิ่มขึ้นเป็น 25% จากปี 2566 อยู่ที่ 14% ของรายได้รวมทั้งหมด

ทั้งนี้ ปัจจุบันเครือข่ายของธนาคารกรุงศรีและ MUFG มีอยู่ 9 ใน 10 ประเทศในอาเซียน โดยปัจจุบันมีบริษัทในเครือกระจายอยู่ใน 5 ประเทศ ได้แก่ อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ เวียดนาม กัมพูชา และ สปป.ลาว ที่ให้บริการลูกค้าแล้วกว่า 17 ล้านราย ปัจจุบันมีฐานสินเชื่อในภูมิภาค 1.05 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับกรุงศรีในการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาค

ขณะเดียวกัน ธนาคารยังคงให้ความสำคัญในการลงทุนด้านการพัฒนาระบบเทคโนโลยีของธนาคาร ทั้งในส่วนของการพัฒนาระบบ Core Banking ภายใต้โครงการ Jupiter Project เพื่อยกระดับการให้บริการและพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงิน เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้รวดเร็วยิ่งขึ้น โดยธนาคารมีเม็ดเงินการลงทุนจำนวนประมาณ 1.5 หมื่นล้านบาทต่อปี ตามแผนระยะ 3 ปีข้างหน้า

“คุณภาพของสินเชื่อธนาคารในปัจจุบันอยู่ในระดับที่บริหารจัดการได้ ส่วนแนวทางการจัดเก็บหนี้ก็ปฏิบัติตามแนวทางที่ ธปท.และสมาคมธนาคารไทยมีออกมา โดยในส่วนของลูกค้าเดิมที่เป็นเอ็นพีแอลก็จะให้การดูแลอย่างใกล้ชิด ไปพร้อม ๆ กับการปล่อยสินเชื่อใหม่เป็นไปอย่างระมัดระวังด้วยแนวทางการปล่อยสินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ส่วนอุตสาหกรรมที่ยังต้องระมัดระวัง จะเป็นกลุ่มธุรกิจโรงแรมที่ฟื้นตัวช้า ๆ ซึ่งต้องติดตามดูแลใกล้ชิด”

นายเคนอิจิ กล่าวเพิ่มเติม ธนาคารได้จัดทำแผนธุรกิจระยะกลางฉบับที่ 4 นับตั้งแต่ปี 2567-2569 นี้ โดยมุ่งเป้ายืนหนึ่งการเป็นธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน ทำให้กรุงศรีเป็นธนาคารแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืนเชิงเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และธรรมาภิบาล ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของ MUFG ที่ต้องการมุ่งสร้างอนาคตที่สดใสยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายร่วมกันทั้งในด้านความยั่งยืน การเป็นธนาคารที่มีความรับผิดชอบและการพัฒนาชุมชน

ด้านเป้าหมายด้าน ESG นั้น ธนาคารได้วางเป้าหมายในการเพิ่มการสนับสนุนทางการเงินให้แก่โครงการธุรกิจเพื่อสังคมและความยั่งยืนที่ 100,000 ล้านบาทภายในปี 2573 โดยในปี 2566 ธนาคารมียอดสินเชื่อเพื่อความยั่งยืนเพิ่มขึ้น 71,000 ล้านบาท

โดยแผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่นี้ ธนาคารจะมุ่งขยายบริการทางการเงินเพื่อความยั่งยืนเพื่อเข้าถึงฐานลูกค้าเอสเอ็มอี และลูกค้ารายย่อยที่หลากหลายยิ่งขึ้น และยังให้ความสำคัญกับการจัดหาเงินทุนเพื่อช่วยเหลือลูกค้าธุรกิจ และ SMEs ในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่การเป็นธุรกิจคาร์บอนต่ำ

“แผนธุรกิจระยะกลางฉบับใหม่ประจำปี 2567-2569 เป็นมากกว่าแผนงาน โดยแก่นหลักของแผนฉบับนี้คือความมุ่งมั่นที่จะก้าวสู่การเป็น ‘ธนาคารชั้นนำแห่งภูมิภาคเพื่อความยั่งยืน’ ที่สะท้อนถึงคำมั่นสัญญาขององค์กรสู่อนาคตที่ยั่งยืนและการสร้างความแข็งแกร่งในระดับภูมิภาคเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อบรรลุเป้าหมายด้งกล่าว โดยแผนธุรกิจฉบับนี้มุ่งเป้าไปยังสามประการหลักได้แก่ การเป็นธนาคารชั้นนำเพื่อความยั่งยืน การขับเคลื่อนความเป็นผู้นำระดับภูมิภาค และการรักษาตำแหน่งผู้นำในธุรกิจหลักของธนาคาร”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ธนาคารกรุงศรีอยุธยา (BAY)