“บิ๊กฉัตร” นั่งหัวโต๊ะถกยุทธศาสตร์จัดการน้ำ ปรับแผนจาก 12 ปี เป็น 20 ปี
“บิ๊กฉัตร” นั่งหัวโต๊ะถกอนุกก.ยุทธศาสตร์บริหารจัดการน้ำ ปรับแผนจัดการน้ำจาก 12 ปี เป็น 20 ปี เน้นรับฟังความเห็นประชาชน-นักวิชาการพื้นที่ จ่อส่ง ครม.เห็นชอบภายใน ก.ย.นี้
เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 27 เมษายน ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รองนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ครั้งที่ 1/2561 ว่า ที่ประชุมมีการปรับเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 58-69 ระยะเวลา 12 ปี เป็นแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี ระหว่างปี 61-79 เพื่อให้สอดรับกับยุทธศาสตร์ชาติ โดยมีการเปลี่ยนใน 3 ประเด็น คือ การเติบโตอย่างยั่งยืนบนสังคมเศรษฐกิจสีเขียว การพัฒนาพื้นที่เมืองชนบท เกษตร อุตสาหกรรมเชิงนิเวศ และการพิจารณาด้านความมั่นคงน้ำ พลังเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีความเป็นต้องนำมาเพิ่มเติมจากแผนปี 58 นอกจากนี้ ยังมีการวางกรอบประเด็นหลักในการทำยุทธศาสตร์น้ำ 6 ประเด็น คือ เรื่องน้ำอุปโภค บริโภค ความมั่นคงของน้ำภาคการผลิต ทั้งเกษตร และอุตสาหกรรม การจัดการน้ำท่วมและน้ำแล้ง การจัดการคุณภาพน้ำ การอนุรักษ์ฟื้นฟูป่าต้นน้ำ และการบริหารจัดกัน รวมถึงยังมีการวางโรดแมปว่าคณะทำงานจะต้องไปปรับปรุงและนำแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปีนำเสนอคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบให้ได้ภายในสิ้นเดือนกันยายน 61
พล.อ.ฉัตรชัย กล่าวว่า ขณะเดียวกัน ได้ให้นโยบายไปว่าแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปี จะต้องกำหนดให้มีการพัฒนาทั้ง 6 ภาค มีเป้าประเด็นชัดเจน รวมถึงต้องนำแผนน้ำปี 58 มาเพิ่มเติมประเด็น และนำแนวคิดเรื่องพื้นที่แอเรียเบสมาใช้ด้วย ยืนยันเราไม่ได้ทิ้งแผนบริหารจัดการน้ำ 12 ปีที่ทำไว้ แต่จะนำมาเป็นตัวตั้งทำให้ทำงานได้เร็วขึ้น ถือเป็นก้าวใหม่ที่เราทำเพิ่มเติม ทั้งนี้ ตนได้ให้แนวทางเพิ่มเติมว่าสิ่งที่สำคัญที่ต้องทำแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปีจะต้องรับความคิดเห็นจากประชาชน และนักวิชาการในพื้นที่ เพื่อนำกลับมาปรับปรุงควบคู่กันให้เป็นไปตามความต้องการ
นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) ให้สัมภาษณ์ว่า การปรับเปลี่ยนแผนยุทธศาสตร์การบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปี 58-69 ระยะเวลา 12 ปี เป็นแผนยุทธศาสตร์น้ำ 20 ปีระหว่างปี 61-79 โดยจะมีแผนปฏิบัติการ 5 ปีรวมอยู่ด้วย โดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช.สั่งให้เริ่มโครงการตั้งแต่ปี 61-65 โดยในปี 62 ตั้งเป้าโครงการขนาดใหญ่ 12-13 โครงการ วงเงินงบประมาณ 1.5 แสนล้านบาท ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมนำเสนอ เพื่อของบประมาณจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ โครงการอุโมงค์ระบายน้ำของกรุงเทพฯ 2 โครงการ โครงการของกรมชลประทาน 10 โครงการ แต่ยังอยู่ระหว่างการนำเสนอ คืออ่างเก็บน้ำลำน้ำชี จ.ชัยภูมิ และอ่างเก็บน้ำลำน้ำพุง จ.ชัยภูมิ ซึ่งอ่างเก็บน้ำลำน้ำพุงจะเสร็จในเดือนสิงหาคม หรือเดือนกันยายน อย่างไรก็ตาม ยังมีโครงการในพื้นที่ระเบียงเขตเศรษฐกิจพิเศษ (อีอีซี) คือ อ่างเก็บน้ำวังตะโหนด จ.จันทบุรี ความจุ 60 กว่าล้านลูกบาศก์เมตร ซึ่งกำลังศึกษาอีไอเออยู่ วงเงินงบประมาณที่ใช้คาดว่าประมาณ 2-3 พันล้านบาท เพราะเป็นโครงการขนาดใหญ่ในพื้นที่สำคัญ
“ตัวเลขงบประมาณใน 12-13 โครงการเราคิดเฉพาะโครงการใหญ่ที่สำคัญ ที่จะต้องแก้ปัญหาเส้นเลือดใหญ่ เราต้องดึงโครงการเหล่านั้นออกมาทำให้ได้ แต่ถ้าโครงการสำคัญแต่ไม่ใหญ่เราจะใช้งบประมาณตามปกติ ยืนยันว่าทุกโครงการเราทำการศึกษารายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และรายงานการศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (อีเอชไอเอ) จะหยิบโครงการไหนขึ้นมาต้องไม่ติดเรื่องเหล่านี้” นายสมเกียรติกล่าว
ที่มา : มติชนออนไลน์